ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 546 เสวี่ยจื่อเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน
บทที่ 546 เสวี่ยจื่อเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน
ซูเฟยและเตาอีมิ่งยังไม่ทันได้ตอบโต้ใด ๆ ก็ได้เห็นแสงสีน้ำเงินสว่างขึ้นมาบนร่างของผู้เฒ่าเสีย จากนั้นบาดแผลทั่วร่างกายจึงดีขึ้นทันที
นั่นทำให้ผู้เฒ่าเสียดีใจมาก เขาหันไปเอ่ยถามคนในมุมมืดว่า “เม็ดยาของเจ้าคือเม็ดยาอันใดกัน?”
“เม็ดยาของข้านี้ เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถทำให้ร่างกายฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว และยิ่งใช้ในปริมาณมากบาดแผลก็จะดีขึ้นรวดเร็วขึ้นไปอีก และยังสามารถช่วยเพิ่มพลังได้” น้ำเสียงนั้นร่าเริงราวกับว่ามีรอยยิ้มแฝงออกมา
ผู้เฒ่าเสียดีใจเป็นอย่างมาก ทั้งยังพูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น “มอบมันให้ข้า!”
“ข้ามอบให้!” บนท้องฟ้าจึงปรากฏเม็ดยาสีฟ้าออกมาเป็นจำนวนมาก
ผู้เฒ่าเสียจึงค่อย ๆ นำเม็ดยามาทีละเม็ด แล้วกินเข้าไป
ซูเฟยและเตาอีมิ่งที่อยู่ข้าง ๆ นั้น แสดงสีหน้าอิจฉาออกมา โดยเฉพาะเมื่อเห็นอาการบาดเจ็บของผู้เฒ่าเสียดีขึ้น มวลพลังบนร่างกายพุ่งสูงขึ้นราวกับจะผ่านขั้นแปลงเซียนไปแล้วและแข็งแกร่งขึ้น
ผู้เฒ่าเสียตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
ขณะนั้นเอง น้ำเสียงนั้นจึงเอ่ยถามเตาอีมิ่งและซูเฟย “พวกท่านทั้งสองล่ะ? จำเป็นหรือไม่?”
ซูเฟยตอบกลับด้วยความตื่นเต้น “ข้า ข้าได้ด้วยหรือ?”
เตาอีมิ่งไม่ทันได้คิดอะไร แต่พยักหน้ารับในทันที “ข้าต้องการ!”
“ข้ามีเม็ดยาชนิดนี้เป็นจำนวนมาก หากพวกท่านต้องการก็จงนำไปเถิด!” เมื่อเสียงนั้นพูดจบ เม็ดยาสีฟ้ากองโตจึงลอยขึ้นมาจากตรงนั้น คนเหล่านั้นต่างก็ดีใจแล้วพากันกลืนกินเม็ดยาลงไป
ยิ่งทั้งสามคนกินไปมากเท่าไหร่ พลังก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
ทั้งสามคนรู้สึกสนุกสนานขึ้นมา ราวกับว่ากำลังดื่มสุราจนเมา และค่อย ๆ สูญเสียความเป็นตัวเองไป
…
ขณะนั้นเอง ลู่เฉินและคนอื่น ๆ ได้มาถึงด้านนอกกระท่อมรกร้างหลังเล็กแห่งหนึ่ง ภายในกระท่อมนี้มีค่ายกลอยู่
ราชาหมาป่าเหมันต์สงัดชี้ไปยังค่ายกล “ค่ายกลนี้สกัดกันทุกคนไว้ ทำให้ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าใกล้ได้!”
ผู้คนที่มองดูอยู่รอบ ๆ ต่างพึมพำออกมา จนกระทั่งลู่เฉินนำทุกคนเข้าไปในนั้น คนพวกนั้นจึงจะกล้าพูดคุยกันเสียงดัง
“เจ้าหนุ่มผู้นี้ กล้าเข้ามายังค่ายกลหรือ?” พวกเขารู้สึกคาดไม่ถึง
“อาจจะคิดว่าตัวเองจะไม่เป็นอันตรายกระมัง!”
