ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 568 สายลมประหลาดด้านนอกพระราชวังสินธุเหมันต์
บทที่ 568 สายลมประหลาดด้านนอกพระราชวังสินธุเหมันต์
ปรมาจารย์สยบมารยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยภายใต้หน้ากาก “ไม่เลว!”
เมื่ออวี่ซานเส้ายืนยันแล้วจึงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา เพราะเขารู้ถึงความเก่งกาจของปรมาจารย์แปลงโฉมผู้นั้น
และในขณะนั้นเอง เสียงนกก็ดังขึ้นมา นกตัวใหญ่สีขาวตัวหนึ่งบินลงมาจากท้องฟ้า และบนนกตัวใหญ่นี้มีหญิงสาวสวมชุดสีเขียวยืนอยู่บนนั้น ขณะเดียวกันบนใบหน้านางยังสวมหน้ากากบางอย่าง
หน้ากากนี้หากมองจากมุมที่แตกต่างกันจะสามารถเห็นใบหน้าของหญิงสาวได้หลายรูปแบบ
อวี่ซานเส้าเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยแสดงความเคารพทันที “ผู้อาวุโสเซี่ย!”
หญิงสาวผู้นี้ปรายตามองไปยังอวี่ซานเส้า จากนั้นจึงมองไปยังปรมาจารย์สยบมาร “อสูรเฒ่าจ้าว เจ้าเรียกข้ามาทำสิ่งใดกัน?”
‘อสูรเฒ่าจ้าว’ เป็นอีกสมญานามหนึ่งของปรมาจารย์สยบมารผู้นี้
เมื่อได้ยินคำทักทายของอีกฝ่าย อสูรเฒ่าจ้าวจึงเอ่ยตอบนางด้วยรอยยิ้ม “ราชันย์เซี่ยแห่งการปลอมแปลงใบหน้า มีชื่อเสียงสมคำล่ำลือเสียจริง!”
“พูดไร้สาระให้น้อยลงเถิด รีบว่ามา ข้ากำลังยุ่ง!” หญิงสาวพูดอย่างรำคาญใจ
“เปลี่ยนรูปลักษณ์ให้ข้าทั้งสอง และช่วยเราจับคนผู้หนึ่งที่ได้รับสามคำสั่งสังหารมาร” อสูรเฒ่าจ้าวพูดกับหญิงสาวผู้นั้น
“แข็งแกร่งหรือ? ถึงกับจำเป็นต้องแปลงโฉม” หญิงสาวไม่เข้าใจ
“เซี่ยโตวโตว เรื่องนี้หลังจากนี้จึงจะอธิบายให้เจ้าฟังได้” อสูรเฒ่าจ้าวกล่าว
เซี่ยโตวโตวเป็นนามที่แท้จริงของหญิงสาวผู้นี้ แต่นางไม่ค่อยชื่นชอบนัก “เจ้าควรจะรู้ว่าสิ่งที่เซี่ยโตวโตวจะทำนั้นมีมูลค่าระบุไว้อย่างชัดเจน และยังต้องรู้ว่าพวกเจ้าจะแปลงโฉมไปทำสิ่งใดกัน มิเช่นนั้น ไม่ว่าเรื่องใดข้าก็จะไม่ทำ”
อสูรเฒ่าจ้าวลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา “พวกเราต้องการไปยังพระราชวังสินธุเหมันต์ แต่กลัวว่าระหว่างทางนั้นจะพบกับคนที่พวกเราต้องการจับแล้วทำให้เขาหนีไป ดังนั้นจึงต้องการให้เจ้าแปลงโฉมให้พวกเรา เช่นนี้พวกเราจึงจะสามารถเข้าใกล้พวกเขาได้ จากนั้นจึงหาโอกาสจับพวกเขา”
“คนผู้นั้นเก่งกาจมากหรือ?” เซี่ยโตวโตวเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
“ก็ไม่ได้เก่งกาจอันใดมากนัก เป็นเพียงแค่ขั้นหลอมแก่นแท้เท่านั้น”
ขั้นหลอมแก่นแท้ ทำให้แววตาของเซี่ยโตวโตวสว่างวาบขึ้นมาทันที “ขั้นหลอมแก่นแท้?”
“อืม ขั้นหลอมแก่นแท้” อสูรเฒ่าจ้าวจึงพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นยิ่งขึ้น เห็นได้ชัดว่าเขารู้ดีว่าเซี่ยโตวโตวรู้สึกสนใจลู่เฉินขึ้นมาแล้ว
เซี่ยโตวโตวจึงรู้สึกเลือดสูบฉีดขึ้นมาทันที “เจ้าแน่ใจหรือว่าเขาเก่งกาจมาก?”
“ใช่!”
“ได้ ข้าจะแปลงโฉมให้พวกเจ้า แต่ราคานั้นยังคงยึดกฎเดิม หนึ่งคนหนึ่งวัน ศิลาวิญญาณระดับต่ำหนึ่งร้อยล้าน” เซี่ยโตวโตวพูดถึงราคา
อวี่ซานเส้ารู้สึกสับสน “หนึ่งวัน? หนึ่งร้อยล้าน?”
