ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 581 ผู้คุมกระบี่ ไม่รู้ใด ๆ ทั้งสิ้น!
บทที่ 581 ผู้คุมกระบี่ ไม่รู้ใด ๆ ทั้งสิ้น!
ลู่เฉินมีท่าทางเฉยเมย “เกี่ยวกับข้าหรือ?”
คนของลัทธิกระบี่สวรรค์ไม่สามารถทนดูต่อไปได้ แต่ละคนจึงคุยโวและเยาะเย้ยออกมา “เจ้าหนุ่ม มีทักษะใดก็เข้าไปเถิด อย่าโอ้อวดให้มากนัก”
ฟางคงก็ยิ่งพูดกระตุ้น “เจ้าหนุ่ม อย่ามัวพูดจาไร้สาระ! กล้ามากนักก็เข้าไป!”
หั่วลั่งที่อยู่อีกด้านหนึ่งแสดงสีหน้ากังวลออกมา “เฮ้ ท่านพี่ ภายในนี้อันตรายเกินไป ไม่สู้…”
ยังไม่ทันจะพูดจบ ลู่เฉินที่ยืนอยู่ด้านข้างหั่วลั่งจึงเดินออกไป เพื่อเข้าไปยังค่ายกลด้านหน้า
เห็นเพียงลู่เฉินสามารถทะลุผ่านเขตแดนค่ายกลเข้าไปได้ จากนั้นกระบี่ภายในนั้นจึงค่อย ๆ ลอยขึ้นมาทันที คนบนเสาหินเหล่านั้นจึงเริ่มขยับมือทั้งสองข้าง ราวกับกำลังควบคุมกระบี่อยู่
“ช่างรนหาที่ตายให้ตัวเองเสียจริง!” เมื่อฟางคงคิดว่าลู่เฉินอาจจะตายที่นี่ได้ ภายในใจก็รู้สึกดีขึ้นมา
ในขณะที่หั่วลั่งและเจี่ยอันรู้สึกกังวลใจ แต่ฟาเทียนกลับรู้สึกมั่นใจว่าชายหนุ่มสามารถจัดการคนเหล่านี้ได้อย่างแน่นอน
และในขณะนั้นเอง กระบี่เหล่านั้นได้ปรากฏเงากระบี่ออกมามากมาย จากนั้นเงากระบี่เหล่านี้ก็ค่อย ๆ พุ่งไปยังลู่เฉิน
จากนั้น สิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึงจึงเกิดขึ้น
เห็นเพียงเงากระบี่เหล่านี้โจมตีลงบนร่างของลู่เฉิน แต่กลับไม่เกิดอะไรขึ้นแม้แต่น้อย ราวกับว่าเงากระบี่ธรรมดาได้พุ่งเข้าสู่ร่างกายของเขาแล้วหายไป
“เกิดอันใดขึ้น?” ผู้คนที่ยืนอยู่ด้านข้างของค่ายกลต่างก็แปลกใจขึ้นมา
ผู้คุมกระบี่ที่อยู่บนเสาหินเหล่านั้นต่างก็มีสีหน้าประหลาดใจ
ฟางคงยังคิดว่าคนเหล่านี้เพียงแค่ปล่อยน้ำออกไป ดังนั้นจึงตะโกนไปยังคนเหล่านั้นที่อยู่ภายในค่ายกลว่า “พวกเจ้าทำสิ่งใดกัน?!”
