ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 545 ควบคุมไม่ได้ เช่นนั้นจึงหลอมรวมกับมัน!
บทที่ 545 ควบคุมไม่ได้ เช่นนั้นจึงหลอมรวมกับมัน!
ผู้เฒ่าเสียยิ้มด้วยความพึงพอใจ เมื่อเห็นว่าลู่เฉินไม่สามารถควบคุมสมบัติวิญญาณของตนได้ “เป็นอย่างไร? ทำไม่ได้แล้วหรือ?”
ทุกคนต่างก็คิดว่าลู่เฉินคงไม่สามารถทำได้แล้ว
ลู่เฉินจ้องมองไปยังกระบี่เล่มนั้นพลางยิ้ม “กระบี่นี้ได้รวมเป็นหนึ่งเดียวกับเจ้า หากข้าต้องการควบคุมมัน เห็นทีจะต้องควบคุมเจ้าก่อนจึงจะได้!”
“ใช่ ข้าและกระบี่เล่มนี้ได้ผ่านการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว!”
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้นต่างก็สูดหายใจเข้าเต็มปอด
“การรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ยังมีอยู่จริงหรือ?”
“นั่นเป็นแค่เรื่องเพ้อฝัน!”
“ใช่!”
ฟาเทียนสงสัย “รวมเป็นหนึ่งเดียว?!”
ผู้เฒ่าเสียพูดด้วยความภูมิใจ “คนส่วนมากเวลาหลอมสมบัติวิญญาณนั้น มักจะหยุดไว้เพียงขั้นตอนของการหลอมเท่านั้น แต่การจะไปถึงขั้นหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวนั้น อย่างน้อยต้องหลอมได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด ขณะเดียวกันยังต้องมีวิธีและศาสตราวุธวิญญาณที่ไปถึงขั้นรวมจากสองเป็นหนึ่งได้!”
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้น ยิ่งรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อเกินไป แต่ลู่เฉินกลับยิ้มพลางพูดขึ้นมา “รวมเป็นหนึ่งเดียวนั้น ไม่มีอันใดนอกเสียจากต้องใช้วิญญาณของตนและศาสตราวุธวิญญาณรวมเข้าด้วยกัน แต่เช่นนี้ก็ยังมีจุดอ่อนอยู่!”
“จุดอ่อน?” ผู้เฒ่าเสียคิดว่าอีกฝ่ายกำลังข่มขู่ตนอยู่
“อย่างเช่น ถ้าหากข้าทำลายสมบัติวิญญาณ และทำให้ศาสตราวุธวิญญาณได้รับความเสียหายและถูกทำลายไปเช่นนั้น วิญญาณของเจ้าก็จะได้รับบาดเจ็บหรือถูกทำลายตามไปด้วย!” ลู่เฉินอธิบาย
แต่ผู้เฒ่าเสียกลับยิ้ม “ทำลายสมบัติวิญญาณ พูดนั้นง่ายกว่าทำนัก”
ทุกคนต่างก็คิดว่าที่ผู้เฒ่าเสียพูดนั้นไม่ผิด บางคนจึงหันไปหัวเราะใส่ลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม เจ้าอวดดีเพียงนี้ มีความสามารถมากพอที่จะไปทำลายสมบัติวิญญาณของผู้เฒ่าเสียหรือ!”
บางคนยังพูดเยาะเย้ย “เจ้าหนุ่ม ไม่ไหวหรือ?”
“ทำลายสมบัติวิญญาณ? มันเป็นเพียงจินตนากันเท่านั้น!”
ขณะที่คนผู้คนกำลังหัวเราะกันอยู่นั้น ลู่เฉินก็ก้าวไปยังผู้เฒ่าเสียทีละก้าว ก่อนจะเปิด ‘กำแพงพันชั้น’ ออกมา ขณะเดียวกันยังได้ใช้มือข้างหนึ่งจับตะเกียงไฟกระดูกอสูรเอาไว้
เมื่อผู้เฒ่าเสียเห็นว่าลู่เฉินกำลังเดินเข้ามาก็เผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา “รนหาที่ตายหรือ?”
