ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 564 พบเรื่องประหลาดด้านนอกของพระราชวังสินธุเหมันต์!
บทที่ 564 พบเรื่องประหลาดด้านนอกของพระราชวังสินธุเหมันต์!
ฟาเทียนมองท่าทางของอีกฝ่ายแล้วก็เผยสีหน้าประหลาดใจ “ผู้อาวุโส เขากำลังสิ่งใด?”
“เขากำลังใช้จิตของตนเองสัมผัสการรับรู้ของอสูรปีศาจเหล่านี้” ลู่เฉินอธิบาย
“สัมผัสการรับรู้ของอสูรปีศาจ?”
“ใช่ เคล็ดวิชาเข้าใจอสูร!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฟาเทียนพลันรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อเกินไป “ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก!”
ขณะนั้นเอง ปรมาจารย์สยบมารจึงค่อย ๆ นำเงาสีดำของตนออกมาจากอสูรปีศาจเหล่านั้นทีละตัว จากนั้นจึงลืมตาขึ้นมาด้วยความตกตะลึง
“เป็นอย่างไรบ้าง?” อวี่ซานเส้าเอ่ยถาม
“อสูรปีศาจเหล่านี้กลัวเขา” ปรมาจารย์สยบมารพูดขึ้นมาด้วยความสงสัย
“กลัวเขา? เพราะเหตุใดกัน?” อวี่ซานเส้าไม่เข้าใจ
ปรมาจารย์สยบมารก็ไม่เข้าใจเช่นกัน เขาพูดขึ้นมาด้วยความสงสัย “บนร่างของเจ้าหนุ่มผู้นี้น่าจะมีอสูรปีศาจที่แข็งแกร่งอยู่ และอสูรปีศาจพวกนี้ก็หวาดกลัวอสูรปีศาจที่อยู่บนร่างกายของชายคนนั้น”
“แม้แต่อสูรศักดิ์สิทธิ์ห้าดาว อสูรปีศาจเหล่านี้ยังไม่หวาดกลัว หรือเจ้าหนุ่มผู้นี้จะมีบางสิ่งที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าอสูรศักดิ์สิทธิ์ห้าดาวงั้นหรือ?” อวี่ซานเส้ารู้สึกเหลือเชื่อ
ปรมาจารย์สยบมารไม่เข้าใจนัก จึงเพียงแค่ตอบกลับสั้น ๆ “ก็อาจจะเป็นไปได้”
หยวนเส่าชิงทนไม่ไหวอีกต่อไป “ไม่ว่าเขาจะมีสิ่งใด จงรีบให้อสูรปีศาจหล่านี้ไปทำลายเขาซะ แล้วค่อยว่ากัน!”
อวี่ซานเส้าเห็นด้วย “ใช่ รีบสังหารเจ้าหนุ่มผู้นี้เสียก่อน!”
“แต่ตอนนี้ พวกมันหวาดกลัวเขา ทำให้พวกมันไม่กล้าเข้าไปโจมตี” ปรมาจารย์สยบมารรู้สึกแปลกใจ
“เช่นนั้นควรทำอย่างไร?” หยวนเส่าชิงร้อนใจ
อวี่ซานเส้าจ้องมองไปยังปรมาจารย์สยบมารผู้นี้ “ศิษย์พี่จ้าว เพียงแค่ท่านจัดการเขา หลังจากนี้โถงกำจัดมารของเราจะต้องมอบสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อท่านแน่!”
“ใช่ โถงกำจัดมารของเรา จะต้องมอบสิ่งที่ดีให้กับเจ้าแน่” หยวนเส่าชิงพูดขึ้นมาเช่นกัน
ปรมาจารย์สยบมารขมวดคิ้วพลางเอ่ยถาม “พวกเจ้าและโถงสังหารอสูรของข้าต่างก็อยู่ภายใต้พันธมิตรกำจัดมาร ดังนั้นถึงแม้พวกเจ้าจะไม่มอบสิ่งตอบแทนแก่ข้า อย่างไรข้าก็ต้องจัดการเขา แต่เจ้าหนุ่มผู้นี้…”
หยวนเส่าชิงไม่อยากฟังคำอธิบาย จึงพูดขึ้นมาด้วยความร้อนใจ “ได้โปรดเถิด ศิษย์พี่จ้าว!”
