ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 567 เมื่อรู้ถึงตัวตนแล้ว จึงรีบยอมรับผิด
บทที่ 567 เมื่อรู้ถึงตัวตนแล้ว จึงรีบยอมรับผิด
ลู่เฉินจึงเก็บแมลงและอสูรปีศาจเหล่านั้นเข้ามาทีละตัว ขณะเดียวกันยังเก็บกุ่ยเจี๋ยที่กำลังเก็บวิญญาณอยู่นั้นกลับเข้ามา
ฟาเทียนมองไปยังเจี่ยอันและพรรคพวกที่กำลังตกตะลึงอยู่ พลางเอ่ยถามว่า “ไม่ทราบว่าตอนนี้ ผู้อาวุโสเหมาะสมที่จะขึ้นไปยังบนภูเขาแล้วหรือไม่?”
ถ้าหากเป็นก่อนหน้านี้ คนเหล่านี้ต้องหาวิธีมาขัดขวางไว้เป็นแน่ แต่ตอนนี้ทุกคนกลับไม่พูดคำใดและมองไปยังเจี่ยอันเพื่อรอฟังความคิดของเขา
เจี่ยอันสูดหายใจเข้าลึกก่อนจะมองไปยังลู่เฉิน “ไม่ทราบว่า ศิษย์น้องท่านนี้มีนามว่าอันใด?”
“ลู่เฉิน” ชายหนุ่มตอบ
เจี่ยอันพูดขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ “ท่านก็คือท่านหมอลู่ ที่เอาชนะผู้นำของจวนเป่ยเสวี่ยอย่างนั้นหรือ?”
ชายหนุ่มฉีกยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า คนของพระราชวังพิทักษ์เหมันต์ที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างก็ตกตะลึง และมีบางคนพูดขึ้นมาว่า “ท่านหมอลู่ หากท่านบอกถึงตัวตนของท่านแต่แรก พวกเขาก็จะไม่ขวางทางท่านแล้ว!”
“ใช่ ท่านเก่งกาจเพียงนี้ ข้าจะขวางทางท่านไว้ได้อย่างไร?”
คำพูดของคนพวกนี้ทำให้ฟาเทียนรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา ลู่เฉินจึงทำเพียงมองไปยังฟาเทียนและฉีฉีน้อย “พวกเราขึ้นไปเถิด”
ทั้งสองขานรับและเดินตามชายหนุ่มไปทันที เจี่ยอันจึงกล่าวขึ้นมาด้วยท่าทางสุภาพ “ท่านหมอลู่ คือว่าข้ามีเรื่องจะเจรจากับท่านเพียงลำพัง”
“เจรจาเรื่องใดกัน?” ชายหนุ่มมองไปยังเจี่ยอันด้วยความแปลกใจ
เจี่ยอันจึงอธิบายว่า “พระราชวังพิทักษ์เหมันต์ของเราได้ศึกษาเกี่ยวกับพระราชวังสินธุเหมันต์มานานหลายปี จึงเข้าใจเรื่องราวภายในนั้นมากกว่าพวกท่านที่เป็นคนนอก ข้าจึงอยากพูดกับท่านเป็นการส่วนตัวเกี่ยวกับเรื่องของพระราชวังสินธุเหมันต์เสียหน่อย”
ชายหนุ่มโดนดึงดูดทันที “ได้”
เจี่ยอันนำทางลู่เฉินไปยังภายในชั้นน้ำแข็ง จากนั้นจึงปิดประตูลง ทำให้รอบ ๆ ถูกตัดขาดจากภายนอกทันที
“ว่ามาเถิด” ลู่เฉินมองไปยังชาย ‘ตาบอด’ ผู้นี้พลางเอ่ยถาม
เจี่ยอันที่ยืนอยู่ตรงนั้นจึงพูดขึ้นมาว่า “พระราชวังสินธุเหมันต์นั้นเล่าลือกันว่ามีอยู่หลายพื้นที่ และพื้นที่ที่ได้รับการสำรวจนั้นมีเพียงไม่กี่พื้นที่ และยังมีสิ่งที่ไม่รู้อยู่อีกมากนัก แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ พื้นที่ที่ได้รับการสำรวจนั้นอาจจะเป็นเพราะค่ายกลที่ต่างเวลากัน ทำให้เปลี่ยนไปมาไม่เหมือนกัน”
“ค่ายกลที่แตกต่างกัน?”