หั่วลั่งหัวเราะเสียงดังลั่น “ดูเหมือนว่าการโจมตีของเงากระบี่เหล่านี้ จะไม่สามารถทำอันใดเขาได้”
“เป็นไปไม่ได้! ต้องเป็นเพราะคนเหล่านี้ปล่อยน้ำออกไปแน่” ฟางคงยังคงยืนยัน จากนั้นจึงเริ่มพร่ำบ่นคนเหล่านั้น
ส่วนคนหล่านั้น เมื่อถูกฟางคงพร่ำบ่นจึงรู้สึกไม่พอใจ และเริ่มโจมตีลู่เฉินพร้อมกับค่ายกลรวมถึงกระบี่เหล่านั้นด้วยความบ้าคลั่ง อย่างไรก็ตาม เงากระบี่เหล่านี้ยังคงไม่สามารถทำให้ชายหนุ่มเป็นอะไรได้ แม้แต่ผิวหนังยังไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ
นั่นจึงทำให้คนที่อยู่บนเสาหินต่างก็ลุกขึ้นมา จากนั้นก็จ้องมองไปยังลู่เฉินและแสดงสีหน้าไม่เข้าใจ
และในขณะนั้นเอง ทุกคนพบว่าบนมือของอีกฝ่ายมีศิลาวิญญาณอยู่หลายชิ้น ศิลาวิญญาณเหล่านั้นค่อย ๆ เคลื่อนไปรอบ ๆ จากนั้นก็หายไปจากตรงนั้น
เพียงพริบตาต่อมา เหล่ากระบี่มากมายก็ค่อย ๆ ร่วงหล่นไปทีละเล่ม
ผู้คุมกระบี่แต่ละคนต่างก็ตกตะลึง
“เหตุใดกระบี่นี้จึงไม่สามารถควบคุมได้แล้ว?”
“แล้วก็ค่ายกลนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ผลแล้ว?”
“เกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่?”
ขณะที่ผู้คุมกระบี่กำลังสงสัยอยู่นั้น คนของลัทธิกระบี่สวรรค์ที่อยู่ด้านนอกค่ายกล แต่ละคนจึงยิ่งสับสนขึ้นมา ต่างก็ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น เมื่อฟางคงเห็นว่าลู่เฉินค่อย ๆ ก้าวไปยังกล่องใบนั้นด้วยความสบายใจ เขาจึงรู้สึกโมโหขึ้นมา และตะโกนไปยังผู้คุมกระบี่ทันที
ผู้คุมกระบี่รู้สึกอึดอัดใจ แต่พวกเขาก็ไม่มีวิธีใดแล้วที่จะจัดการอีกฝ่าย ดังนั้นจึงทำได้เพียงจ้องมองลู่เฉินที่กำลังนำกล่องขึ้นมา และนำเหรียญสัญลักษณ์ชิ้นหนึ่งออกมาจากภายในนั้น
เห็นเพียงเหรียญสัญลักษณ์นี้สลักตัวอักษรไว้ว่า ‘แขกคนสำคัญของลัทธิกระบี่สวรรค์’
ชายหนุ่มปรายตามอง จากนั้นจึงเดินไปทางฟางคงและหั่วลั่งที่กำลังตกตะลึงอยู่ พลางเอ่ยถามขึ้น “เช่นนี้ ถือว่าผ่านแล้วหรือไม่?”
หั่วลั่งพยักหน้าด้วยความสับสน เจี่ยอันจึงได้แต่แอบรู้สึกประหลาดใจ “เขาทำได้อย่างไร?”
ไม่เพียงแต่เจี่ยอันเท่านั้น ลัทธิกระบี่สวรรค์และหลาย ๆ คนต่างก็อยากรู้ ดังนั้นแต่ละคนจึงแสดงสีหน้าแปลกใจ
แต่ฟางคงกลับเดินหนีออกไปและจ้องมองไปยังลู่เฉิน “ถึงแม้เจ้าจะผ่านค่ายกลกระบี่สังหารไปได้ แต่บุตรศักดิ์สิทธิ์นั้น เจ้าไม่มีทางเอาชนะได้!”
