ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 569 อสูรปีศาจที่นี่ ไม่สามารถทำข้อตกลงได้?
บทที่ 569 อสูรปีศาจที่นี่ ไม่สามารถทำข้อตกลงได้?
“สัตว์ประหลาดตาเดียว!” เจี่ยอันมองไปยังทางออกพลางตะโกนขึ้น
สัตว์ประหลาดตาเดียว?
ลู่เฉินและพวกต่างก็แปลกใจ และในขณะนั้นเอง เจี่ยอันจึงมองไปยังชายหนุ่ม “สัตว์ประหลาดตาเดียวสามารถพบเห็นได้บ่อยในพระราชวังสินธุเหมันต์ แต่ดวงตาของพวกมันน่าหวาดกลัวเป็นอย่างมาก”
“ดวงตาน่าหวาดกลัว?” ฟาเทียนอดถามขึ้นมาไม่ได้
ลู่เฉินก็อยากรู้เช่นกัน ดังนั้นจึงมองไปยังเจี่ยอัน “ว่ามาเถิด เหตุใดจึงน่ากลัว?”
เจี่ยอันจึงอธิบายต่อไปว่า “สิ่งนั้นมีเพียงดวงตาข้างเดียว และดวงตานี้สามารถแผ่กระจายแสงสีดำประหลาดออกมาได้”
“แสงสว่างสีดำนี้มีประโยชน์อย่างไร?” ฟาเทียนเอ่ยถามขึ้น
“แสงสีดำนั่น สามารถโจมตีเป้าหมายในระยะห่างออกไปสิบก้าวได้” เจี่ยอันตอบกลับ
“แข็งแกร่งหรือไม่?” ฟาเทียนอยากรู้เป็นอย่างมากว่าสิ่งนี้แข็งแกร่งเพียงใด
เจี่ยอันพูดด้วยท่าทางจริงจัง “เมื่อเห็นมันก็จะตัวแข็งขึ้นมาทันที”
ฟาเทียนเอ่ยถามด้วยความสงสัย “คนอันใดจะกลายเป็นหินได้กัน?”
“ถ้าหากมีพลังแข็งแกร่งมากพอ หรือมีเคล็ดวิชาในการต่อต้านได้ก็อาจจะไม่เป็นเช่นนั้น” เจี่ยอันอธิบายต่อ
ฟาเทียนมองไปยังลู่เฉินพลางเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “ผู้อาวุโส เช่นนั้นพวกเราจะยังทำต่อไปหรือไม่?”
ฉีฉีน้อยกลับได้รับแรงดึงดูดที่รุนแรงยิ่งขึ้นจากทางนั้น ทำให้ทั้งร่างเดินไปข้างหน้าอย่างควบคุมไม่ได้ ลู่เฉินหันไปมองนางแล้วจึงหันไปพูดกับฟาเทียน “ไปเถิด”
ฟาเทียนเห็นลู่เฉินเดินไปด้านหน้า เขาจึงก้าวเดินตามไป
เจี่ยอันรู้สึกกังวลใจ เพราะอสูรตาเดียวนั้นนับว่าจัดการได้ยาก แต่ลู่เฉินที่มีคนเพียงไม่กี่คนกลับไม่คิดที่จะหยุด
เจี่ยอันจึงพูดว่า “อีกไม่นาน ถ้าแสงสีดำของมันสว่างขึ้นมา จะต้องหลบซ่อนให้เร็วที่สุด รู้หรือไม่?”
ฟาเทียนพยักหน้า
ลู่เฉินและฉีฉีน้อยไม่สนใจ แต่กลับเดินไปด้านหน้าตามทางของตน
จนกระทั่งทุกคนได้เห็นแสงสีขาวจาง ๆ สว่างขึ้นมา ฟาเทียนจึงตะโกนออกมาเป็นคนแรก “ดูนั่น! ปากถ้ำนั่น! มีบางอย่างเป็นสีเขียวอยู่จริง ๆ”
เห็นเพียงของสิ่งนั้นดูเหมือนหอยทากตัวหนึ่ง แต่หอยทากตัวนี้มีร่างสูงและมีเพียงดวงตาข้างเดียว
ไม่เพียงเท่านั้น หอยทากตัวนี้ยังแผ่กระจายแสงสีเขียวออกมา
ตอนแรกฟาเทียนยังหัวเราะออกมา จากนั้นจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “นี่คือหอยทากตัวใหญ่หรือ?”
“มันคืออสูรตาเดียว” เมื่อเจี่ยอันพูดจบ อสูรปีศาจตาเดียวจึงเปล่งแสงสีดำออกมาทันที
เจี่ยอันตกใจ “ระวัง!”
