ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 566 ‘ฆ่า’ เพียงคำเดียว ทำให้ผู้คนตกตะลึง
บทที่ 566 ‘ฆ่า’ เพียงคำเดียว ทำให้ผู้คนตกตะลึง
ปรมาจารย์สยบมารผู้นี้ถือธงไว้ในมือ และเมื่อเขาขึ้นมาถึงบนหัวของลู่เฉินจึงรีบโบกธงทันที จากนั้นฝูงอสูรปีศาจจึงพุ่งออกมาจากท้องฟ้าและตกลงมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับล้อมลู่เฉินเอาไว้ทันที
ไม่เพียงเท่านั้น ศิษย์ของพันธมิตรกำจัดมารแต่ละคนก็นำธงสีขาวออกมาทีละผืน
เมื่อศิษย์เหล่านี้เพิ่มพลังเข้าไป เขตแดนโปร่งแสงจึงปกคลุมลู่เฉินและอสูรปีศาจเหล่านั้นไว้ภายในทันที จากนั้นหยวนเส่าชิงจึงหัวเราะ “เจ้าหนุ่ม เจ้าติดกับดักเสียแล้ว!”
อวี่ซานเส้าเผยรอยยิ้มเย็นชา “เจ้าหนุ่ม วันนี้อย่างไรเจ้าก็หนีไม่พ้น!”
คนของพระราชวังพิทักษ์เหมันต์ตกตะลึง บางคนถึงกับก่นด่าออกมา “ช่างต่ำช้าเสียจริง!”
เจี่ยอันขมวดคิ้วมุ่น “เพียงแค่ขั้นหลอมแก่นแท้คนหนึ่ง ต้องใช้เขตแดนกักขังมารเช่นนั้น ไม่ทำเกินไปหน่อยหรือ?”
อวี่ซานเส้ามองไปยังเจี่ยอันพลางแสยะยิ้ม “เจี่ยอัน จะจัดการเขาเช่นไรเป็นเรื่องของพวกเรา เจ้าไม่ต้องมายุ่ง!”
เจี่ยอันมีท่าทีจริงจัง คนของพระราชวังพิทักษ์เหมันต์แต่ละคนมองด้วยความดูถูก เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่คุ้นชินกับพฤติกรรมเช่นนี้
มีเพียงฟาเทียนและฉีฉีน้อยที่ยังนิ่งเฉย เพราะพวกเขารู้ดีว่าอสูรปีศาจเหล่านี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าลู่เฉินนั้นไม่ถือว่าเป็นอันตรายใด ๆ
ปรมาจารย์สยบมารได้ลอยตัวขึ้นไปเหนือด้านนอกเขตแดน เขาโบกธงในมือและจ้องมองไปยังลู่เฉินพลางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าหนุ่ม ครั้งนี้เจ้าคงหนีไม่รอดแล้วสินะ?”
“หนี? จำเป็นด้วยหรือ?” ชายหนุ่มย้อนถาม
“เมื่อไม่กี่วันก่อน เจ้ายังหนีอยู่เลย?”
“ไม่กี่วันก่อนนั้น ข้าแค่ไม่ต้องการให้พวกเขาได้รับบาดเจ็บ” ลู่เฉินมองไปยังฟาเทียนและฉีฉีน้อย
แต่ในมุมมองของพันธมิตรกำจัดมารและคนอื่น ๆ นั้น ลู่เฉินกำลังพูดจาเล่นลิ้นอยู่ โดยเฉพาะหยวนเส่าชิงที่หัวเราะลั่น “เจ้าหนุ่ม มาถึงขนาดนี้แล้วเจ้ายังคิดจะพยายามต่อไปอีกหรือ?”