ชายหนุ่มไม่สนใจ เพียงแค่มองไปยังหั่วลั่ง “นำทางไป”
หั่วลั่งขานรับแล้วจึงเรียกสติกลับคืนมา จากนั้นจึงนำลู่เฉินและคนอื่น ๆ ออกไป ฟางคงจึงเดินตาม ส่วนคนของเทียนเตาเจี้ยวต่างก็อยากไปดูเรื่องสนุก จึงเดินไปตามเช่นกัน
จากนั้น ผู้คุมกระบี่แต่ละคนจึงบินขึ้นไปที่กระบี่เหล่านั้น และมองกระบี่รอบ ๆ ค่ายกลนี้อย่างพิจารณา อยากรู้ว่าเหตุใดพวกเขาจึงเสียการควบคุมกระบี่ของตนไป
…
เรื่องที่ลู่เฉินสามารถเอาชนะฟางคงได้ในลัทธิกระบี่สวรรค์ และเรื่องที่สามารถทำลายค่ายกลกระบี่สังหารนี้ได้อย่างง่ายดาย ไม่นานเรื่องเหล่านี้ก็กระจายออกไปยังลัทธิกระบี่สวรรค์ ทำให้ทุกคนให้ความสนใจ ดังนั้นจึงสามารถมองเห็นผู้คนรอบ ๆ บนเส้นทางบนภูเขานี้ได้
โดยเฉพาะเมื่อเห็นลิงตัวใหญ่ที่ยังคงเดินตามอยู่ด้านหลังลู่เฉิน คนเหล่านั้นต่างก็ชี้นิ้วมา
“ดูนั่น เจ้าหนุ่มผู้นั้นก็คือเจ้าหนุ่มขั้นหลอมแก่นแท้ผู้นั้น”
“เขาเป็นขั้นหลอมแก่นแท้จริงหรือ?”
“ดูจากท่าทางแล้วคงใช่!”
“แต่นี่ น่ากลัวเกินไปหรือไม่?”
ในขณะที่คนเหล่านี้กำลังคาดเดาอยู่นั้น ลู่เฉินและคนอื่น ๆ ก็มาถึงปากถ้ำแห่งหนึ่ง ถ้ำนี้เรียกว่า ‘ถ้ำกระบี่สวรรค์’
ในขณะเดียวกัน ด้านข้างยังมีแผ่นป้ายแขวนอยู่ “นอกจากบุตรศักดิ์สิทธ์และผู้นำลัทธิ ผู้อื่นห้ามเข้า”
ดังนั้น เมื่อหั่วลั่งเดินไปถึงปากถ้ำ จึงหันมาพูดกับลู่เฉินว่า “บุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นอยู่ที่นี่?”
“ต้องการให้ข้าเข้าไป?” ชายหนุ่มเอ่ยถาม
หั่วลั่งขานรับ “เมื่อเข้าไปแล้ว จงบอกไปว่าท่านมาท้ารบกับเขา ถ้าหากเอาชนะเขาได้ หรือได้รับการยอมรับจากเขา เขาจะมอบจี้หยกให้ และเมื่อนำจี้หยกและเหรียญสัญลักษณ์เมื่อครู่มาประกอบเข้าด้วยกัน ก็จะสามารถเข้าออกลัทธิกระบี่สวรรค์ได้ตามสะดวก”
เมื่อลู่เฉินเข้าใจทุกอย่างแล้ว ชายหนุ่มก็ให้ฟาเทียนและเจี่ยอันรออยู่ด้านนอก ส่วนตนเดินเข้าไปเพียงลำพัง
คนของลัทธิกระบี่สวรรค์แต่ละคนจึงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าพวกเขาอยากรู้ว่าลู่เฉินจะถูกสั่งสอนอย่างไร
ทว่าพวกเขาไม่สามารถเข้าไปได้ ทำได้เพียงเฝ้ามองอยู่ตรงนั้น
หั่วลั่งกังวลใจจนเดินวนไปมา แต่ฟางคงกลับหัวเราะขึ้นมา “อย่ารอเลย เขาจะต้องกลิ้งออกมาแน่นอน หรืออาจจะคลานออกมา ไม่เช่นนั้นก็ตายตก”
ความคิดของฟางคงนี้ คนของลัทธิกระบี่สวรรค์ต่างก็เห็นด้วย เพราะบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้นับว่าแข็งแกร่งมาก
แต่หั่วลั่งกลับตะโกนขึ้นมาว่า “ถ้าหากพี่ชายของข้าผู้นี้สามารถเอาชนะบุตรศักดิ์สิทธิ์ได้เล่า?”
