ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 570 ป่าอสูรบรรพกาล เผชิญหน้ากับลมหิมะที่น่าอัศจรรย์
บทที่ 570 ป่าอสูรบรรพกาล เผชิญหน้ากับลมหิมะที่น่าอัศจรรย์
“แว้งกัด? เช่นนั้นเจ้าคงดูถูกข้าเกินไปเสียแล้ว” เมื่อลู่เฉินพูดจบ มือข้างหนึ่งจึงคว้าอักขระยันต์เหล่านั้นเอาไว้
อสูรตาเดียวจ้องมองไปยังชายหนุ่มที่ดูราวกับคนบ้า และยังพูดขึ้นว่า “อีกไม่นานหากเจ้าตาย อย่ามาโทษว่าข้าไม่เตือนเจ้าก็แล้วกัน”
ชายหนุ่มเพียงแค่ยิ้มแต่ไม่พูดสิ่งใด จากนั้นจึงใช้เคล็ดวิชาทลายอักขระยันต์
เพียงไม่นาน อักขระยันต์สีขาวที่เปล่งแสงอยู่เหล่านั้นจึงค่อย ๆ หายไป
อสูรตาเดียวจึงรู้สึกสับสน “นี่ เป็นไปได้อย่างไร?”
ชายหนุ่มชักมือกลับเข้ามา “มาเถิด!”
เมื่ออสูรตาเดียวได้สติกลับมาจึงจ้องมองไปยังชายประหลาดตรงหน้าด้วยความแปลกใจ แต่ก็ไม่กล้าต่อต้านใด ๆ และยังรีบทำข้อตกลงกับอีกฝ่ายทันที
เพียงไม่นาน ลู่เฉินและอสูรตาเดียวก็เชื่อมต่อถึงกัน
ชายหนุ่มสามารถมองเห็นสถานการณ์ในระยะหนึ่งร้อยก้าวได้ผ่านดวงตาของอสูรตาเดียว
สิ่งนี้ทำให้ลู่เฉินเอ่ยถามด้วยความสงสัย “พวกเจ้าอสูรปีศาจที่นี่สามารถมองเห็นได้ไกลเช่นนี้ทั้งหมดหรือ?”
“ไม่” อีกฝ่ายส่ายศีรษะปฏิเสธ
“โอ้? เจ้ามองเห็นได้ไกลว่าอสูรปีศาจตัวอื่น?”
“อสูรปีศาจที่นี่ล้วนแตกต่างกัน ดังนั้นจึงมีระยะการมองเห็นที่ไม่เหมือนกัน ส่วนข้าสามารถกลายพันธุ์เป็นด้วงหนวดยาวตาเดียวได้ จึงสามารถมองเห็นสถานการณ์ในระยะหนึ่งร้อยก้าวได้” อสูรตาเดียวอธิบายออกมา
“ด้วงหนวดยาวตาเดียว?” ชายหนุ่มแสยะยิ้มออกมา
“มีอันใดหรือ?” เมื่อเห็นอีกฝ่ายหัวเราะเยาะตน อสูรหอยทากตาเดียวจึงเอ่ยถามขึ้นมา
ลู่เฉินส่ายศีรษะก่อนจะยิ้มออกมา “ไม่มีอันใด”
“ต่อไปนี้ เจ้าสามารถเรียกข้าว่าอาหนิวได้”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับ “ได้”
“เจ้าอยากรู้สิ่งใด ข้าสามารถบอกเจ้าได้” อาหนิวพูดขึ้นมาด้วยความสนใจ
ลู่เฉินมองไปยังมันพลางเอ่ยถาม “เจ้ามาพระราชวังนี้ได้อย่างไร? และเจ้าเข้าใจที่นี่มากน้อยเพียงใด?”
อาหนิวมีสีหน้าสับสน “ข้าก็ไม่รู้ว่ามายังพระราชวังนี้อย่างไร รู้เพียงแค่เมื่อตื่นขึ้นมาก็อยู่ภายในพื้นที่นี้แล้ว ส่วนเรื่องเข้าใจมากเพียงใดนั้นก็นับว่าไม่มาก เพราะข้าไม่เคยออกไปจากบริเวณนี้เลย”
“ตื่นขึ้นมา?”
“ใช่ เมื่อข้าตื่นขึ้นมาก็มาอยู่ท่ามกลางผืนป่านี้แล้ว” อาหนิวตอบกลับ
“เช่นนั้นผืนป่าแห่งนี้ เจ้ารู้มากน้อยเพียงใด?”
“ป่าแห่งนี้ เรียกว่าป่าอสูรบรรพกาล”
“ป่าอสูรบรรพกาล?” ชายหนุ่มอยากรู้ว่าเหตุใดป่าแห่งนี้จึงถูกเรียกเช่นนี้
อาหนิวอธิบายว่า “เพราะป่าแห่งนี้สามารถพบอสูรบรรพกาลบางส่วนได้ และอสูรบรรพกาลพวกนั้นว่ากันว่ากลืนกินอสูรปีศาจเพื่อความอยู่รอด ดังนั้นเมื่อพวกมันปรากฏตัวออกมา อสูรปีศาจที่อยู่รอบ ๆ ก็จะหลบซ่อนตัวทันที แต่เมื่อพวกมันออกมากินอสูรปีศาจไปบางส่วนแล้วก็จะหายตัวไป”
“อสูรบรรพกาล? หน้าตาเป็นเช่นไรกัน?”
