ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 565 ถูกสกัดไว้ เหตุผลเพราะพลังปราณอ่อนแอเกินไป!
บทที่ 565 ถูกสกัดไว้ เหตุผลเพราะพลังปราณอ่อนแอเกินไป!
ขณะนั้นเอง ผู้คนที่อยู่ด้านนอกชั้นน้ำแข็งนั้นได้พบกับลู่เฉินและพวก ดังนั้นจึงมีหนึ่งคนเดินออกมาจากกลุ่มคนเหล่านั้น
ตอนแรกฟาเทียนยังคิดว่าพวกเขาจะเข้ามาจัดการพวกตน
แต่เมื่อคนกลุ่มนี้เดินเข้ามา ต่างก็บอกให้ลู่เฉินและพวกออกไปจากที่นี่ มีบางคนพูดขึ้นว่า “ท่านทั้งสาม รีบออกไปเถิด ที่นี่อันตรายมาก!”
ฟาเทียนพูดกับพวกเขาว่า “พวกข้ามีเรื่องบางอย่าง จึงอยากจะไปยังพระราชวังบนภูเขาแห่งนั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนี้คนพวกนั้นต่างมองหน้ากัน จากนั้นจึงยิ้มออกมา
มีบางคนพูดขึ้นว่า “หลวงจีน ไม่ใช่ว่าพวกเราดูถูกพวกท่านหรือต้องการหัวเราะเยาะ แต่พลังของพวกท่าน ไม่มากพอที่จะไปยังพระราชวังสินธุเหมันต์!”
ฟาเทียนคิดจะพูดถึงความสามารถของลู่เฉิน
แต่ลู่เฉินกลับพูดออกมาเสียก่อน “ไม่ทราบว่าพวกเจ้าคือใครกัน?”
ทุกคนมองหน้ากัน จากนั้นจึงนำแผ่นป้ายสัญลักษณ์ออกมา ด้านบนถูกสลักตัวอักษรไว้เพียงไม่กี่ตัวว่า ‘มนุษย์หิมะผู้พิทักษ์’
“มนุษย์หิมะผู้พิทักษ์?” ลู่เฉินไม่รู้จักสิ่งนี้
ไม่เพียงแต่ลู่เฉินเท่านั้น ฟาเทียนและฉีฉีน้อยก็ไม่เข้าใจเช่นกัน
เมื่อคนเหล่านั้นเห็นว่าลู่เฉินและคนอื่น ๆ ไม่รู้จัก จึงแนะนำออกไป
เดิมทีนี้คนเหล่านี้ถูกเรียกว่าผู้ที่คอยพิทักษ์ตำหนักเหมันต์ พวกเขาคอยปกป้องที่นี่อยู่หลายปี โดยมีจุดประสงค์เพื่อลดจำนวนผู้คนที่เข้ามายังตำหนักแห่งนี้
เมื่อฟาเทียนได้ยินเช่นนั้น จึงยิ้มพลางเอ่ยว่า “เดิมทีพวกเจ้ามีเจตนาดีสินะ”
“เจตนาดีนั้นไม่นับ พวกเรามีหน้าที่เพียงแค่รักษาตำหนักเหมันต์ คอยป้องกันไม่ให้มีผู้ใดเข้าไปตายภายในนี้ เพราะจริง ๆ แล้ว พระราชวังสินธุเหมันต์นี้นับว่าน่ากลัวมากนัก” มีคนอธิบายออกมาเพิ่มเติม
และยังมีบางคนเอ่ยสำทับว่า “ดังนั้นพวกท่านทั้งสาม รีบออกไปจากที่นี่เถิด”
ฟาเทียนมองไปยังลู่เฉิน
ชายหนุ่มกลับยิ้มพลางมองพวกเขา “พวกเรามีเรื่องบางอย่าง ต้องไปยังพระราชวังสินธุเหมันต์สักครั้ง”
“ศิษย์น้อง เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้”
“ศิษย์น้อง ไม่ได้อย่างเด็ดขาด!”
