ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 549 พอสบโอกาสก็เล่นสนุก ต้องจริงจังเสียหน่อย!
บทที่ 549 พอสบโอกาสก็เล่นสนุก ต้องจริงจังเสียหน่อย!
เสียง ‘ตึงตึงตึง’ ฟังแล้วดูน่าหวาดกลัวยิ่งนัก โดยเฉพาะฉีฉีน้อยที่ไม่สามารถมองเห็นสถานการณ์รอบกำแพงน้ำแข็งนี้ได้ จึงถามขึ้นมาด้วยความสงสัย “เสียงสิ่งใดกัน?”
ราชาหมาป่าเหมันต์สงัดก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน
เดิมทีนั้นลู่เฉินคิดจะใช้ ‘ไข่มุกราตรีสมุทร’ แต่คิดไม่ถึงว่าไข่มุกราตรีสมุทรนี้จะไม่สามารถใช้ได้ผลกับที่นี่ ลู่เฉินจึงใช้เพียง ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’ เพื่อไปสัมผัสบริเวณรอบ ๆ แทน
ดังนั้นชายหนุ่มจึงหลับตาลง เมื่อไปสำรวจบริเวณโดยรอบแล้ว เพียงไม่นานก็ได้พบบางอย่างทันที
เงาสีขาวของเสวี่ยจิ่วที่สว่างอยู่บนกำแพงดังขึ้นมาว่า “เป็นอย่างไร กลัวหรือไม่?”
ลู่เฉินจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น “เพียงแค่อสูรปีศาจกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่อันใด”
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?” เมื่อเสวี่ยจิ่วเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา กำแพงน้ำแข็งนี้ก็ค่อย ๆ แตกร้าว จากนั้นจึงมีกลิ่นอายที่แข็งแกร่งของอสูรปีศาจแผ่กระจายอยู่โดยรอบ
อสูรปีศาจเหล่านี้มีแสงสีน้ำเงินจาง ๆ สว่างอยู่บนร่างกาย และมีดวงตาทั้งสองข้างเป็นสีแดงฉาน
พวกมันบางส่วนนอนอยู่บนพื้น บางส่วนลอยอยู่บนท้องฟ้า และยังมีที่ติดอยู่บนเพดาน
แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด อสูรปีศาจแต่ละตัวเหล่านี้ก็จะมีน้ำลายไหลออกมา ราวกับว่าพวกมันกำลังจ้องเหยื่อของตนอยู่
ฟาเทียนยังคงคิดว่าพวกมันเป็นเพียงอสูรปีศาจธรรมดาเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่รู้สึกกังวลใด ๆ “ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดน่ากลัว”
ฉีฉีน้อยกลับรู้สึกว่ามันไม่ปกติ โดยเฉพาะนางซึ่งเป็นอสูรศักดิ์สิทธิ์ ยังคงรู้สึกถึงบางอย่างที่มีความแตกต่างจากอสูรได้ ดังนั้นนางจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาว่า “ภายในร่างของอสูรปีศาจเหล่านี้มีพลังชนิดหนึ่ง ราวกับว่าสามารถทำให้พวกมันบ้าคลั่งขึ้นมาได้ตลอดเวลา”
ราชาหมาป่าเหมันต์สงัดนั้นเห็นด้วย “ใช่ กลิ่นอายเหล่านี้ดูแข็งแกร่งนัก!”
ฟาเทียนรู้สึกสงสัยว่าเหตุใดตนจึงไม่สามารถสัมผัสได้ ดังนั้นจึงมองไปยังลู่เฉินพลางเอ่ยถาม “ผู้อาวุโส เป็นเช่นนั้นจริงหรือ?”