“ทั่วทั้งร่างเป็นขน ดูแล้วคล้ายกับหมาจิ้งจอก แต่กลิ่นอายของพวกมันมีความเก่าแก่และมีความเร็วสูง เมื่อถูกพวกมันไล่ล่าก็จะถูกพวกมันกลืนกิน” เมื่ออาหนิวคิดถึงอสูรบรรพกาลเหล่านั้น วิญญาณอสูรของมันก็สั่นสะท้านขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว
ชายหนุ่มได้ฟังก็ได้แต่เอ่ยถาม “เช่นนั้น พวกเจ้าไม่คิดที่จะหนีออกไปจากที่นี่หรือ?”
“พวกเราก็คิด แต่ทุกครั้งเมื่อไปถึงทางออกก็ไม่สามารถออกไปได้ ทำได้เพียงมองผู้คนด้านนอกเข้ามาเท่านั้น” อาหนิวพูดด้วยความหดหู่ใจ
ลู่เฉินตกอยู่ห้วงความคิดของตน จนต้องพึมพำบางอย่างออกมา “อสูรปีศาจที่หลับใหล และยังมีอสูรบรรพกาลพวกนี้ มีความเป็นมาอย่างไรกัน?”
เมื่ออาหนิวเห็นลู่เฉินอยู่ในอาการสับสน จึงเอ่ยยืนยันว่า “พี่ใหญ่ สิ่งที่ข้าพูดเป็นเรื่องจริงทั้งสิ้น”
เมื่อชายหนุ่มได้สติกลับมาจึงตอบกลับ “อีกไม่นาน เมื่อข้าออกไป เจ้าทำตัวให้เล็กลงซะ แล้วตามข้ามา”
“ขอรับ พี่ใหญ่”
จากนั้น ลู่เฉินจึงกลายเป็นเงาวิญญาณสายฟ้าถอยออกมาจากภายในร่างของอสูรตาเดียวนี้ และกลายเป็นร่างปกติเช่นเดิม
เมื่อเห็นลู่เฉินปรากฏตัวออกมา เจี่ยอันจึงคลายกังวล “ศิษย์พี่ลู่ ไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่?”
“ไม่เป็นไร!” ชายหนุ่มตอบกลับ
ฟาเทียนรู้สึกแปลกใจ “ผู้อาวุโส อสูรปีศาจตัวนี้ไม่สามารถทำข้อตกลงกับท่านได้จริงหรือ?”
“ทำเรียบร้อยแล้ว!” เมื่อพูดจบจึงยื่นมือขวาออกมา อาหนิวย่อตัวให้เล็กลงทันทีเพื่อที่จะอยู่บนฝ่ามือของลู่เฉิน จากนั้นใช้ความเร็วปีนขึ้นมาบนไหล่ของชายหนุ่ม
เจี่ยอันเห็นเช่นนั้นจึงพูดขึ้นมาด้วยความสับสน “ท่านทำลายคำสาปได้แล้วหรือ?”
“คำสาป?” ชายหนุ่มไม่เข้าใจความหมายของเจี่ยอัน
เจี่ยอันได้สติกลับมาจึงพูดต่อ “พระราชวังสินธุเหมันต์แห่งนี้มีคำสาปอยู่มากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถทำข้อตกลงกับอสูรปีศาจได้ แต่ท่าน…”
เมื่อลู่เฉินคิดไปถึงคำสาปที่น่าเบื่อหน่ายพวกนั้น เขาก็เผยรอยยิ้มออกมา จากนั้นจึงมองเหตุการณ์ด้านหน้าผ่านอสูรตาเดียวนี้ ชายหนุ่มจึงได้เห็นสถานการณ์ภายในระยะหนึ่งร้อยก้าว
เขาเห็นเพียงท้องฟ้าที่เหมือนกับเวลากลางวัน และผืนป่านี้ก็ดูเหมือนกับผืนป่าทั่วไป ดูไม่ออกถึงความผิดปกติใด ๆ
แต่ท่ามกลางผืนป่านี้ สามารถมองเห็นกระดูกอสูรปีศาจได้จำนวนมาก มีทั้งใหม่และเก่าปะปนกันไป
ไม่เพียงเท่านั้น ยังสามารถมองเห็นโครงกระดูกของมนุษย์ได้อีกด้วย
และในขณะนั้นเอง ฉีฉีน้อยจึงกระซิบกับลู่เฉิน “ศิษย์พี่ ของสิ่งนั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แล้ว”
ชายหนุ่มตอบกลับว่า “ไป เราไปดูกัน”
ฉีฉีน้อยขานรับ จากนั้นจึงเดินไปตามทางข้างหน้า เจี่ยอันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นจึงเอ่ยถามชายหนุ่มด้วยความแปลกใจ “ศิษย์พี่ลู่ คือนาง?”
“นางสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่กำลังร้องเรียกนางอยู่”
“ร้องเรียกนาง? มันเกิดอันใดขึ้น!” เจี่ยอันตกตะลึงทันที
ส่วนคำถามนี้ ลู่เฉินเองก็อยากรู้เช่นกัน ดังนั้นจึงตอบกลับเพียงสั้น ๆ “ไปดูก็จะได้รู้แล้ว!”
ดังนั้น คนกลุ่มนี้จึงเดินไปด้านหน้าพร้อมกัน
ท่ามกลางผืนป่านี้สามารถมองเห็นอสูรปีศาจบางส่วน และอสูรปีศาจเหล่านี้มีทั้งหวาดกลัวเมื่อเห็นลู่เฉินและคนอื่น ๆ จนพวกมันหนีออกไปทันที บางตัวค่อนข้างดุร้าย แต่เมื่อเห็นอาหนิวก็ยอมถอยออกไปอย่างว่าง่าย
เมื่อเป็นเช่นนั้น ลู่เฉินและคนอื่น ๆ จึงผ่านเข้าไปยังป่านี้ได้อย่างง่ายดาย จนมาถึงกลางพื้นดินที่ปกคลุมไปด้วยหิมะแห่งหนึ่ง
พื้นหิมะนี้ไร้ซึ่งโครงกระดูก แต่ท่ามกลางหิมะนี้สามารถมองเห็นกระแสลมวนที่กำลังหมุนอยู่ได้
เมื่อเจี่ยอันเห็นลมนั้นก็พูดขึ้นมาทันทีว่า “เป็นลมหิมะที่พบได้บ่อยที่สุดในพระราชวังสินธุเหมันต์”
“ลมหิมะ?”
“ลมชนิดนี้มีไอความเย็นที่แข็งแกร่ง เมื่อเผชิญกับมัน สามารถแช่แข็งผู้ฝึกตนขั้นแปลงเซียนได้ในทันที จากนั้นจะแตกสลายกลายเป็นกองหิมะ” เจี่ยอันชี้นิ้วไปยังเกล็ดหิมะรอบ ๆ พลางพูดขึ้น
ฟาเทียนได้ยินเช่นนั้นก็อดรู้สึกขนลุกขึ้นมาไม่ได้ “หิมะเหล่านี้ ไม่ใช่ว่าเป็นร่างของมนุษย์ที่แตกสลายจนกลายเป็นหิมะหรอกนะ?”
“มีทั้งคน และอสูร แต่อย่าเข้าไปใกล้จะดีกว่า” เจี่ยอันตอบ
แต่แววตาของฉีฉีน้อยกลับดูสนใจขึ้นมา นางเดินเข้าไปทีละก้าวจนเจี่ยอันร้อนใจรีบตะโกนไปยังฉีฉีน้อย “อย่าเข้าใกล้มัน!”
ลู่เฉินขมวดคิ้วมุ่น
ฟาเทียนรู้สึกกังวลใจ “ผู้อาวุโส นางจะไม่เป็นไรหรือ?”
ชายหนุ่มจึงหันไปพูดกับพวกเขา “พวกเจ้ารอดูอยู่ที่นี่ ข้าจะเข้าไปกับนาง”
เจี่ยอันได้ยินว่าลู่เฉินต้องการเข้าไปเช่นกันจึงเบิกตากว้าง “ศิษย์พี่ลู่ นี่ไม่ใช่เรื่องตลก!”
ชายหนุ่มไม่ตอบอะไร เพียงแค่ก้าวเดินตามฉีฉีน้อยไป แต่อาหนิวที่อยู่บนไหล่ของลู่เฉินกลับหวาดกลัวขึ้นมา “พี่ใหญ่ อย่าเข้าใกล้ลมประหลาดนั่น มันจะฉีกท่านเป็นชิ้น ๆ!”
ลู่เฉินใช้มือข้างหนึ่งจับอาหนิวไว้พลางพูดขึ้นมา “เจ้ารอดูอยู่ข้าง ๆ ก็แล้วกัน”
เมื่อพูดจบ ชายหนุ่มจึงนำหอยทากโยนไปด้านข้าง เพื่อให้คอยสังเกตการเคลื่อนไหวรอบ ๆ
ส่วนชายหนุ่มนั้นเดินตามฉีฉีน้อยไป
แววตาทั้งสองของฉีฉีน้อยดูว่างเปล่า แต่ขายังคงขยับและเข้าใกล้ลมนั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ
จากนั้น บนร่างของฉีฉีน้อยจึงเริ่มกระจายไอความเย็นออกมารอบ ๆ และลู่เฉินที่ยืนอยู่ด้านข้างฉีฉีน้อยนั้นสัมผัสได้ถึงไอความเย็นที่รุนแรงบนร่างของนาง แต่ภายในร่างของชายหนุ่มได้หลอมไฟเพลิงทั้งเก้าลูกไว้แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากไอเย็น
แต่เมื่อใกล้จะถึงลมนั้นกลับเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นมา