“ใช่ หนึ่งวันหนึ่งร้อยล้าน และทุก ๆ วันก่อนที่เคล็ดวิชาแปลงโฉมจะหายไปนั้น ต้องมาหาข้าเพื่อเพิ่มพลัง มิเช่นนั้นหากหายไปก็อย่ามาโทษข้า!”
อวี่ซานเส้ารู้เหมือนกับกำลังถูกโกง แต่เขาก็ไม่กล้าคัดค้าน จึงทำได้เพียงมองไปยังอสูรเฒ่าจ้าว
อสูรเฒ่าจ้าวครุ่นคิดแล้วเอ่ยว่า “รับปากนางเถิด”
ทั้งสองทำได้เพียงยอมจ่าย เซี่ยโตวโตวจึงเริ่มแปลงโฉมให้พวกเขาทันที
….
ลู่เฉินและคนอื่น ๆ ใช้เวลาไปประมาณหนึ่งก้านธูปในการเดินจากเชิงเขาขึ้นมาบนภูเขานี้ ขณะที่กำลังเดินทางนั้น พวกเขาเห็นถึงความงดงามของเสาน้ำแข็งขนาดใหญ่ทั้งเก้าต้น โดยเฉพาะเมื่อเดินขึ้นไปถึงยอดเขา เมื่อฟาเทียนหมุนตัวกลับมาจึงได้เห็นรอบด้านที่กลายเป็นพื้นสีขาวไปทั้งหมด
“น่ากลัวนัก” ฟาเทียนสูดหายใจเข้าลึก
แต่ฉีฉีน้อยกลับมองไปยังเกล็ดหิมะและลมกระโชกที่อยู่บริเวณรอบ ๆ พระราชวังขนาดใหญ่ตรงหน้า “ดูนั่น ด้านหน้าลมแรงมากนัก และยังมีเกล็ดหิมะพวกนี้อีกมาก”
ฟาเทียนจึงมองตามไป เขาเห็นเพียงเกล็ดหิมะเหล่านั้นอยู่รอบ ๆ ลมที่กระโชกแรงอยู่
“พระราชวังสินธุเหมันต์นี้มีความแปลกประหลาดเล็กน้อย” ชายหนุ่มมองไปยังทางเข้าของพระราชวังนี้ จากนั้นจึงเผยสีหน้าแปลกใจ
เพราะว่าเกล็ดหิมะเหล่านั้น เพียงแค่ตกลงไปด้านในก็จะหายไป และทางเข้านั้นยังดูมืดสลัวราวกับเหวลึก
ไม่เพียงเท่านั้น ลมเหล่านี้ยังมีทิศทางไม่แน่นอน บางครั้งก็พัดล้อมรอบพระราชวัง บางครั้งก็พัดจากด้านล่างขึ้นไปด้านบน พัดเอาเกล็ดหิมะลอยขึ้นไป บางครั้งก็พัดเกล็ดหิมะลงมา
เพราะความไม่แน่นอนเช่นนี้ จึงทำให้ฟาเทียนและฉีฉีน้อยต่างก็รู้สึกประหลาดใจ
เห็นได้ชัดว่าเจี่ยอันเห็นถึงความแปลกใจของทุกคน จึงพูดขึ้นมาว่า “ภายนอกพระราชวังนี้มีค่ายกลอยู่ และค่ายกลนี้ทำให้เกิดทิศทางลมที่แตกต่างกัน ดังนั้นเมื่อเข้าไปแล้วต้องพยายามผ่านไป มิเช่นนั้นลมเหล่านี้สามารถทำให้ยอดฝีมือขั้นแปลงเซียนลอยขึ้นไปบนอากาศได้ จากนั้นจะลงมาได้ยาก”
“แปลกประหลาดเพียงนั้นเชียว?” ฟาเทียนแปลกใจ
ฉีฉีน้อยก็สงสัยเช่นกัน
เมื่อเจี่ยอันขานรับแล้วจึงพูดต่อ “รอเวลาประมาณหนึ่งก้านธูป เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะพาพวกท่านทะลุผ่านเข้าไป”
“เหตุใดจึงต้องรอเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป?” ฟาเทียนไม่เข้าใจ
“ค่ายกลนี้มีกฎอยู่ ทุก ๆ ครึ่งชั่วยามก็จะหยุดพักครู่หนึ่ง และภายในระยะเวลาอันสั้นนี้ พวกเราจึงจะสามารถเข้าไปได้” เจี่ยอันอธิบายเหตุผล
ฟาเทียนและฉีฉีน้อยเข้าใจได้ในทันที แต่ลู่เฉินกลับพูดขึ้นมาว่า “ตามข้ามา”
เมื่อพูดจบ ชายหนุ่มจึงเดินเข้าไป
เจี่ยอันเห็นเช่นนั้นก็พลันร้อนใจ “ศิษย์พี่ลู่ อย่าเด็ดขาด!”