“จริง และเมื่อดูจากสถานการณ์เช่นนี้แล้ว พวกเจ้าควรจะหลบเลี่ยง” เมื่อชายหนุ่มพูดจบ จึงโยน ‘ประตูไร้สิ่งสรรพ’ ออกมา คิดจะให้พวกเขาเข้าไปภายในนี้เสียก่อน
แต่เสวี่ยจิ่วกลับหัวเราะขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม เจ้าซ่อนพวกเขาไว้ แต่กลับไม่สามารถซ่อนตัวเองได้”
“ถ้าหากข้าคิดจะซ่อนนั้นง่ายมาก แต่ก็ต้องดูอารมณ์ของข้าเสียหน่อยว่าอยากหลบซ่อนหรือไม่ก็เท่านั้น” ลู่เฉินหัวเราะพลางมองไปยังเสวี่ยจิ่ว
เสวี่ยจิ่วเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา “เจ้าหนุ่ม มาถึงขนาดนี้แล้วยังจะกล้าอวดดีอยู่อีกหรือ!”
“มาเถิด!” เมื่อลู่เฉินพูดจบก็ไม่สนใจสิ่งใด
เสวี่ยจิ่วจึงพูดข่มขู่ออกมา “อีกไม่นาน เจ้าจะได้รู้ถึงความน่ากลัวของพวกมัน”
เมื่อพูดจบ พลังภายในร่างกายของอสูรปีศาจพวกนี้ก็ระเบิดออกมา เหล่าอสูรปีศาจค่อย ๆ ขยายตัวใหญ่ขึ้น และต่างก็ปล่อยพลังของตนออกมา
เห็นเพียงพลังเหล่านี้ เพียงพริบตาเดียวก็ปกคลุมไปยังลู่เฉินทันที
เสวี่ยจิ่วที่อยู่บนกำแพงนั้นหัวเราะลั่น “ตอนนี้สมควรตายแล้วหรือไม่?”
ขณะนั้นเอง เงาสายฟ้าเงาหนึ่งจึงสว่างวาบขึ้นมาและพุ่งเข้าไปบนกำแพง เมื่อเงาสายฟ้าปรากฏขึ้นมา เขาจึงยืนอยู่ภายในพื้นที่เล็ก ๆ จากนั้นก็หัวเราะพลางเอ่ยว่า “แท้จริงแล้วบนกำแพงนี้ยังมีพื้นที่เล็ก ๆ อยู่”
พูดจบ ชายหนุ่มก็ฟื้นจากร่างเงาวิญญาณสายฟ้ากลายเป็นร่างเดิม จากนั้นจึงจ้องมองไปที่เงาสีขาวตรงหน้า
เห็นเพียงเงาสีขาวนี้ไร้ซึ่งกายเนื้อ มีเพียงเงาวิญญาณสว่างอยู่ตรงนั้น
“เจ้าหนุ่ม เจ้าเข้ามาที่นี่ได้อย่างนั้นหรือ?” เสวี่ยจิ่วชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเผยรอยยิ้มเย็นชา
“กล้าต่อสู้หรือไม่?” ลู่เฉินอยากรู้ว่า เหตุใดชายผู้นี้จึงไม่สู้กับเขาด้วยตัวเอง
เสวี่ยจิ่วเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนัก “จัดการเจ้า ไม่จำเป็นต้องให้ข้าลงมือเอง”
“โอ้? เช่นนั้นเจ้ายังมีวิธีใดอีกหรือ? รีบนำมันออกมา” ชายหนุ่มมองเสวี่ยจิ่วพร้อมกับยกยิ้ม
เสวี่ยจิ่วจึงชี้ไปบนกำแพง และกำแพงนั้นสามารถมองเห็นภาพพระราชวังที่อยู่ด้านนอกได้
เห็นเพียงเสวี่ยจิ่วหัวเราะพลางเอ่ยว่า “อสูรปีศาจเหล่านี้จะเล่นเป็นเพื่อนเจ้าเอง”
“พวกมันไม่รู้ว่าข้าอยู่ที่นี่ ยังคิดจะให้พวกมันเล่นกับข้าอย่างนั้นหรือ?” ลู่เฉินพูดขึ้นมาอย่างไม่สนใจ
เมื่อได้ยินดังนั้น เสวี่ยจิ่วจึงแสยะยิ้มออกมา “ดูเหมือนว่า ข้าจะต้องให้เจ้าลองพลังสักหน่อย”
เมื่อพูดจบ จึงเกิดไอความเย็นขึ้นรอบ ๆ จากนั้นลู่เฉินจึงถูกแช่แข็งอยู่ตรงนั้นทันที อสูรปีศาจเหล่านั้นก็ค่อย ๆ เข้ามาภายในนี้ทีละตัว เสวี่ยจิ่วจึงจ้องมองมายังอีกฝ่ายพลางหัวเราะ “ตอนนี้ขยับไม่ได้เสียแล้วหรือ?”