“เกรงว่า จะตายเช่นไรก็ยังไม่รู้!”
ขณะที่ทุกคนต่างก็คิดว่าลู่เฉินและคนที่เข้าไปในนั้นจะต้องตายแน่นอน แต่พวกเขากลับไม่เป็นอันตรายใด ๆ เลยแม้แต่น้อย และไม่ได้รับผลกระทบใดภายในกระท่อมรกร้างนั่นด้วย จนกระทั่งเดินไปยังทางขึ้นบันไดของกระท่อม และออกไปจากตรงนั้น
“ดูนั่น พวกเขาเข้าไปแล้ว!”
“คนพวกนั้น เหตุใดจึงไม่กลัวค่ายกลกันเลย?”
“หรือว่าค่ายกลจะหายไปแล้ว?”
ทุกคนคิดว่าค่ายกลได้หายไปแล้ว ดังนั้นจึงมีคนเดินไปยังทางเข้าค่ายกล และเมื่อเข้าไปทั้งร่างจึงถูกแช่แข็งทันที
ภาพดังกล่าวทำให้คนบางส่วนที่คิดจะเข้าไปลองนั้นต่างก็ถอยออกมา ส่วนผู้ที่ถูกแช่แข็งอยู่นั้นร่างของเขาค่อย ๆ แตกร้าวจนกลายเป็นก้อนน้ำแข็งชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับไม่ถ้วนและตกลงสู่พื้นในที่สุด
ทุกคนหวาดกลัวจนเหงื่อไหลเต็มตัว
…
ลู่เฉินและคนอื่น ๆ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นด้านนอก พวกเขาได้เดินลงบันไดไปเสียแล้ว
บันไดนี้ใช้ก้อนน้ำแข็งสร้างขึ้นมา และกำแพงบริเวณรอบ ๆ ก็ได้ใช้น้ำแข็งสร้างขึ้นมาเช่นกัน ขณะนั้นเอง ด้านหลังกำแพงน้ำแข็งนี้ยังแผ่กระจายแสงสีน้ำเงินจาง ๆ ออกมา
เมื่อเห็นแสงสีน้ำเงินสลัวเหล่านี้ ฟาเทียนจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ผู้อาวุโส ท่านดูแสงพวกนี้สิ”
ฉีฉีน้อยรู้สึกแปลกใจเช่นกันจึงคิดจะไปสัมผัสมัน
แต่เมื่อสัมผัสไปแล้วนั้น ฉีฉีน้อยก็กรีดร้องขึ้นมาทันที ดวงตาทั้งสองข้างของนางกลายเป็นสีแดงเลือด ลู่เฉินรีบนำมือข้างหนึ่งไปวางไว้บนหัวไหล่ของนางทันที จากนั้นฉีฉีน้อยจึงค่อย ๆ ได้สติ
แต่ราวกับว่าฉีฉีน้อยหลงลืมเรื่องเมื่อครู่ไปจนหมด นางจึงมีสีหน้าสับสน “ข้า เป็นอะไรไปหรือ?”
ฟาเทียนพูดขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ “เมื่อครู่ ดวงตาของเจ้าค่อย ๆ กลายเป็นสีแดง ราวกับกำลังจะบ้าคลั่ง”
“มีเหตุการณ์เช่นนั้นด้วยหรือ?” ฉีฉีน้อยมีสีหน้าสงสัย
ฟาเทียนคิดไม่ถึงว่าฉีฉีน้อยจะลืมเรื่องทุกอย่างไปหมดสิ้น เขาจึงมองไปยังลู่เฉิน “ผู้อาวุโส นี่ เกิดเรื่องใดขึ้น?”
