ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 582 เคล็ดวิชาหลังค่อมที่ไม่ควรปรากฏออกมา!
บทที่ 582 เคล็ดวิชาหลังค่อมที่ไม่ควรปรากฏออกมา!
อีกฝ่ายพูดไปพลางพ่นไฟไป และรอบ ๆ ยังคงมีเงากระบี่เลือนรางอยู่จำนวนมาก
แต่ลู่เฉินเพียงแค่พูดขึ้นว่า “ถ้าหากไม่อยากเจรจา ก็เพียงแค่มอบจี้หยกนั่นให้ข้าก็พอ”
“เจรจา? เจ้า? เหมาะสมหรือ?” บุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกโมโห รู้สึกได้ว่าชายหนุ่มตรงหน้าไม่สนใจตนแม้แต่น้อย
ชายหนุ่มตอบกลับไปว่า “ข้ามีเวลาไม่มาก”
“รนหาที่ตายนัก!” บุตรศักดิ์สิทธิ์โมโหขึ้นมา
เงากระบี่มากมายจึงพุ่งไปยังชายหนุ่ม และเงากระบี่พวกนี้ไม่ใช่เงากระบี่ธรรมดา
เมื่อเงากระบี่นั้นใกล้จะปะทะกับชายหนุ่ม มันได้หลอมรวมกันเป็นกระบี่ที่มีแสงสีดำเปล่งออกมา และยังมีเงาสีดำที่ถือกระบี่ไว้ ฟันไปยังลู่เฉิน
“เคล็ดวิชากระบี่ภูต ดูเหมือนว่าเจ้าใช้เวลาในการฝึกฝนเคล็ดวิชาภูตไปไม่น้อย” เมื่อเห็นเช่นนั้น ก็ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังส่งยิ้มกลับไป
ขณะนั้นเองผู้ที่ถือเงากระบี่ดำนั้นจึงฟัน ‘กระบี่’ มายังลู่เฉินทันที
‘กระบี่’ นี้ แทงทะลุกายเนื้อชายหนุ่ม และโจมตีลงบนวิญญาณของเขา
อีกฝ่ายคิดว่าวิญญาณของตนนั้นจะได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นแน่ ดังนั้นเขาจึงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “ไม่เลวนี่ เคล็ดวิชากระบี่ภูตสามารถผ่านการป้องกันใด ๆ ก็ได้ และสามารถโจมตีวิญญาณอย่างรุนแรงได้โดยตรง”
“จัดการผู้อื่น ย่อมได้ แต่เมื่อพบกับข้าแล้ว คงไม่มีผลใดมากนัก” ชายหนุ่มพูดไปพลางปล่อยให้เงาสีดำนั้นโจมตีอย่างอิสระ
นี่จึงทำให้บุตรศักดิ์สิทธิ์เบิกตากว้างอย่างตกตะลึง “เป็นไปได้อย่างไร?”
“เปลี่ยนเป็นวิธีอื่นเถิด ทางที่ดีที่สุดคืออย่าใช้เคล็ดวิชาภูต หรือว่ายอมแพ้และมอบจี้หยกให้ข้าซะ” คำพูดของชายหนุ่มทำให้บุตรศักดิ์สิทธิ์รู้สึกราวกับตนกำลังโดนดูถูก จึงรวบรวมเงาสีดำออกมามากยิ่งขึ้น
เงาสีดำเหล่านี้ค่อย ๆ ถือ ‘กระบี่’ ฟันไปยังอีกฝ่ายอย่างบ้าคลั่งต่อไป ลู่เฉินจึงมองด้วยความแปลกใจ “เจ้าคงไม่ได้มีเพียงวิธีนี้วิธีเดียวใช่หรือไม่?”
“เจ้ากล้าดูถูกข้า?”
“ไม่ได้ดูถูก แต่แนะนำให้เจ้าใช้วิธีอื่น”
แต่คำพูดเช่นนี้ ทำให้บุตรศักดิ์สิทธิ์รู้สึกโมโหมากขึ้นกว่าเดิม เขาจึงลุกขึ้นยืน และยื่นมือขวาออกมา จากนั้นจึงรวบรวม ‘กระบี่ทมิฬ’ เล่มจริงออกมา
บุตรศักดิ์สิทธิ์ออกแรงกวัดแกว่ง กระบี่นี้จึงปล่อยเงากระบี่สีดำออกมาและพุ่งไปยังลู่เฉิน ชายหนุ่มเปิด ‘กำแพงพันชั้น’ ทันที และในขณะเดียวกันนั้น ขณะที่กำลังต้านทานเงากระบี่ของอีกฝ่าย เขาก็พูดขึ้นมาว่า “เช่นนี้ดีขึ้นมาหน่อย”
ดีขึ้นมาหน่อย?