พวกเขาแนะนำด้วยความหวังดี แต่ลู่เฉินได้ตัดสินใจแล้ว จึงไม่ยอมหยุดง่าย ๆ ดังนั้นจึงตัดสินใจเดินหน้าต่อไป พวกเขาจึงทำได้เพียงเปิดทาง แต่เดินไปได้เพียงครึ่งทาง กลับมีเสียงดังออกมาจากภายในชั้นน้ำแข็ง
“ข้าให้พวกเจ้าป้องกันไว้อย่างดีมิใช่หรือ! ไม่ให้ผู้ที่พลังปราณต่ำผ่านเข้ามาได้?” ชายผู้หนึ่งที่อยู่ภายในพูดออกมาด้วยน้ำเสียงตำหนิ
คนเหล่านั้นต่างก็อดพูดขึ้นมาอย่างลำบากใจไม่ได้
บางคนพูดขึ้นว่า “ศิษย์พี่เจี่ย พวกเขาทั้งสามต้องการเข้าไป พวกเราไม่สามารถเกลี้ยกล่อมได้”
ชายหนุ่มภายในห้องจึงทำได้เพียงเดินออกมา
เห็นเพียงชายรูปงามตาบอดเดินออกมา
ถ้ามองให้ดี ดวงตาของชายผู้นี้แตกต่างจากคนทั่วไป เพราะดวงตาทั้งสองข้างเป็นสีน้ำเงิน และมีชั้นน้ำแข็งโปร่งแสงอยู่ ดูราวกับแววตาที่ถูก ‘ปิดผนึก’ ไว้
ฟาเทียนและฉีฉีน้อยมองเขาอย่างพิจารณา
ชายผู้นี้เดินไปยังลู่เฉินและพวก โดยหยุดห่างออกมาห้าก้าวก่อนจะพูดขึ้นว่า “ข้าคือเจี่ยอันแห่งพระราชวังพิทักษ์เหมันต์”
เมื่อฟาเทียนเห็นท่าทางสุภาพของอีกฝ่าย จึงพูดขึ้นมาด้วยความสุภาพเช่นกัน “คือว่า พวกเราต้องการไปยังบนภูเขาลูกนั้นจริง ๆ”
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากให้พวกท่านไป แต่ข้างบนนั้นอันตรายยิ่งนัก ถ้าหากมีพลังไม่มากพอ ขึ้นไปก็มีแต่จะไปตายเท่านั้น” เจี่ยอันพูดออกมาอย่างลำบากใจ
ฟาเทียนจึงชี้ไปยังลู่เฉิน “ผู้อาวุโสแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก”
เจี่ยอันใช้ ‘ตาบอด’ คู่นั้น มองไปยังลู่เฉิน “เขาเป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้ อย่าพูดถึงขึ้นไปยังพระราชวังสินธุเหมันต์ แม้แต่บันไดเหล่านี้ก็ไม่สามารถขึ้นไปได้”
“บันไดก็ไม่สามารถขึ้นไปได้?” ฟาเทียนไม่เข้าใจในความหมายนั้น
เจี่ยอันขานรับและตอบกลับ “บันไดนี้ทรงพลังเป็นอย่างมาก ถ้าหากมีพลังต่ำกว่าขั้นแปลงเซียนก็ไม่สามารถขึ้นไปได้”
ฟาเทียนเชื่อในความสามารถของลู่เฉิน ดังนั้นเขาจึงยังคงยืนยันเช่นเดิม “ผู้อาวุโสจะต้องทำได้แน่”
เจี่ยอันพูดด้วยท่าทางจริงจังขึ้นมา “ทุกท่าน อย่าทำให้พวกข้าลำบากใจเลย”
“ไม่ ไม่ได้ตั้งใจทำให้ลำบากใจ” ฟาเทียนส่ายหัวปฏิเสธ
เจี่ยอันยิ่งมีท่าทางจริงจัง “ถ้าหากพวกท่านยังยืนยันที่จะไป พวกเราคงทำได้เพียงสกัดกั้นพวกท่านไว้ด้านนอก ไม่ให้พวกท่านเข้าใกล้!”
ฟาเทียนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มพลางพูดออกมา “พวกท่านอย่าเป็นเช่นนี้เลย มิเช่นนั้นพวกท่านอาจจะเสียใจในภายหลัง”
“พวกเราจะเสียใจ?” เจี่ยอันรู้สึกว่าฟาเทียนกำลังพูดเกินความจริง
คนหล่านั้นต่างก็เอ่ยเตือนฟาเทียน
“หลวงจีน ศิษย์พี่เจี่ยของเราเป็นยอดฝีมือขั้นแปลงเซียนของพระราชวังพิทักษ์เหมันต์ ถ้าหากเขาคิดจะลงมือ อย่างไรพวกท่านทั้งสามก็หนีไม่พ้น” มีคนพูดถึงความเก่งกาจของเจี่ยอัน
แต่ฟาเทียนยังคงไม่สนใจ และพูดขึ้นว่า “ทุกท่าน อย่างไรพวกท่านก็ห้ามพวกเราไม่ได้”
คนเหล่านี้พยายามโน้มน้าวด้วยความหวังดี แต่กลับต้องมาพบกับการดื้อดึงเช่นนี้ ดังนั้นแต่ละคนจึงรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย เจี่ยอันขมวดคิ้วขึ้นมา
และในขณะนั้นเอง ด้านหลังของลู่เฉินและคนอื่น ๆ มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
พริบตาต่อมา เงาสีดำของคนกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏออกมา จากนั้นมีเงาคนสีดำก็ตะโกนขึ้นว่า “พันธมิตรกำจัดมารจะจัดการเอง! หากไม่อยากตายจงถอยออกไป!”
พันธมิตรกำจัดมาร?
คนเหล่านั้นต่างมองหน้ากัน
จากนั้นหยวนเส่าชิงและคนอื่น ๆ จึงปรากฏตัวออกมา
แต่หยวนเส่าชิงยังคงอยู่ภายในขวดโปร่งแสงใบนั้น เห็นได้ชัดว่าไม่ต้องการให้วิญญาณของตนได้รับผลกระทบใด ๆ อวี่ซานเส้าจึงจ้องมองมายังลู่เฉินและคนอื่น ๆ พลางเผยรอยยิ้มเย็นชา “ในที่สุดก็หาพวกเจ้าพบ!”
เจี่ยอันรู้สึกสงสัย “อวี่ซานเส้า ที่นี่เป็นสถานที่ของพระราชวังพิทักษ์เหมันต์ ถ้าหากพวกเจ้าคิดจะก่อความวุ่นวายก็เชิญออกไปจากที่นี่”
“เจี่ยตาบอด พวกเราจะจัดการเอง ดังนั้นหากไม่อยากเจ็บตัว เจ้าจงนำคนของเจ้าถอยออกไป!” อวี่ซานเส้าไม่ใช่คนดีอะไร จึงเริ่มข่มขู่เจี่ยอัน
เจี่ยอันจึงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ข้าพูดแล้ว ที่นี่เป็นสถานที่ของพระราชวังพิทักษ์เหมันต์ ถ้าหากพวกเจ้าคิดจะก่อความวุ่นวาย ข้าก็ต้องขออภัยที่อาจจะต้องเรียกรวมพลเสียหน่อย”
อวี่ซานเส้าได้ฟังก็มีสีหน้าไม่ดีนัก “เจี่ยตาบอด หรือว่าเพื่อคนนอกแล้ว เจ้ายินดีที่จะมีปัญหากับพันธมิตรกำจัดมารของเรา?”