ผู้เฒ่าเสียถือกระบี่กระดูกไว้ในมือ คิดจะฟันไปยังลู่เฉินอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มี ‘กำแพงพันชั้น’ ทำให้กระบี่เล่มนั้นทำลายไปได้เพียงแปดร้อยกว่าชั้นแล้วจึงหยุดลงในที่สุด
ลู่เฉินจึงปล่อยวิญญาณอสูรที่อยู่ภายในตะเกียงไฟนี้ออกมา
วิญญาณอสูรเหล่านี้พุ่งตรงไปยังผู้เฒ่าเสียทันที ผู้เฒ่าเสียตกตะลึงแต่มันก็สายไปเสียแล้ว วิญญาณอสูรทั้งหลายได้เข้าสู่ภายในร่างกายของเขา ทำให้ผู้เฒ่าเสียต้องแบ่งพลังส่วนมากไปรับมือกับวิญญาณอสูร ดังนั้นจึงมีพลังในการรับมือกับลู่เฉินไม่มากพอ
แต่ลู่เฉินมีไหวหริบมากพอ เขาจึงคว้ากระบี่กระดูกของอีกฝ่ายไว้ด้วยมือเดียวในทันที
ผู้เฒ่าเสียรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีนัก
อย่างไรก็ตาม ผู้เฒ่าเสียมีการตอบสนองกลับ แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว
ลู่เฉินใช้ ‘คาถาหลอมไฟเพลิง’ เพื่อหลอมลูกไฟเพลิงทั้งเก้า เนื่องจากสมบัติวิญญาณนี้ ยังไม่ได้ถึงขั้นศาสตราวุธเซียน ดังนั้นจึงไม่สามารถหลอม ‘ผลึกแก้วศาสตราวิญญาณ’ ได้ แต่สามารถหลอมเป็นสมบัติวิญญาณนี้ได้
ดังนั้น เมื่อทุกคนได้เห็นลูกไฟเพลิงทั้งเก้าที่มีพลังแตกต่างกันออกไปนั้น แต่ละคนจึงเบิกตากว้างอย่างแปลกใจ
จากนั้นทุกคนจึงได้เห็นภาพที่น่าหวาดกลัว นั่นก็คือ ‘กระบี่’ นี้ได้กลายเป็นของเหลวตกลงสู่พื้น และผู้เฒ่าเสียที่ได้รวมร่างกับสมบัติวิญญาณนี้ ดังนั้นเมื่อสมบัติวิญญาณถูกหลอมละลายลงในขณะนั้น ผู้เฒ่าเสียจึงกรีดร้องขึ้นมา
เพียงไม่นาน ทุกคนจึงได้เห็นผู้เฒ่าเสียเจ็บปวดจนทนดูไม่ได้ ล้มลงไปกลิ้งอยู่กับพื้นราวกับกำลังตายทั้งเป็น
ผู้คนบริเวณรอบ ๆ หวาดกลัวจนตัวสั่น บางคนยังพูดด้วยความตื่นกลัวขึ้นมาว่า “ผลของการรวมเป็นหนึ่งเดียวเหตุใดจึงรุนแรงเพียงนี้?”
“ขณะที่สมบัติวิญญาณยังไม่ถูกทำลายนั้น การรวมเป็นหนึ่งกับสมบัติวิญญาณนับเป็นสิ่งที่ทรงพลังมาก แต่เมื่อสมบัติวิญญาณถูกทำลาย ผลที่ตามมานั้น…” บางคนรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเมื่อคิดตาม
ซูเฟยหวาดกลัวจนรีบเข้าไปดึงตัวผู้เฒ่าเสียให้ถอยออกไปอีกด้านหนึ่ง และยังให้เขากลืนเม็ดยาลงไปเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด
แต่ผู้เฒ่าเสียยังคงมองไปยังลู่เฉินด้วยความโกรธแค้น “ข้า ข้าจะต้องฆ่าเจ้าให้ได้!”