“ใช่ ค่ายกลแปลกประหลาดมากมายภายในนั้น ดังนั้นจึงมีผู้คนจำนวนมากที่เมื่อเข้าไปเพียงครั้งเดียวก็อาจจะถูกกักขังอยู่ที่นั่นตลอดชีวิตจนตายอยู่ภายในนั้น” เจี่ยอันอธิบายต่อ
“ได้ ข้าเข้าใจแล้ว”
เจี่ยอันที่เห็นท่าทางของอีกฝ่ายที่คิดจะเข้าไปภายในนั้น จึงลังเลก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “เช่นนั้น ข้าสามารถเข้าไปกับท่านได้หรือไม่?”
ลู่เฉินชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา “พวกเจ้ามีความคุ้นเคยกับพระราชวังสินธุเหมันต์เช่นนี้ เหตุใดจึงไม่เข้าไปเอง?”
“เป็นเพราะพวกเราคุ้นเคยกับที่นี่มากเกินไป จึงยิ่งมีความหวาดกลัว ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปภายในนั้น”
“เช่นนั้น เหตุใดเจ้าจึงจะเข้าไป?”
“อาจารย์ของข้าเข้าไปนานนับร้อยปีแล้ว บัดนี้ยังคงไม่ออกมา ข้าอยากเข้าไปตามหาเขา” เจี่ยอันพูดออกมาด้วยความหดหู่ใจ
“ข้าคิดว่า มีคนจำนวนมากที่อยากเข้าไปภายในพระราชวังนี้ เหตุใดจึงเลือกข้า?” ชายหนุ่มอยากรู้ว่าเหตุใดเจี่ยอันผู้นี้จึงเลือกและอยากเข้าไปกับตน
เจี่ยอันจึงพูดเข้าประเด็นทันที “เพราะว่าท่านแข็งแกร่ง และข้าได้ยินมาว่า ท่านมีทักษะทางการแพทย์ระดับสูง และยังไม่จำเป็นต้องใช้พลังมากมายก็สามารถทำลายอสูรปีศาจเหล่านั้นได้”
“เพียงเท่านี้หรือ?”
“พระราชวังสินธุเหมันต์มักจะพบอสูรปีศาจที่น่ากลัวอยู่บ่อยครั้ง รวมทั้งพิษบางอย่างหรือแม้แต่เขตแดนค่ายกลเหล่านั้น และเมื่อครู่ท่านสามารถทะลุผ่านเขตแดนกักขังมารออกมาได้อย่างง่ายดาย ข้าจึงคิดว่าใต้หล้านี้คงไม่มีท่านเป็นคนที่สองแล้ว” เจี่ยอันพูดออกมาด้วยความจริงใจ
ลู่ฉินฉีกยิ้มพลางมองเจี่ยอัน “ลองบอกถึงเหตุผลในการพาเจ้าไปด้วยสักหนึ่งข้อ”
เจี่ยอันจ้องมองไปยังลู่เฉินครู่หนึ่งจึงพูดว่า “ข้ามีดวงตาที่พิเศษ!”
“ดวงตาพิเศษ?”
“เมื่อเข้าไปยังพระราชสินธุเหมันต์แล้ว สามารถมองเห็นสถานการณ์ภายในระยะทางห้าร้อยก้าวได้”
ชายหนุ่มฉีกยิ้มออกมา “แล้วข้าทำไม่ได้หรือ?”