ลู่เฉินไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพราะเขาจะขยับเมื่อใดก็ได้ แต่เขายังคงเสแสร้งเป็นเช่นนั้นไปก่อน เพราะตอนนี้ ลู่เฉินยังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายนั้นวางแผนจะทำสิ่งใดแน่ และเขายังไม่ได้คิดที่จะจับอีกฝ่าย
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ลู่เฉินจึงวางแผนที่จะเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่
แต่เมื่อเสวี่ยจิ่วเห็นว่าลู่เฉินไม่พูดอะไร เขากลับคิดว่าอีกฝ่ายคงจะยอมเสียแล้ว ดังนั้นจึงหัวเราะพลางพูดขึ้นมา “เป็นอย่างไร? ไม่พูดแล้วหรือ?”
“อย่างมากก็แค่เจ้าแช่แข็งข้าไว้ตลอด หรือไม่ก็สังหารข้าเท่านั้น!” ลู่เฉินกล่าว
เมื่อเสวี่ยจิ่วเห็นว่าลู่เฉินมีท่าทาง ‘อ่อนลง’ จึงหัวเราะเสียงดังขึ้นมาอีกครั้ง
ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไร เสวี่ยจิ่วกลับหัวเราะอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ดูเหมือนว่า แม้แต่อสูรเหล่านี้ของข้า เห็นทีจะไม่ต้องใช้งานเสียแล้ว!”
เมื่อพูดจบ เสวี่ยจิ่วจึงโบกมือขึ้นมา อสูรพวกนี้จึงค่อย ๆ จากไป ลู่เฉินกลับลองถามหยั่งเชิงว่า “เจ้าคงไม่คิดที่จะแช่แข็งข้าไว้ที่นี่ตลอดหรอกนะ?”
“ไม่ นักบุญหญิงมีคำสั่งพิเศษมาให้ข้าจับเจ้าไว้และมอบให้นาง” เสวี่ยจิ่วพูดด้วยความมั่นใจ
ลู่เฉินจึงแสร้งพูดว่า “ว่าอย่างไรนะ? นางคิดว่าข้าจะยอมแพ้หรือ?”