แต่ฟาเทียนและฉีฉีน้อยที่ยืนอยู่ด้านหน้านั้นไม่สามารถหลบได้ทัน ทำให้แสงสีดำนั้นโจมตีทั้งสองคน จากนั้นร่างของทั้งสองจึงค่อย ๆ แข็งตัว และกลายเป็นหินสองก้อนในที่สุด
เจี่ยอันพลันร้อนใจ จึงตะโกนไปยังลู่เฉิน “พาพวกเขาเข้ามา รีบถอย!”
เมื่อพูดจบ เจี่ยอันจึงรวบรวมเกล็ดหิมะกลุ่มหนึ่งขึ้นมาปกคลุมไว้ และสกัดไว้ที่เส้นทางด้านหน้า เพื่อป้องกันอสูรปีศาจโจมตีเข้ามาอีกครั้ง
ทว่าใครจะรู้ว่าชายหนุ่มเพียงแค่ตบไหล่ของทั้งสองเบา ๆ ก็ฟื้นกลับมาเป็นเช่นเดิม และไม่เป็นอันตรายใด ๆ
เจี่ยอันตกตะลึงทันที “เหตุใดท่านจึงทำลายมันได้?”
“เคล็ดวิชาอสูรสะกดมนุษย์เช่นนี้นับว่าอ่อนแออยู่มาก”
“อ่อนแอมาก?” เจี่ยอันมีสีหน้าข่มขื่น
“ใช่ เพียงแค่ดูดซับพลังอสูรที่หลงเหลืออยู่ภายในร่างกายพวกเขาก็ไม่เป็นไรแล้ว” คำพูดของชายหนุ่มทำให้เจี่ยอันฟังแล้วรู้สึกสับสน
และในขณะนั้นเอง อสูรตาเดียวนั้นก็ไม่ค่อยพอใจ จึงปล่อยลูกกลมแสงสีดำออกมามากมาย และแต่ละลูกก็พุ่งมายังลู่เฉินและคนอื่น ๆ
ลู่เฉินก้าวออกไปด้านหน้า ปล่อยให้แสงสีดำเหล่านี้โจมตีบนร่างกายของตน
เจี่ยอันหวาดกลัวขึ้นมาทันที โดยเฉพาะเมื่อมีลูกกลมแสงสีดำมากมายเช่นนั้น เขาจึงพูดด้วยความร้อนใจ “ศิษย์พี่ลู่!”
แต่ชายหนุ่มกลับไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย และยังมองไปยังเจี่ยอัน “เป็นอันใดไปหรือ?”
เจี่ยอันพูดด้วยความตกตะลึง “ท่าน ไม่เป็นอันใดหรือ?”
“ก็ไม่เป็นอันใดนี่” ลู่เฉินไม่สนใจ จากนั้นจึงเดินไปยังอสูรปีศาจตัวนั้น
อสูรปีศาจรู้สึกโมโห โดยเฉพาะเมื่อเห็นลู่เฉินกล้าเดินมาหามัน มันจึงเปล่งเสียงประหลาดออกมา จากนั้นจึงปล่อยแสงสีดำปกคลุมบนร่างของลู่เฉิน
แต่ไม่ว่าอสูรปีศาจจะรู้สึกโมโหมากเพียงใดก็ไม่สามารถทำอะไรลู่เฉินได้
ชายหนุ่มยืนห่างมันเพียงไม่กี่ก้าวพลางพูดขึ้นว่า “อย่าสิ้นเปลืองพลังนักเลย!”
“รนหาที่ตาย!” อสูรปีศาจไม่ค่อยพอใจ มันเคลื่อนไหวร่างกายเพียงเล็กน้อย จากนั้นจึงมีของเหลวหนืดสีดำพุ่งออกมาจากริมฝีปาก
เพียงไม่นาน รอบกายชายหนุ่มก็พลันกลายเป็นเขตแดนสีดำ
เจี่ยอันตกตะลึง “แย่แล้ว นี่เป็นอสูรตาเดียวกลายพันธุ์!”
ฟาเทียนรู้สึกสงสัย “เหตุใดจึงยังมีการกลายพันธุ์?”