“ไม่ว่าผู้ใดหรือสมบัติวิญญาณใด เมื่อเข้าไปยังพระราชวังสินธุเหมันต์แล้วจะอ่อนแลลง หากไม่เชื่อ ท่านสามารถเดินออกไปมองดูรอบ ๆ แล้วจะรู้ว่าระดับการรับรู้มีเพียงไม่กี่สิบก้าวเท่านั้น?”
เมื่อชายหนุ่มคิดถึงยามก่อนหน้านี้ ก็พบว่าจำเป็นต้องเข้าไปใกล้จึงจะสามารถมองเห็นพวกเขาได้ ดังนั้นชายหนุ่มจึงรู้สึกแปลกใจ “เพราะเหตุใดกัน?”
“ความพิเศษของพระราชวังสินธุเหมันต์นี้ไม่มีผู้ใดรู้แน่ชัดว่าเป็นเพราะอันใด และเมื่อเข้าไปยังพระราชวังแล้ว การรับรู้จะยิ่งอ่อนแอลง ส่วนข้าสามารถเป็นดวงตาให้ท่านได้ เพื่อดูสถานการณ์ภายในระยะห้าร้อยก้าว” เจี่ยอันพูดด้วยท่าทางน่าเชื่อถือ
ลู่เฉินไม่ได้รับปากในทันที และเปิด ‘ไข่มุกอาทิตย์อัสดง’ ออกมา แต่มันกลับไม่เกิดผลใด ๆ ขึ้นจริง ๆ ดังนั้นเขาจึงตั้งสติก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “ได้ ข้าจะนำเจ้าเข้าไป แต่เมื่อเข้าไปแล้วเจ้าต้องเชื่อฟังข้า ห้ามทำอันใดโดยไม่ได้รับอนุญาตและห้ามออกห่างจากพวกเราโดยเด็ดขาด”
“แน่นอน!” เจี่ยอันรับปาก
ลู่เฉินจึงพยักหน้าและมองไปยังเจี่ยอัน “ได้ ออกเดินทางกันเถิด”
เจี่ยอันรู้สึกดีใจ จากนั้นจึงเดินตามลู่เฉินออกไปจากชั้นน้ำแข็งนี้ ฉีฉีน้อยและฟาเทียนต่างก็แปลกใจว่าเจี่ยอันผู้นี้พูดสิ่งใดกับลู่เฉิน
ชายหนุ่มค่อย ๆ อธิบายให้ทราบ เจี่ยอันจึงหันไปออกคำสั่งแก่คนของพระราชวังพิทักษ์เหมันต์ก่อนจะก้าวเดินตามลู่เฉินออกไป เพื่อขึ้นไปยังบนไดสูงด้านหน้าด้วยกัน
เมื่อคนทั้งสี่มาถึงจึงได้เห็นบันไดนี้ ทุกขั้นมีความสูงระดับครึ่งคน นั่นหมายความว่า หากต้องการจะขึ้นบันไดก็จำเป็นต้องกระโดดขึ้นไป และไม่สามารถบินขึ้นไปได้เพราะที่นี่อยู่ภายใต้เขตห้ามบิน
ตอนแรกฟาเทียนไม่รู้จึงลองบินขึ้นไป แต่เพียงแค่บินห่างจากบันไดไปได้เล็กน้อย ทั้งร่างของเขาก็ถูกกระแทกเข้ากับบันได จากนั้นเขาจึงถามด้วยความสงสัย “นี่บันไดประหลาดอันใดกัน?”
เจี่ยอันจึงพูดว่า “บันไดนี้มีเรื่องแรงดึงดูดที่แข็งแกร่งมาก ดังนั้นบันไดทุกขั้นเราจึงทำได้เพียงกระโดดขึ้นไปช้า ๆ และไม่สามารถบินขึ้นไปได้ มิเช่นนั้นอาจจะทำให้ตนเองตกลงมาได้ง่าย ๆ”
“แปลกประหลาดเพียงนี้เชียวหรือ?” ฟาเทียนพูดด้วยความประหลาดใจ
ฉีฉีน้อยไม่เชื่อจึงแปลงตัวเป็นอินทรีคิดจะบินขึ้นไป แต่ผลยังคงเป็นเช่นเดิม บินขึ้นเพียงแค่ไม่กี่ขั้นก็ตกลงมากระแทกกับบันได “เจ็บมาก!”