“พวกเราไม่ได้ทำเพื่อใคร แต่ไม่ว่าผู้ใดก็มาสร้างความวุ่นวายที่นี่ไม่ได้!” เจี่ยอันพูดอย่างมีเหตุผล
อวี่ซานเส้าพูดขึ้นมาด้วยความโมโห “ไม่แปลกที่คนส่วนมากเรียกเจ้าว่าเจี่ยหัวแข็ง!”
“นี่คือกฎ” เจี่ยอันตอบกลับ
อวี่ซานเส้าจึงทำได้เพียงมองไปยังลู่เฉินและพรรคพวก “ทั้งสามท่าน หรือว่าพวกท่านต้องการหลบซ่อนอยู่ภายในนี้?”
เจี่ยอันมองไปยังลู่เฉินและพรรคพวกพลางพูดขึ้นมา “พวกท่านทั้งสาม สามารถอยู่พักผ่อนที่นี่ระยะหนึ่งได้”
คำพูดนี้เข้าใจได้ง่ายนัก นั่นก็คือเจี่ยอันและคนอื่น ๆ ต้องการที่จะปกป้องพวกลู่เฉิน
ฟาเทียนรู้สึกตื่นเต้น เขาจึงมองไปยังชายหนุ่ม “ผู้อาวุโส ตอนนี้เราควรทำเช่นไร?”
ลู่เฉินมองไปยังฟาเทียนและฉีฉีน้อย “พวกเจ้าอยู่ที่นี่เถิด ข้าจะไปจัดการเรื่องน่ารำคาญพวกนี้เอง”
ฟาเทียนและฉีฉีน้อยจึงขานรับและหยุดอยู่ที่นี่ ส่วนลู่เฉินก็ได้เดินออกไป
อวี่ซานเส้าและคนอื่น ๆ ดีใจขึ้นมาทันที
แต่คนของพระราชวังพิทักษ์เหมันต์รู้สึกว่าลู่เฉินกำลังบ้า โดยเฉพาะเจี่ยอันที่ยังรวบรวมเกล็ดหิมะออกมาล้อมรอบลู่เฉินไว้ ขณะเดียวกันยังพูดว่า “ศิษย์น้อง เจ้าเป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้ อย่าออกไปตายเลย”
คนของพระราชวังพิทักษ์เหมันต์ต่างก็พูดเกลี้ยกล่อมเช่นกัน
อวี่ซานเส้ากลับรู้สึกโมโหขึ้นมา “เจี่ยตาบอด เจ้าช่างชอบยุ่งเรื่องของผู้อื่นนัก!”
เจี่ยอันไม่สนใจเขา แต่ภายใต้ความสนใจของทุกคนนั้น ลู่เฉินกลับเดินทะลุผ่านการโจมตีของเจี่ยอันออกไป
คนของพระราชวังพิทักษ์เหมันต์แต่ละคนต่างพากันตกตะลึงขึ้นมา บางคนยังพึมพำว่า “เขาเป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้มิใช่หรือ? เหตุใดจึงสามารถทะลุผ่านเคล็ดวิชาเกล็ดหิมะของศิษย์พี่เจี่ยไปได้!”
“หรือศิษย์พี่เจี่ยจะปล่อยน้ำออกไปแล้ว?”
“จะเป็นไปได้อย่างไร!”
…
เจี่ยอันยิ่งรู้สึกสงสัย เพราะพลังของเขาเมื่อครู่นั้นมากพอที่จะกักขังขั้นแปลงเซียนคนหนึ่งได้ แต่ลู่เฉินกลับผ่านออกไปได้อย่างง่ายดาย ทำให้เขาถึงกับตะลึง “เขาทำได้อย่างไร?”
อวี่ซานเส้ารู้สึกพึงพอใจ “เจ้าหนุ่ม นับว่าเจ้ามีความกล้าหาญนัก!”
ขณะเดียวกัน ปรมาจารย์สยบมารที่รออยู่ในมุมมืดนั้นก็เริ่มลงมือทันที