อวี่ซานเส้าจึงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าหนุ่ม ถ้าหากเจ้ายอมแพ้เสียตั้งแต่ตอนนี้ พวกเราอาจจะไม่ฆ่าเจ้า มิเช่นนั้น…”
แต่ชายหนุ่มกลับหัวเราะขึ้นมา
เมื่อคนของพันธมิตรกำจัดมารเห็นว่าอีกฝ่ายยังกล้าหัวเราะ แต่ละคนจึงไม่พอใจ แต่คนของพระราชวังพิทักษ์เหมันต์ต่างก็แปลกใจว่าเหตุใดลู่เฉินจึงนิ่งเฉยได้เพียงนี้ โดยเฉพาะเจี่ยอันผู้นั้นรู้สึกแปลกใจมาก “เขาเป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้ชัด ๆ เหตุใดจึงไม่เป็นอันใดแม้แต่น้อย?”
ปรมาจารย์สยบมารที่อยู่บนท้องฟ้านั้นไม่อยากเสียเวลาพูดไร้สาระกับลู่เฉินอีกต่อไป เขาจึงรีบนำเม็ดยาสีแดงออกมาอีกครั้ง จากนั้นจึงโปรยลงมา กระแสลมสีแดงเหล่านั้นจึงผ่านเข้าไปภายในเขตแดน
อสูรปีศาจแต่ละตัวเหล่านั้นเริ่มบ้าคลั่งขึ้นมาทันที จากนั้นก็ปล่อยการโจมตีออกมา
จากนั้นทุกคนจึงได้เห็นภาพที่น่าหวาดกลัว เพราะลู่เฉินได้ใช้เคล็ดวิชานักรบสัตว์ร้าย
เคล็ดวิชานักรบสัตว์ร้ายใช้เพื่อต่อต้านอสูรโดยเฉพาะ และยิ่งพลังของอสูรที่โจมตีมาบนร่างของลู่เฉินยิ่งแข็งแกร่งเพียงใด การป้องกันด้านหน้าของชายหนุ่มก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
การโจมตีของอสูรปีศาจเหล่านี้ คราแรกอาจจะทำให้ลู่เฉินรู้สึกเจ็บปวดได้เล็กน้อย แต่เมื่อผ่านไปครู่หนึ่ง ความเจ็บปวดเหล่านั้นก็พลันหายไป เพราะเขตแดนโปร่งแสงตรงหน้านั้นสามารถสกัดกั้นพลังการโจมตีของอสูรปีศาจเหล่านี้ได้ทั้งหมด
ดังนั้นทุกคนจึงได้เห็นว่า ไม่ว่าพวกอสูรปีศาจจะโจมตีอย่างไรก็ไม่สามารถทำให้ลู่เฉินเป็นอะไรได้ พวกเขาแต่ละคนจึงรู้สึกสับสน
โดยเฉพาะคนของพระราชวังพิทักษ์เหมันต์ที่ต่างก็รู้สึกงุนงง
อีกทั้งบางคนยังมองไปยังเจี่ยอันอย่งสงสัย “ศิษย์พี่เจี่ย นี่มันเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่?”
เจี่ยอันไม่เข้าใจ จนกระทั่งดวงตา ‘สีน้ำเงิน’ คู่นั้นเปล่งแสงสว่างแปลกประหลาดออกมา ราวกับว่ามีความสงสัยอยู่มากมาย
หยวนเส่าชิงยังคิดว่าพลังของปรมาจารย์สยบมารนั้นยังไม่มากพอ ดังนั้นจึงตะโกนออกไปว่า “พี่จ้าว ท่านต้องเพิ่มพลังอีก!”
อวี่ซานเส้าก็พูดขึ้นมาเช่นกัน “พี่จ้าว รีบทำให้อสูรปีศาจหล่านี้บ้าคลั่งขึ้นมาเสียที”
ปรมาจารย์สยบมารรู้สึกกังวลใจ “บ้าคลั่งขนาดนี้แล้ว ยังจะให้บ้าคลั่งไปมากกว่านี้ได้อย่างไร?”
ปรมาจารย์สยบมารผู้นี้จึงไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร
และในขณะนั้นเอง ลู่เฉินนำกระบี่สยบเก้าทิศออกมา จากนั้นจึงฉีกยิ้ม “ควรจะจบสิ้นเสียที!”