ลู่เฉินมีท่าทางจริงจังขึ้นมาทันที “ดูเหมือนว่า แสงสีน้ำเงินด้านหลังกำแพงน้ำแข็งนี้จะมีปัญหา”
ฉีฉีน้อยหวาดกลัวจนถอยออกไป ฟาเทียนเองก็ถอยออกมาก้าวหนึ่งเช่นกัน ราชาหมาป่าเหมันต์สงัดจึงพูดขึ้นมาว่า “ครั้งหนึ่งนักบุญหญิงเคยเอ่ยเตือนไว้ อย่าเข้าใกล้กำแพงเหล่านี้ และอย่าสัมผัสแสงนั่น”
ฟาเทียนได้ฟังแล้วจึงรู้สึกกังวล “เพียงแค่แสงแสงหนึ่ง เหตุใดจึงน่ากลัวเพียงนี้?”
ฉีฉีน้อยรู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก แต่ลู่เฉินนั้นคิดอยากจะลองดู ดังนั้นเขาจึงนำมือข้างหนึ่งสัมผัสไปบนกำแพง
ฟาเทียนและคนอื่น ๆ รู้สึกหวาดกลัว พวกเขามองดูความเปลี่ยนแปลงของลู่เฉิน ในตอนแรกดวงตาของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นสีเลือดเช่นกัน แต่ก็กลับมาเป็นเช่นเดิมได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาจึงดึงมือกลับมา ขณะเดียวกันบนฝ่ามือเขานั้นกลับมีผลึกแก้วสีน้ำเงินปรากฏขึ้น
“นี่คือสิ่งใดกัน?” ฟาเทียนสงสัย ฉีฉีน้อยเองก็เข้ามาดู
ลู่เฉินอธิบายว่า “เมื่อครู่ที่ข้าสัมผัสแสงนั่น และมันได้ปกคลุมวิญญาณของข้า มันคิดจะตัดการเชื่อมต่อระหว่างข้ากับกายเนื้อ แต่ยังโชคดีเมื่อข้าค่อย ๆ เก็บรวบรวมแสงสีน้ำเงินนี้เข้ามา มันจึงกลายเป็นเพียงผลึกแก้วสีน้ำเงินขนาดเล็กนี้ในที่สุด”
เมื่อฟาเทียนได้ยินก็เอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “หมายความว่า เพราะของสิ่งนี้จึงส่งผลกระทบต่อนาง?”
“ของสิ่งนี้ เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนเกิดภาพหลอนขึ้นมาและทำให้กลายเป็นผงฝุ่นที่บ้าคลั่งได้” ลู่เฉินอธิบาย
ฟาเทียนตัวสั่นขึ้นมาทันที “เช่นนั้น มันก็น่ากลัวเกินไปเสียแล้ว?”
ฉีฉีน้อยก็รู้สึกเช่นนั้น
ลู่เฉินเก็บผงฝุ่นพลางพูดว่า “ลงไปดูก่อนเถิด”
ฟาเทียนและฉีฉีน้อยทำได้เพียงเดินตามไป ราชาหมาป่าเหมันต์สงัดจึงนำทางต่อ
จนกระทั่งเดินลงบันไดมาแล้ว ก็มาถึงยังตำหนักขนาดกว้างขวางแห่งหนึ่ง ภายในตำหนักนี้ รอบด้านเป็นเสาน้ำแข็ง และมีแสงสีน้ำเงินแผ่กระจายออกมา
ขณะเดียวกัน กำแพงด้านในสุดยังมีเงาร่างหนึ่งที่สว่างขึ้นมาราวกับกระจก
พวกเขาเห็นเพียงเงาร่างนี้เป็นแสงสีขาวสว่างออกมา ทำให้เขาดูแตกต่างกับแสงสีน้ำเงินรอบ ๆ เล็กน้อย
“ผู้อาวุโส ท่านดูนั่น ตรงนั้นมีคนอยู่” เมื่อฟาเทียนเห็นอีกฝ่าย เขาจึงหันไปตะโกนบอกลู่เฉินทันที
ลู่เฉินมองไปยังเงาคนผู้นั้น “ถ้าหากเดาไม่ผิด เขาก็คือคนที่เคยช่วยวานรขาวก่อนหน้านี้”
“เขา?” ฟาเทียนตกใจ
ขณะนั้นเอง เงาสีขาวนั้นก็ฉีกยิ้ม “ใช่ ข้าเป็นเช่นนี้ก็ยังสามารถสัมผัสได้”
เมื่อฟาเทียนเห็นว่าอีกฝ่ายสามารถพูดได้ จึงเตรียมรับมือทันที แต่ลู่เฉินกลับพูดขึ้นมา “ว่ามาเถิด เจ้าคือผู้ใด?”