“พวกเจ้าหรือ?” ลู่เฉินตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
และในขณะนั้นเองก็มีเงาสีขาวสว่างขึ้นมา ทุกคนรู้สึกได้ถึงลมกระโชกแรง จนทำให้พวกเขากะพริบตาโดยไม่ได้ตั้งใจ และขณะนั้นเองที่ผู้เฒ่าเสียและซูเฟยได้หายตัวไปเสียแล้ว
“คนล่ะ?” ทุกคนตกตะลึงขึ้นมา
ฟาเทียนรีบวิ่งไปด้านข้างลู่เฉิน “ผู้อาวุโส เมื่อครู่นั่น?…”
“เป็นคนเดียวกับที่ช่วยวานรขาวก่อนหน้านี้!”
ฟาเทียนจึงตกตะลึง “เช่นนั้น เขาคงจะน่ากลัวมาก?”
“น่ากลัวก็จริง แต่เพียงแค่หาจุดอ่อนของอีกฝ่ายพบ ก็จะสามารถจัดการเขาได้” ลู่เฉินพูดด้วยท่าทางนิ่งเฉย แต่กลับรู้สึกแปลกใจ ในเมื่ออีกฝ่ายแข็งแกร่งเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่ลงมือกับตนโดยตรง
สำหรับคำถามนี้ ฟาเทียนก็อยากรู้เช่นกัน
แต่ตอนนี้ไม่มีผู้ใดสามารถอธิบายให้ทั้งสองคนได้ ดังนั้นลู่เฉินจึงมองไปยังผู้คนรอบ ๆ คนเหล่านั้นต่างก็ซ่อนตัวอยู่ตามจุดต่าง ๆ ไม่ได้ขัดขวางเส้นทางใด ๆ เหมือนเมื่อครู่
โดยเฉพาะเตาอีมิ่งผู้นั้นที่หลบซ่อนตัวอยู่ในมุมหนึ่งพลางพูดก่นด่า “สมควรตายซะ!”
ลู่เฉินมองไปยังราชาหมาป่าเหมันต์สงัด “นำทางไปเถิด”
“ขอรับ” ราชาหมาป่าเหมันต์สงัดจึงรีบนำทางไปทันที
…
ขณะที่เตาอีมิ่งรู้สึกแปลกใจว่าพวกเขาคิดจะไปที่ใดอยู่นั้น ก็มีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านหลัง “อยากฆ่าเขาหรือไม่?”
เตาอีมิ่งตกใจจนหันหลังไปมอง จึงได้เห็นวานรขาวเข้าพอดี เขาจึงพูดขึ้นมาด้วยความแปลกใจ “เจ้าคือ?”
“สามารถทำให้เจ้ากลายเป็นผู้แข็งแกร่งได้”
“เจ้าหรือ?” เตาอีมิ่งรู้สึกแปลกใจ
วานรขาวหัวเราะ จากนั้นเงาสีขาวจึงสว่างขึ้นมาและนำตัวเตาอีมิ่งไปทันที วานรขาวมองไปยังลู่เฉินที่อยู่ไกลออกไป รู้สึกเย้ยหยันขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม คอยดูเถอะว่าเสวี่ยจิ่วผู้นี้จะเล่นกับเจ้าอย่างไร!”