“อย่าหลอกตัวเองนักเลย!” ฟางคงหัวเราะ
หั่วลั่งคร้านจะสนใจต่อไป แต่ภายในใจกลับร้อนรนขึ้นมา เพราะเขาก็รู้ถึงความน่ากลัวของบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้น ดังนั้นจึงพึมพำว่า “เจ้าหนุ่มผู้นี้ จะไหวหรือไม่?”
ไม่เพียงแต่หั่วลั่งเท่านั้น เจี่ยอันก็มองไปยังฟาเทียนเช่นกัน “เขา จะไหวหรือไม่?”
“วางใจเถิด ไม่มีปัญหาแน่” ฟาเทียนรับปาก
เมื่อเจี่ยอันเห็นฟาเทียนมั่นใจเพียงนี้จึงรู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย
ภายในถ้ำ
ลู่เฉินยืนอยู่บนแท่นหินด้านหน้า และบนแท่นหินมีชายผู้หนึ่งนั่งอยู่
เพียงแต่ชายผู้นี้นั้น รอบกายมีเงากระบี่ไฟเพลิงอยู่เป็นจำนวนมาก และเงากระบี่เหล่านี้บางครั้งก็แยกออกจากกัน บางครั้งก็หลอมรวมกัน ดูแล้วเป็นเคล็ดวิชากระบี่ที่น่ากลัวอย่างหนึ่ง
“เจ้าคือบุตรศักดิ์สิทธิ์?” ชายหนุ่มมองคนตรงหน้าซึ่งอยู่ในขั้นหลอมแก่นแท้ระดับสมบูรณ์พร้อม และยังเป็นรากวิญญาณธาตุไฟหนึ่งดาว
คนผู้นี้ดูแล้วน่าจะอายุราว ๆ ยี่สิบกว่าปี แต่ขนคิ้วมีสีแดงเล็กน้อย โดยเฉพาะเมื่อลืมตาขึ้นมา ยังสามารถมองเห็นแสงสีแดงบนดวงตาของเขาได้
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อพูดออกมายังสามารถมองเห็นเปลวไฟบางอย่างที่อยู่ในริมฝีปากได้
“น่าสนใจ” เมื่อเห็นอีกฝ่ายเป็นเช่นนี้ ลู่เฉินจึงเผยรอยยิ้มออกมา
“เจ้าคือใคร หรือไม่รู้ว่าหากบุกรุกเข้ามาที่นี่จะถูกลงโทษได้?” อีกฝ่ายเอ่ยถามด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์
ลู่เฉินมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม “พวกเขาบอกว่า เพียงแค่เอาชนะเจ้าได้ ข้าก็จะสามารถเข้าออกลัทธิกระบี่สวรรค์ได้อย่างง่ายดาย”
“เอาชนะข้า?” อีกฝ่ายชะงักไปครู่หนึ่ง และมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณา
“อืม” ลู่เฉินเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา
“เจ้าหนุ่ม เจ้าไม่รู้จักคิด หรือสมองไม่ทำงานกันแน่? เป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้แต่กล้ามาท้ารบกับข้า?”
“ขั้นหลอมแก่นแท้แล้วอย่างไรกัน?”
“ขั้นหลอมแก่นแท้เช่นเจ้า เพียงแค่นิ้วเดียวข้าก็สามารถกดเจ้าให้จมลงไปบนพื้นดินได้ จากนั้นก็ทำให้เจ้าไม่สามารถขยับกายได้” อีกฝ่ายเอ่ยอย่างเย้ยหยัน