ฟาเทียนจึงเยาะเย้ยว่า “ให้เจ้าได้แสดงความสามารถ!”
ฉีฉีน้อยสบถออกมา “หลวงจีนน่าเกลียด ให้มันน้อย ๆ หน่อย!”
ชายหนุ่มมองไปยังบันไดรอบ ๆ พลางพูดว่า “อย่าเสียเวลาเลย!”
เมื่อพูดจบ ลู่เฉินจึงเดินนำพวกเขาและกระโดดขึ้นไปบนบันไดด้วยกัน ทุกครั้งที่กระโดดก็จะต้องหยุดพักหนึ่งครั้ง
เป็นเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
คนของพระราชวังพิทักษ์เหมันต์คอยเฝ้ามองดูอยู่บริเวณทางขึ้นบันไดอย่างเงียบ ๆ
และในขณะนั้นเอง ไม่ไกลออกไปนัก อวี่ซานเส้าได้ใช้กระจกเพื่อส่องดูลู่เฉินและคนอื่น ๆ ที่กำลังขึ้นบันไดไป
“พี่จ้าว ท่านดูนั่น พวกเขาขึ้นไปบันไดไปแล้ว?” อวี่ซานเส้าพูดด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“พวกเราพันธมิตรกำจัดมาร มีคนอยู่ภายในพระราชวังสินธุเหมันต์มากเพียงใด?” ปรมาจารย์สยบมารเอ่ยถามด้วยความสงสัย
อวี่ซานเส้าลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับ “ช่วงไม่กี่ปีมานี้ เราส่งคนเข้าไปบางส่วน เพื่อกำจัดผู้ที่มีร่องรอยไม่ชัดเจน รวมถึงผู้ที่ออกมา ดังนั้นภายในนั้นน่าจะมีผู้รอดชีวิตอยู่มากกว่าพันคน”
ปรมาจารย์สยบมารพูดด้วยท่าทางจริงจัง “เช่นนั้น เราสามารถคลื่อนไหวพลังเหล่านั้นได้หรือไม่?”
“คนเหล่านี้ฟังเพียงคำสั่งของผู้นำ ถ้าหากพวกเราไป พวกเขาอาจจะไม่ช่วยพวกเรา” อวี่ซานเส้ากล่าว
“สามารถให้เจ้าหนุ่มผู้นั้นเป็นฝ่ายยั่วยุพันธมิตรกำจัดมารของเรา เมื่อถึงเวลานั้นพวกเขาก็จะตอบโต้กลับ” ปรมาจารย์สยบมารเสนอขึ้น
อวี่ซานเส้าดูหมือนจะเข้าใจบางอย่างจึงพูดขึ้นมา “พี่จ้าว อยากดึงดูดเจ้าหนุ่มผู้นั้นและคนเหล่านั้นให้ต่อสู้กัน?”
“ใช่!” ปรมาจารย์สยบมารขานรับ
อวี่ซานเส้ารู้สึกพอใจมาก “วิธีนี้นับว่าดี!”
ปรมาจารย์สยบมารมองอยู่ครู่หนึ่งจึงพูดว่า “อีกสักครู่ พวกเราแปลงโฉมเสียหน่อย จากนั้นจึงค่อยตามไป!”
“แปลงโฉม?” อวี่ซานเส้าแปลกใจ
“ข้าได้เชิญปรมจารย์แปลงโฉมของพันธมิตรกำจัดมารมา!” เมื่อปรมาจารย์สยบมารพูดจบ จึงเผยเสียงหัวเราะประหลาด
“หรือว่าจะเป็นนาง?” ปรมาจารย์สยบมารตกใจขึ้นมาทันที