อวี่ซานเส้าจ้องมองอีกฝ่ายพลางอ้อนวอน “ได้โปรดเถิด!”
“ข้าจะลองดู” ปรมาจารย์สยบมารสูดหายใจเข้าเต็มปอด จากนั้นจึงนำเม็ดยาสีแดงเพลิงออกมาเม็ดหนึ่ง และโยนไปรอบ ๆ เมื่อเม็ดยาระเบิดออก ไอหมอกสีแดงกลุ่มหนึ่งจึงกระจายตัวออกมา
เมื่ออสูรปีศาจเหล่านี้ได้พบกับไอปีศาจ แต่ละตัวจึงเริ่มบ้าคลั่งขึ้นมา บางตัวยังร้องคำรามออกมา และยังโจมตีออกไปรอบด้าน ทำให้สิ่งปลูกสร้างบริเวณรอบ ๆ กลายเป็นซากปรักหักพังไปในทันที
“เกิดเรื่องใดขึ้น?” ผู้คนที่ได้รับผลกระทบในบริเวณนั้นต่างก็คลานออกมา พลางเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ
และมีบางคนที่บินขึ้นไปบนท้องฟ้าพลางพูดขึ้นมาด้วยความโมโห “พวกเจ้าพันธมิตรกำจัดมาร อย่าทำร้ายผู้บริสุทธิ์!”
คนเหล่านี้ไม่สนใจอะไร ทำให้ผู้คนรอบข้างต่างก็ไม่พอใจ
ส่วนอสูรปีศาจเหล่านั้น เมื่อสูญเสียความเป็นตัวเองไปแล้ว จากนั้นจึงโจมตีไปยังลู่เฉินและอีกสองคนอย่างบ้าคลั่ง
ฟาเทียนและฉีฉีน้อยต่างก็ตกตะลึง
เมื่อลู่เฉินรู้ว่าอสูรปีศาจเหล่านี้มีจำนวนมาก และไม่สามารถจัดการได้ในครั้งเดียว จึงใช้มือข้างหนึ่งจับคนผู้หนึ่งไว้ทันที จากนั้นทั้งสามจึงหนีไปยังทางพื้นดิน
อสูรปีศาจเหล่านั้นจึงกระโจนเข้าไปพร้อมกัน
“หนีไปแล้ว?” หยวนเส่าชิงพูดออกมาด้วยความโมโห
เมื่ออวี่ซานเส้าแน่ใจแล้วว่าลู่เฉินได้หายไป จึงเริ่มตะโกนด่าทอออกมา ปรมาจารย์สยบมารจึงพูดออกมาด้วยความสงสัย “เวลามีจำกัด ถ้าหากไม่รีบตามหาพวกเขา อสูรปีศาจเหล่านี้ก็จะหายไป!”
คำพูดเช่นนี้ทำให้อวี่ซานเส้าร้อนใจขึ้นมา จึงถ่ายทอดคำสั่งแก่คนของพันธมิตรกำจัดมาร “เร็วเข้า กระจายตัวกันค้นหาร่องรอยของพวกเขาทั้งสามคน!”