“ถึงแม้เจ้าจะไม่ยอมแพ้ นักบุญหญิงก็มีวิธีทำให้เจ้าซื่อสัตย์ต่อนางได้!” เมื่อเสวี่ยจิ่วรู้สึกภูมิใจจึงโบกมือขึ้น
ชายหนุ่มดูราวกับเป็น ‘มนุษย์น้ำแข็ง’ และถูกพลังของเสวี่ยจิ่วลากตัวออกไป
ขณะที่กำลังเดินทางอยู่นั้น เสวี่ยจิ่วพูดเยาะเย้ยขึ้นมา “ข้าก็หลงคิดว่าเจ้าจะจัดการได้ยาก แต่กลับจัดการได้ง่ายเช่นนี้”
ลู่เฉินจงใจพูดด้วยท่าทางอ่อนแอ “นั่นเป็นเพราะข้าใช้พลังมากเกินไป มิเช่นนั้น…”
“ก็ใช่ เจ้าอยู่เพียงแค่ขั้นหลอมแก่นแท้ ถึงแม้พลังของเจ้าจะแข็งแกร่งขึ้นอีกเพียงใด ขั้นพลังก็ยังไม่พอที่จะพยุงเจ้าไปได้ตลอด” ดูเหมือนว่าเสวี่ยจิ่วได้พบอะไรบางอย่าง จึงหัวเราะออกมา
“รอให้ข้าฟื้นฟูเสียก่อน ข้าจะต้องแสดงให้พวกเจ้าได้เห็นแน่” ลู่เฉินไม่ลืมที่จะพูดออกมา เพื่อหวังว่าจะให้อีกฝ่ายจะรู้สึกชะล่าใจ
เสวี่ยจิ่วพลันเผยรอยยิ้มเย็นชา “คงไม่มีโอกาสเช่นนั้นหรอก”
เมื่อพูดจบ มือของเสวี่ยจิ่วจึงปล่อยแสงสีน้ำเงินออกมาปกคลุมชั้นน้ำแข็งนี้ไว้ และแทรกเข้าไปยังภายในร่างของอีกฝ่าย
แสงนี้น้ำเงินนี้เหมือนกับเมื่อก่อนหน้านี้ที่สามารถควบคุมจิตใจมนุษย์ได้
ลู่เฉินมีจิตวิญญาณที่แข็งแกร่ง ซึ่งอีกฝ่ายไม่สามารถควบคุมได้ แต่ลู่เฉินยังคงแสร้งทำโดยการกำจัดแสงสีน้ำเงินทั้งหมดนี้ในคราเดียว จากนั้นจึงตั้งใจให้แววตาทั้งสองข้างเปลี่ยนเป็นสีแดงเลือด
เมื่อเสวี่ยจิ่วเห็นผลงานของตนจึงหัวเราะลั่น
จากนั้น เสวี่ยจิ่วจึงนำลู่เฉินออกไปจาก ‘พื้นที่เล็ก ๆ ’ นี้ มายังทางเดิน และเมื่อวานรขาวเห็นลู่เฉินกลายเป็นมนุษย์น้ำแข็งไปแล้วทั้งยังมีแววตาสีแดงเลือด เขาจึงพูดด้วยความตื่นเต้น “นายท่านจิ่ว ท่านช่างเก่งกาจยิ่งนัก”
“ข้าบอกแล้ว เป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น” เสวี่ยจิ่วพูดด้วยความลำพอง
“ใช่ นายท่านจิ่วลงมือเอง ไม่มีผู้ใดที่ท่านจัดการไม่ได้” วานรขาวยังคงพูดเยินยอต่อไป
“ย่อมเป็นเช่นนั้น!” เสวี่ยจิ่วตอบด้วยความพึงพอใจ
วานรขาวจ้องมองไปยังแววตาสีแดงเลือดคู่นั้น และลู่เฉินที่ไม่ขยับกายพลางยิ้มเย็นชาออกมา “ในที่สุด เจ้าก็มีวันนี้!”
เสวี่ยจิ่วหัวเราะ “ไป นักบุญหญิงยังรอพวกเราอยู่!”
“ขอรับ!”
คนทั้งสองเดินไปตามทางเดินด้วยกันได้ระยะทางหนึ่ง จึงมาถึงอีกมุมของของพระราชวังน้ำแข็ง ที่นี่มีรูปปั้นน้ำแข็งอยู่ และมีแสงสีน้ำเงินจาง ๆ สว่างอยู่ในขณะนั้น
เมื่อมองดูอย่างละเอียดแล้ว รูปปั้นน้ำแข็งนี้เป็นหญิงสาวนางหนึ่ง
เมื่อเสวี่ยจิ่วเห็นรูปปั้นน้ำแข็งนี้ จึงกล่าวด้วยความเคารพว่า “นักบุญหญิง ดูนั่น ข้าจับเขามาแล้ว!”