แต่ลู่เฉินกลับเดินเข้าไปแล้ว และยังพูดขึ้นว่า “ทางที่ดีคือรีบตามมา”
ฟาเทียนและฉีฉีน้อยจึงรีบตามเข้าไปทันที
เจี่ยอันยังไม่ทันตอบโต้ใด ๆ พวกเข้าก็เดินเข้าไปได้ครึ่งทางแล้ว
“ไม่เป็นไรจริงหรือ?” เจี่ยอันตกตะลึง แต่เมื่อเห็นพวกเขาเดินเข้าไปได้ครึ่งทางแล้ว เขาจึงไม่กล้าหยุดเดิน จากนั้นจึงเพิ่มความเร็วฝีเท้ามากยิ่งขึ้นเพื่อเดินเข้าไปพร้อมกัน
เพียงไม่นาน ทั้งสี่คนจึงเดินมาถึงประตูทางเข้าบานใหญ่
เจี่ยอันหมุนตัวกลับไปมองเกล็ดหิมะที่ลอยอยู่รอบ ๆ ด้านหลัง จากนั้นจึงมองลู่เฉินด้วยความประหลาดใจ “ศิษย์พี่ลู่ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าควรเดินเข้ามาเช่นไร?”
“ไม่ว่าค่ายกลใดล้วนมีจุดบอดอยู่ และจุดบอดนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้” คำพูดของลู่เฉิน ทำให้เจี่ยอันยังเข้าใจได้ไม่ชัดเจนนัก
แต่ลู่เฉินไม่ได้อธิบายต่อ แต่มองไปยังประตูบานใหญ่ตรงหน้า “หลังจากนี้ พวกเจ้าจำเป็นต้องตามข้ามา”
ฟาเทียนและคนอื่น ๆ ขานรับ จากนั้นทุกคนจึงเข้าไปพร้อมกัน เมื่อก้าวเข้าไปภายในพระราชวังนี้ ด้านหน้าจึงปรากฏทางเดินออกมาสิบทาง
“มากเพียงนี้เชียวหรือ?” ฟาเทียนตกใจ
ฉีฉีน้อยมองไปยังทางเดินที่สาม “ทางที่สามนี้ มีบางอย่างกำลังดึงดูดข้า!”
“เจ้าสามารถมองเห็นสถานการณ์ของทางเดินที่สามนี้ได้หรือไม่?” ลู่เฉินถามเจี่ยอัน
ทันใดนั้นเอง การรับรู้ของทุกคนได้ถูกจำกัดไว้ ทำให้พวกเขามองเห็นได้เพียงสถานการณ์ภายในระยะสิบเก้าเท่านั้น เมื่อไกลออกไปก็จะเป็นเพียงพื้นที่มืดสลัว ถึงแม้ลู่เฉินจะมี ‘ไข่มุกอาทิตย์อัสดง’ อยู่ก็ไม่สามารถใช้การได้
เจี่ยอันพยักหน้ารับก่อนจะพูดว่า “ข้าสามารถมองเห็นเหตุการณ์ในระยะห้าร้อยก้าวได้”
“ว่ามาเถิด สถานการณ์บนทางเดินนี้”
“ทางเดินนี้มีระยะทางประมาณหนึ่งร้อยก้าว เมื่อเดินออกไปแล้วจะเป็นผืนป่าแห่งหนึ่ง ภายในผืนป่านี้มีอสูรปีศาจอยู่ไม่น้อย” เจี่ยอันค่อย ๆ พูดออกมา
“ผืนป่า?” ฟาเทียนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ใช่ ผืนป่า”
ฟาเทียนไม่เข้าใจ “พระราชวังนี้ จะมีผืนป่าได้อย่างไร?”
“นี่เป็นพื้นที่จำนวนมากที่รวมตัวกันกลายเป็นสถานที่แห่งนี้ และทางเดินที่แตกต่างกัน จะเข้าไปยังสถานที่ที่แตกต่างกัน ไม่เพียงเท่านั้น สถานที่แตกต่างกันอาจเป็นเพราะค่ายกลเปลี่ยนไปไม่เหมือนกัน” เจี่ยอันอธิบาย
ลู่เฉินจึงพูดขึ้นว่า “เช่นนั้น พวกเราเข้าไปยังทางเดินที่สามก่อน ดูว่าสิ่งใดกันที่กำลังดึงดูดฉีฉีน้อย”
ฉีฉีน้อยได้ยินก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก “ขอบคุณท่านมากศิษย์พี่!”
ลู่เฉินจึงให้เจี่ยอันนำทางต่อไป
เพราะมี ‘ดวงตา’ ของเจี่ยอันผู้นี้ ดังนั้นการเดินทางของพวกเขาในเส้นทางนี้จึงราบรื่น แต่เมื่อใกล้จะถึงทางออก เจี่ยอันได้หยุดเดินกะทันหันและขมวดคิ้วขึ้นมา “เช่นนี้ไม่ดีแล้ว”
“เป็นเช่นไร?” ลู่เฉินและคนอื่น ๆ ไม่รู้ถึงสถาการณ์ในระยะสิบก้าวด้านนอก จึงมองเจี่ยอันด้วยความแปลกใจ