คนของพันธมิตรกำจัดมารจึงกระจายตัวออกไปทันที
ปราจารย์สยบมารรีบสะกดความเป็นอสูรในตัวของอสูรปีศาจเหล่านี้ต่อไป ส่วนลู่เฉินและอีกสองคนนั้น ได้ปรากฏตัวอยู่นอกเมือง
“ผู้อาวุโส อสูรปีศาจเหล่านั้นเป็นอันใดกันแน่? เหตุใดแต่ละตัวจึงบ้าคลั่งเช่นนั้น” ฟาเทียนเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
ไม่เพียงแต่ฟาเทียนเท่านั้น ฉีฉีน้อยก็ไม่เข้าใจเช่นกัน
ลู่เฉินจึงอธิบายให้ทั้งสองฟัง “ปรมาจารย์สยบมารผู้นั้นใช้เม็ดยาบางอย่าง และเม็ดยานั้นก็ทำให้มันไร้ซึ่งความหวาดกลัว ขณะเดียวกันยังมีระดับความบ้าคลั่งที่เพิ่มมากขึ้น”
เมื่อทั้งสองได้ยินก็เข้าใจได้ในทันที
ฟาเทียนจึงอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา “ช่างน่ากลัวนัก!”
ลู่เฉินมองทั้งสองคน “ไม่ต้องไปสนใจคนพวกนั้น พวกเราเดินทางไปทางเหนือ เพื่อตามหาพระราชวังสินธุเหมันต์กันเถิด”
ถึงแม้ทั้งสองจะไม่รู้ว่าเหตุใดจึงต้องไปยังพระราชวังสินธุเหมันต์ แต่ก็ยังตามไปอย่างว่าง่าย
…
ภายในเมือง คนของพันธมิตรกำจัดมารไม่สามารถตามหาลู่เฉินและคนอื่น ๆ พบ นั่นจึงทำให้ปรมาจารย์สยบมารจำต้องทำให้อสูรปีศาจหายไปทั้งหมด และเมื่ออวี่ซานเส้าเห็นว่าอสูรปีศาจหายไปนั้นจึงขมวดคิ้วขึ้นมา “หายไปหมดแล้ว?”
หยวนเส่าชิงมองไปยังปรมาจารย์สยบมารด้วยความแปลกใจ
ปรมาจารย์สยบมารพยักหน้า “อืม”
หยวนเส่าชิงเอ่ยถามด้วยความสงสัยทันที “เช่นนั้น เมื่อใดจึงจะเรียกออกมาได้อีก?”
“อย่างน้อยต้องรออีกสองถึงสามวัน” ปรมาจาย์สยบมารตอบกลับ
หยวนเส่าชิงโมโหจนกัดฟันกรอด อวี่ซานเส้าพูดขึ้นมาว่า “ตามหาเจ้าหนุ่มผู้นั้นเสียก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ปรมาจารย์สยบมารเห็นด้วย “ใช่ หาเจ้าหนุ่มผู้นั้นพบ จากนั้นจึงค่อยหาวิธีกักขังเขา ไม่ให้เขาหนีไปได้ เช่นนั้นจึงค่อยเรียกอสูรปีศาจออกมาจัดการเขา”
หวนเส่าชิงก็คิดเช่นนั้น แต่เมื่อคิดถึงความเจ้าเล่ห์ของลู่เฉิน เขาก็พลันสงสัย “พวกเจ้ามีวิธีกักขังเขาหรือ?”
อวี่ซานเส้าตอบกลับ “ข้าคิดออกอยู่วิธีหนึ่ง แต่ก่อนอื่นต้องตามหาเขาให้พบเสียก่อน”
“พี่อวี่ ท่านมีวิธีใด?” หยวนเส่าชิงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
อวี่ซานเส้าพูดในสิ่งที่ตนวางแผนไว้ เมื่อหยวนเส่าชิงได้ฟังจึงรู้สึกดีใจขึ้นมา “วิธีนี้นับว่าดี”
“เช่นนั้น รีบไปตามหากันเถิด” เมื่ออวี่ซานเส้าพูดจบ จึงเรียกศิษย์ของพันธมิตรกำจัดมารเข้ามา ก่อนจะให้พวกเขากระจายตัวกันค้นหาโดยรอบ ขณะเดียวกันก็ประกาศรางวัลนำจับออกไปด้วย
….