ทุกคนจึงได้เห็นภาพที่น่าหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น นั่นก็คือปราณกระบี่ที่ลู่เฉินเคลื่อนไหวได้ลอยไปลอยมาภายในเขตแดนนี้
ปราณกระบี่บางส่วนยังซ้อนทับเข้าด้วยกัน จากนั้นจึงโจมตีไปยังอสูรปีศาจ พวกมันเรียนรู้แค่การโจมตี แต่ไม่รู้จักการป้องกัน ทำให้อสูรปีศาจเหล่านั้นถูกปราณกระบี่ฆ่าตายในทันที
ดังนั้นเพียงไม่นาน พวกอสูรปีศาจจึงล้มลงบนพื้นทั้งหมด แต่ละตัวจึงกลายเป็นกลุ่มควันสีดำลอยหายไป
ส่วนปรมาจารย์สยบมารที่ควบคุมอสูรปีศาจเหล่านั้นก็นำธงออกมา และตะโกนเสียงดังลั่น ราวกับโดนแว้งกัดกลับมา
จากนั้นทุกคนจึงได้เห็นหยดเลือดที่ไหลออกมาจากหน้ากากของปรมาจารย์สยบมารผู้นี้
หยวนเส่าชิงตกตะลึง “พี่จ้าว ท่านเป็นอันใด?!”
ปรมาจารย์สยบมารพลันหวาดกลัว “ถอย!”
เขาคิดจะหนีออกไปทันที แต่อวี่ซานเส้าไม่พอใจ จึงหันไปพูดกับศิษย์ของพันธมิตรสยบมาร “จงใช้เขตแดนกักขังมารต่อไป กักขังเขาไว้!”
ศิษย์เหล่านั้นรู้สึกว่ามีเหตุผล จึงทำเช่นนั้นต่อไป
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนคิดไม่ถึงก็คือ อีกฝ่ายไม่สนใจเขตแดนอะไรทั้งสิ้น ชายหนุ่มเดินออกมาจากเขตแดนจากนั้นและพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฆ่า!”
ขณะนั้นเอง คนของพระราชวังพิทักษ์เหมันต์จึงได้เห็นสิ่งของบางอย่างบินออกมาจากร่างของลู่เฉิน
มีตั๊กแตนตำข้าวแขนทอง จักจั่นอัสนี ราชาหมาป่าเหมันต์สงัด และแมวมารมายา
สองอสูร สองแมลง บางตัวความเร็วสูง บางตัวโจมตีอย่างดุร้าย
คนของพันธมิตรกำจัดมารต่างก็กรีดร้องออกมาอย่างต่อเนื่อง เขตแดนถูกแมวมารมายาจับไว้ บ้างก็ถูกจักจั่นอัสนีฟาดสายฟ้าใส่เพียงไม่กี่ครั้งก็ช้าลง และยังถูกราชาหมาป่าเหมันต์สงัดกลืนกินลงไป
ฉีฉีน้อยเห็นเช่นนั้นก็บินออกไป แช่แข็งคนจำนวนมากไว้ทันที
อวี่ซานเส้าหวาดกลัวจนบินออกไป แต่หยวนเส่าชิงที่อยู่ภายในขวดนั้นไม่สามารถหนีออกไปได้ จึงทำได้เพียงเบิกตามองลู่เฉินที่เดินเข้ามาและหยิบขวดขึ้น
หยวนเส่าชิงที่อยู่ภายในขวดหวาดกลัวจนตัวสั่น “เจ้า เจ้าคิดจะทำสิ่งใด?”
“เดิมที ครั้งทีแล้วเจ้าหนีไป ข้าก็ไม่คิดจะสนใจเจ้าแล้ว แต่เจ้ามักจะแสวงหาความตายอยู่ตลอด”
หยวนเส่าชิงพูดออกมาด้วยน้ำเสียงติดขัด “อย่า อย่าฆ่าข้า!”