จากนั้นวานรขาวจึงจากไป
…
ภายในห้องลับที่เต็มไปด้วยไอความเย็น ซูเฟยและผู้เฒ่าเสียถูกกักขังไว้ที่นั่น และไม่ว่าจะร้องเรียกเพียงใดก็ไม่มีผู้ใดสนใจ จนกระทั่งเตาอีมิ่งถูกโยนเข้ามาภายในนี้เช่นกัน
เตาอีมิ่งตัวสั่นขึ้นมาทันที “ผู้อาวุโสทั้งสองท่าน”
“เจ้าเห็นหรือไม่ว่าผู้ใดจับเจ้าเข้ามา?” ซูเฟยเอ่ยถามทันที
เตาอีมิ่งไม่รู้จะอธิบายเช่นไร และในขณะนั้นเอง เสียงหัวเราะหนึ่งดังก็ขึ้นรอบ ๆ “ทั้งสามท่าน อย่าหวาดกลัวไปเลย”
“เจ้าคือใคร?” ซูเฟยลอบมองไปรอบ ๆ ทันที
ผู้เฒ่าเสียพูดด้วยความโมโหว่า “รู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร?”
“ข้ารู้ ผู้เฒ่าเสียแห่งหอรักษาสัตว์” น้ำเสียงนั้นดูมีความน่ากลัวผสมปนอยู่
ผู้เฒ่าเสียพูดขึ้นมาด้วยความโมโห “ในเมื่อรู้อยู่แล้ว เช่นนั้นจงรีบปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!”
“หรือว่าท่านไม่อยากฟื้นฟูบาดแผลอย่างนั้นหรือ? ไม่อยากฆ่าเจ้าหนุ่มผู้นั้นหรือ?” น้ำเสียงดังกล่าวย้อนถาม
เมื่อผู้เฒ่าเสียได้ยินถึงการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ เขาก็รู้สึกลังเลขึ้นมา “ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ?”
“ใช่ ข้ามีวิธีทำให้ท่านฟื้นฟูได้โดยเร็วและแข็งแกร่งขึ้น” เสียงนั้นพูดทีเล่นทีจริง
ผู้เฒ่าเสียไม่เชื่อ “บนโลกใบนี้ไม่มีสิ่งประหลาดเช่นนั้น”
“หากไม่เชื่อ ท่านก็ลองดู!”
“ลอง?”
“ใช่!” เมื่ออีกฝ่ายพูดจบ เม็ดยาเม็ดสีฟ้าจึงปรากฏขึ้นในอากาศ
ผู้เฒ่าเสียและทั้งสามคนต่างก็แปลกใจว่าเป็นเม็ดยาใดกัน น้ำเสียงนั้นพูดติดตลกว่า “ท่านกินมันลงไป แล้วดูว่าบาดแผลของท่านเป็นเช่นไร!”
“เจ้าให้ข้ากิน ข้าต้องกินหรือ? คิดว่าข้าเป็นใครกัน?” ผู้เฒ่าเสียพูดอย่างโมโห
แต่เมื่อสิ้นเสียง เงาวิญญาณสีขาวที่เหลืออยู่จึงสว่างขึ้นและมีความรวดเร็วเป็นอย่างมาก คว้าเม็ดยานั้นไว้ทันทีและยัดเข้าไปภายในร่างของผู้เฒ่าเสีย จากนั้นร่างทั้งร่างจึงหายไป ไม่เห็นแม้แต่ใบหน้าของเขา
ผู้เฒ่าเสียหวาดกลัวจนเหงื่อออกทั้งตัว
เพราะอีกฝ่ายมีความเร็วมากเช่นนี้ และสามารถประชิดตัวจนต้องกลืนเม็ดยาของอีกฝ่ายลงไปโดยไม่ทันแม้แต่จะตอบโต้ใด ๆ
ไม่เพียงแต่ผู้เฒ่าเสีย ซูเฟยและเตาอีมิ่งที่อยู่อีกด้านหนึ่งหวาดกลัวจนเบิกตากว้าง
“เป็นอย่างไร? รู้สึกสบายขึ้นบ้างหรือไม่?” เสียงนั้นหัวเราะขึ้นอีกครั้ง