เวลาผ่านไปหลายวัน ลู่เฉินและคนอื่น ๆ มาถึงยังพื้นที่หิมะแห่งหนึ่ง และด้านหน้าของพื้นหิมะนี้ มีเสาน้ำแข็งขนาดใหญ่อยู่เก้าต้น ราวกับว่าเชื่อมต่อไปยังท้องฟ้า ขณะเดียวกันในสถานที่หนึ่ง ยังมีบันไดสูงชันอยู่ ราวกับว่าเชื่อมไปยังมวลเมฆด้านบน
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อเงยหน้ามองขึ้นมายังสามารถมองเห็นปากทางขึ้นบันไดที่มีพระราชวังน้ำแข็งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ รอบ ๆ พระราชวังน้ำแข็งนี้ยังมีพายุหิมะและยังมองเห็นลมกกระโชกอยู่
“ผู้อาวุโส ด้านบนนั้นดูเหมือนว่าจะไม่ง่ายนัก” เมื่อฟาเทียนเห็นเช่นนี้จึงชะงักไป
ฉีฉีน้อยกะพริบตาทั้งสองข้างด้วยความสับสน
ลู่เฉินมองไปยังทั้งสองพลางยิ้มออกมา “เช่นนั้น พวกเจ้าเข้าไปซ่อนภายในสมบัติวิญญาณก่อนเถิด”
ฟาเทียนเห็นด้วย แต่ฉีฉีน้อยกลับสงสัยจึงเอ่ยถามออกมา “ศิษย์พี่ ข้ารู้สึกว่าในนั้นเหมือนมีบางสิ่งที่กำลังร้องเรียกหาข้าอยู่ที่นั่น”
“ร้องเรียกหาเจ้า?”
“ใช่!” ฉีฉีน้อยพยักหน้า
ลู่เฉินรู้สึกแปลกใจ ฟาเทียนก็เช่นกัน “ฉีฉีน้อย สิ่งใดกันแน่?”
“ข้าไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไร” ฉีฉีน้อยก็ไม่เข้าใจนัก
ลู่เฉินจึงทำได้เพียงมองไปยังฉีฉีน้อย “เช่นนั้นเจ้ามากับข้า หากมีอันตรายใด อันดับแรกจงเข้ามายังสมบัติวิญญาณของข้า
“อืม” ฉีฉีน้อยขานรับ
เดิมทีฟาเทียนคิดจะเข้าไปยังสมบัติวิญญาณ แต่เมื่อเห็นฉีฉีน้อยเป็นเช่นนี้ ภายในใจของเขาจึงรู้สึกสงสัยและอยากรู้ขึ้นมา จึงหันไปพูดกับลู่เฉิน “ผู้อาวุโส เช่นนั้นข้าก็ออกมาดีกว่า”
“ได้ ไปกันเถิด”
เมื่อลู่เฉินพูดจบ จึงเดินนำทั้งสองคนไป
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ทั้งสามจึงมาถึงด้านหน้า และขณะนั้นเอง ก็มีชั้นน้ำแข็งปรากฏออกมามากมาย
ด้านนอกชั้นน้ำแข็งเหล่านี้ มีผู้คนที่ดูเลือนลางยืนอยู่
“ผู้อาวุโส เหตุใดจึงมีคนมากมายเช่นนั้น?” ฟาเทียนชี้ไปยังด้านหน้า
ลู่เฉินรู้สึกสงสัยเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อครู่ที่ยังปรากฏออกมาไม่มากนัก แต่เมื่อเข้าใกล้กลับปรากฏออกมามาก จึงทำให้เขาสงสัยว่ารอบ ๆ พระราชวังสินธุเหมันต์นี้มีค่ายกลใดอยู่หรือไม่ ทำให้การมองเห็นและการรับรู้ถูกจำกัดไว้