“บอกเหตุผลในการไม่ฆ่าเจ้ามาสักข้อ?” ลู่เฉินควบคุมขวดนั้นไว้ ทำให้หยวนเส่าชิงที่คิดหนีไม่สามารถหนีออกไปได้ จึงพูดด้วยความร้อนใจว่า “ข้ารู้เรื่องของพันธมิตรกำจัดมารมากมาย เพียงแค่เจ้าไว้ชีวิตข้า ไม่ว่าเรื่องใดข้าก็สามารถบอกเจ้าได้ เช่นนี้ต่อไปหากมีคนของพันธมิตรกำจัดมารคิดจะจัดการเจ้า ข้าสามารถช่วยเจ้าได้”
“เช่นนี้ ถือว่าเจ้าทรยศพันธมิตรกำจัดมารมิใช่หรือ?” ชายหนุ่มมองหยวนเส่าชิงด้วยรอยยิ้ม
“ข้า ข้าเป็นเช่นนี้แล้ว สำหรับพันธมิตรกำจัดมารแล้ว ไม่นับว่ามีประโยชน์อันใด” หยวนเส่าชิงรีบอธิบายออกมา
แต่ลู่เฉินไม่เชื่อในสิ่งที่เขาพูด ชายหนุ่มเพิ่มตราประทับวิญญาณให้หยวนเส่าชิง
จากนั้นก่อนที่ตราประทับวิญญาณจะตกลงไปนั้น รอบ ๆ วิญญาณของหยวนเส่าชิงก็มีเงาสีดำชั้นหนึ่งปรากฏออกมา และยังต่อต้านตราประทับวิญญาณของลู่เฉินเอาไว้
“นี่คือสิ่งใด?” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ตรวนป้องกันวิญญาณของพันธมิตรกำจัดมาร” หยวนเส่าชิงมีสีหน้าไม่ดีนัก
ลู่เฉินเผยรอยยิ้มเย็นชา “ถ้าหากว่าข้าอ่อนแอสักนิด คาดว่าตรวนป้องกันวิญญาณนี้จะย้อนกลับมาโจมตีข้าอย่างนั้นหรือ?”
หยวนเส่าชิงรีบอธิบายออกมาทันที “นี่เป็นสิ่งที่ศิษย์ของพันธมิตรกำจัดมารทุกคนมีอยู่ ไม่ใช่มีเพียงข้าที่มีอยู่เท่านั้น แต่ข้าเป็นผู้ยอมแพ้เอง ตรวนป้องกันวิญญาณนี้จึงไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก”
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?”
“อืม!” หยวนเส่าชิงรู้ถึงความน่ากลัวของลู่เฉิน ดังนั้นจึงไม่กล้าที่จะใช้ตรวนป้องกันวิญญาณไปต่อต้านเขา
ชายหนุ่มพบว่าตรวนป้องกันวิญญาณนี้ไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก เขาจึงทำลายตรวนนี้ได้อย่างง่ายดาย และยังสลักตราประทับวิญญาณไว้บนวิญญาณของหยวนเส่าชิง
ถึงแม้หยวนเส่าชิงจะไม่รู้ว่าตราประทับวิญญาณคืออะไร แต่เขาพูดกับลู่เฉินด้วยความเคารพว่า “คือว่า นายท่าน ท่านดูข้า”
“หลังจากนี้ค่อยว่ากัน” ลู่เฉินพูดจบจึงนำกู่ฉินออกมาเก็บวิญญาณของอีกฝ่ายลงไป จากนั้นจึงมองไปรอบ ๆ
การต่อสู้ใกล้จะจบสิ้นลงแล้ว
เมื่อมองแล้วก็พบว่าที่นี่เต็มไปด้วยซากศพของพันธมิตรกำจัดมาร ขณะเดียวกันยังมีกลุ่มคนของพระราชวังพิทักษ์เหมันต์ที่เบิกตามองด้วยความตกตะลึงอยู่