“อสูรตาเดียวกลายพันธุ์จะสามารถพ่นของเหลวสีดำออกมาและกลายเป็นเขตแดนได้ และเขตแดนนี้สามารถพันรัดผู้คน ทำให้ไม่สามารถใช้พลังวิญญาณใด ๆ ได้” เจี่ยอันเริ่มกังวลใจ
“ไม่สามารถใช้พลังวิญญาณใดได้?” ฟาเทียนรู้สึกว่ามันแปลกประหลาดเกินไป
เจี่ยอันขานรับ “และเมื่อการโจมตีของเราตกลงไปในเขตแดนนั้น มันก็จะหายไป”
ฟาเทียนไม่เชื่อ จึงลองโจมตีออกไป และเมื่อการโจมตีตกลงบนเขตแดนนั้นก็ดูราวกับสิ่งของบางอย่างที่โจมตีลงบนของเหลว เพียงไม่นานก็ถูกซึมซับออกไป
“เห็นแล้วหรือไม่?” เจี่ยอันพูดอย่างกระวนกระวาย
ฟาเทียนกลับชี้ไปยังลู่เฉินที่อยู่ด้านใน “ดูนั่น ผู้อาวุโสออกมาแล้ว”
“ออกมาแล้ว?” เจี่ยอันมองไปก็พบว่าชายหนุ่มออกไปอีกด้านหนึ่งแล้ว และยืนอยู่ตรงหน้าอสูรปีศาจตัวนั้น
นั่นจึงทำให้เจี่ยอันชะงักงันไปชั่วขณะ
อสูรปีศาจรู้สึกสับสนจึงคิดอยากจะหนี แต่ชายหนุ่มกลับปล่อยจักจั่นอัสนีออกไปเพื่อฟาดสายฟ้าใส่มัน จากนั้นตั๊กแตนตำข้าวแขนทองก็ไปนอนอยู่บนหัวของอสูรปีศาจนี้ และยังเอ่ยเตือนว่า “อย่าขยับ มิเช่นนั้นกระบี่ที่แหลมคมของข้าอาจจะทำให้เจ้าตายได้”
ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองถือได้ว่าเป็นแมลงโบราณ มวลพลังจึงไม่ธรรมดา
ดังนั้น คำเตือนของตั๊กแตนตำข้าวแขนทองจึงทำให้อสูรตาเดียวหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย “เจ้า พวกเจ้าคิดจะทำอันใด!”
ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองจึงมองไปยังลู่เฉิน ชายหนุ่มยิ้มพลางกล่าวว่า “หากไม่อยากตายก็จงทำข้อตกลงกับข้า!”
อสูรตาเดียวจึงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “ข้อตกลง? เจ้ากลัวจนประสาทหรือ?”
ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองยื่นกระบี่ออกมาทันที “เจ้าอยากตายหรือ?”
อสูรตาเดียวหวาดกลัว “ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยาก แต่ไม่ว่าอสูรปีศาจใดของพระราชวังสินธุเหมันต์ก็ไม่สามารถทำข้อตกลงใด ๆ กับมนุษย์ได้ มิเช่นนั้น มนุษย์ผู้นั้นจะถูกวิญญาณอสูรของพวกเราแว้งกัด!”
“เจ้าข่มขู่ให้มันน้อย ๆ หน่อยเถิด!” ตั๊กแตนตำข้าวแขนสีทองไม่เชื่อ
ขณะนั้นเอง เจี่ยอันจึงเดินมาและพูดกับชายหนุ่มว่า “มันพูดไม่ผิด อสูรปีศาจที่นี่ไม่สามารถทำข้อตกลงใด ๆ ได้จริง มิเช่นนั้นคนผู้นั้นจะถูกวิญญาณแว้งกัด!”
เมื่อลู่เฉินได้ฟังก็ยิ่งรู้สึกสนใจขึ้นมา “เช่นนั้นข้าจะรอดูว่าเหตุใดจึงทำไม่ได้”
เมื่อสิ้นเสียง ชายหนุ่มก็ใช้เคล็ดวิชาสายฟ้าวิญญาณ และกลายเป็นเงาวิญญาณสายฟ้าเข้าไปยังภายในพื้นที่จิตของอสูรปีศาจตนนี้
อสูรปีศาจหลับตาลงทันที จากนั้นจิตของมันก็กลับไปยังพื้นที่จิต และจ้องมองไปยังเงาวิญญาณสายฟ้าของลู่เฉินที่สว่างอยู่ พลางเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ “ข้าพูดไปทั้งหมดแล้ว เจ้าไม่สามารถทำข้อตกลงได้”
ชายหนุ่มกลับมองไปยังวิญญาณของมัน เพราะรอบ ๆ วิญญาณของมันมีอักขระยันต์สีขาวโพลนแปลก ๆ ล้อมรอบ และอักขระยันต์เหล่านี้กลายเป็นโซ่ตรวนสีขาวที่พันธนาการวิญญาณของมันเอาไว้ ราวกับถูกพันรัดไว้จนแน่น
“หรือว่าเป็นเพราะสิ่งนี้ที่ทำให้เจ้าไม่สามารถทำข้อตกลงกับมนุษย์ได้?” ลู่เฉินถาม
“อืม”
“นี่เรียกว่าสิ่งใดกัน?” ชายหนุ่มมองพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยถามขึ้น
“ได้ยินมาว่ามันเรียกว่าตรวนวิญญาณอสูร แต่อย่างไรนั้นข้าก็ไม่แน่ใจ” อสูรตาเดียวอธิบายด้วยสีหน้าที่ดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องใดแม้แต่น้อย
ลู่เฉินจึงยื่นมือออกมา คิดจะทำลายอักขระยันต์นี้
ทว่าอสูรตาเดียวกลับมองลู่เฉินด้วยความสับสน “เจ้าอยากถูกข้าแว้งกัดหรือ?”