“ข้า? คือเสวี่ยจื่ออันดับที่เก้าของสิบผู้แข็งแกร่งแห่งสำนักเหมันต์สงัด เสวี่ยจิ่ว!” อีกฝ่ายเผยรอยยิ้ม
ลู่เฉินขมวดคิ้วมุ่น “เสวี่ยจิ่ว”
ฟาเทียนรู้สึกสงสัย “ผู้อาวุโส เสวี่ยจื่อคืออะไรหรือ?”
“ได้ยินว่าสำนักเหมันต์สงัดมีการเลี้ยงนักรบที่ตายไปแล้ว นักรบที่ตายแล้วพวกนี้จะถูกเรียกว่าเสวี่ยจื่อ พวกเขาไม่มีกายเนื้อ แต่กลับมีขั้นพลังที่แข็งแกร่ง และเมื่อเสวี่ยจื่อทั้งสิบอยู่ด้วยกันนั้น สามารถสู้กับผู้บรรลุเซียนได้!” ชายหนุ่มอธิบาย
“คู่ต่อสู้ของผู้บรรลุเซียน? จริงหรือ?” ฟาเทียนเบิกตากว้าง
ลู่เฉินพยักหน้า “จริง แต่คนเหล่านี้ตายไปเมื่อหนึ่งแสนปีก่อนแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสวี่ยจิ่วจึงหัวเราะขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม เจ้ารู้ดีเลยทีเดียว!”
“มาเถิด แสดงให้ข้าดู เสวี่ยจื่อเช่นเจ้าเก่งกาจเพียงใดกัน” เมื่อลู่เฉินได้สติจึงมองไปยังอีกฝ่าย อยากรู้ว่าเสวี่ยจิ่วผู้นี้กับเสวี่ยจิ่วเมื่อหนึ่งแสนปีก่อนเป็นคนเดียวกันหรือไม่
ใครจะคิดว่าเสวี่ยจิ่วกลับเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา “อย่ารีบร้อนไป ให้บางคนไปกับเจ้าเสียก่อน!”
บางคน?
ฟาเทียนและคนอื่น ๆ ต่างแปลกใจว่าคือใคร
และในขณะนั้นเอง เตาอีมิ่งจึงเดินออกมาและฉีกยิ้มราวกับว่าเขาไม่รู้เรื่องใด ๆ แต่มีมวลพลังที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และมีแสงสีทองสว่างออกมาราวกับว่าสามารถสังหารคนได้ในทันที
เมื่อฟาเทียนเห็นเช่นนี้ จึงแสดงสีหน้าสงสัย “ผู้อาวุโส ท่านดูชายผู้นั้น”
“คาดว่าเมื่อครู่เขาอาจจะได้รับผลกระทบของผงฝุ่นนั่น” ลู่เฉินเห็นท่าทางของอีกฝ่ายแล้ว ก็ราวกับคาดเดาอะไรบางอย่างได้
“นี่เป็นอาการหลังจากเกิดความบ้าคลั่งแล้วหรือ?” ฟาเทียนสงสัย
เสวี่ยจิ่วจึงเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา “นี่ไม่ใช่การบ้าคลั่งที่ธรรมดา!”
ลู่เฉินกลับถามว่า “อาศัยสิ่งนี้หรือ?”
“เจ้าคงไม่คิดว่าเขายังเป็นเขาเช่นเมื่อครู่หรอกนะ?” เมื่อเสวี่ยจิ่วพูดจบ ร่างกายของเตาอีมิ่งจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ผู้คนต่างก็ตกตะลึงขึ้นมา