ความโมโหภายในใจของบุตรศักดิ์สิทธิ์จึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนใช้กระบี่ชี้ไปยังอีกฝ่าย “เจ้าหนุ่ม คงจะไม่คิดว่าข้าทำอันใดเจ้าไม่ได้หรอกนะ?”
“นำพลังทั้งหมดของเจ้าออกมาซะ” ลู่เฉินจ้องมองไปยังบุตรศักดิ์สิทธิ์
บุตรศักดิ์สิทธิ์พุ่งตัวไปตรงหน้าชายหนุ่มทันที ก่อนจะใช้กระบี่ฟันไปยัง ‘กำแพง’ บนร่างของลู่เฉิน กำแพงเหล่านั้นจึงค่อย ๆ ร่วงหล่นลงสู่พื้น
เมื่อเห็นว่ากายเนื้อของตนจะถูกโจมตี เพียงความคิดเดียวของลู่เฉินก็สามารถหยุดกระบี่เหล่านั้นไว้กลางอากาศ แม้จะฟันก็ฟันลงมาไม่ได้
“เกิดอันใดขึ้น?” เมื่อบุตรศักดิ์สิทธิ์เห็นว่ากระบี่ไม่ตกลงมานั้น ดวงตาทั้งสองจึงเบิกกว้าง
ชายหนุ่มจ้องมองไปยังอีกฝ่ายพลางฉีกยิ้ม “กระบี่นี่ ตอนนี้เชื่อฟังข้าเสียแล้ว”
“นี่เป็นกระบี่ของข้า ข้าหลอมมันขึ้นมา จะเชื่อฟังเจ้าได้อย่างไร?” บุตรศักดิ์สิทธิ์ไม่เชื่อ เขาพยายามควบคุมกระบี่ต่อไป แต่ไม่ว่าจะควบคุมอย่างไร กระบี่นี้ก็ดูเหมือนจะไม่ฟังคำสั่งของเขาอีกต่อไป
สิ่งนี้ทำให้บุตรศักดิ์สิทธิ์ยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ เขาจ้องมองไปยังลู่เฉินพลางเอ่ยถาม “เจ้าเป็นใคร? ต้องการสิ่งใดจากลัทธิกระบี่สวรรค์?”
“ข้ามีนามว่าลู่เฉิน มายังลัทธิกระบี่สวรรค์เพื่อมาตามคนผู้หนึ่งเท่านั้น!”
“ลู่เฉิน?” บุตรศักดิ์สิทธิ์มีสีหน้าแปลกใจ
“ทำไมหรือ?”
“เมื่อหนึ่งแสนปีก่อน มีจอมมารผู้หนึ่งนามว่าลู่เฉิน แต่หากเทียบเจ้ากับเขาแล้ว นับว่ายังห่างอีกมากนัก” บุตรศักดิ์สิทธิ์กล่าว
เมื่อชายหนุ่มได้ฟังเช่นนั้นก็ยกยิ้ม “อย่าไปพูดถึงเรื่องเมื่อหนึ่งแสนปีก่อนเลย มาพูดเรื่องเจ้ากันดีกว่า ว่าจะทำเช่นไรจึงจะยอมมอบจี้หยกให้ข้า?”
“ข้าเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิกระบี่สวรรค์ ถ้าหากข้ามอบให้เจ้าง่าย ๆ จะไม่ถูกผู้คนของลัทธิกระบี่สวรรค์หัวเราะใส่หรอกหรือ?” เห็นได้ชัดว่าบุตรศักดิ์สิทธิไม่คิดจะมอบจี้หยกให้แก่ลู่เฉิน
ลู่เฉินแสยะยิ้มออกมา “พูดมามากมายเพียงนี้ เจ้ากลับบอกว่าไม่ให้?”
“เช่นนั้นจำเป็นต้องรอดู ว่าเจ้าสามารถเอาชนะข้าได้หรือไม่!” เมื่อบุตรศักดิ์สิทธิ์พูดจบ ก็ถือโอกาสปล่อยกำปั้นออกไปทันที
เงาหมัดสีดำพุ่งไปยังอีกฝ่าย
เงาหมัดนี้ทะลุผ่านลู่เฉิน และโจมตีลงบนวิญญาณของเขา อย่างไรก็ตาม หมัดเคล็ดวิชาภูตนี้ สำหรับหรับลู่เฉินแล้วยังคงไม่ได้ผล ดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ และยังคงยืนอยู่ตรงนั้นพลางเอ่ยถามขึ้นว่า “ต่อเลยหรือไม่?”
บุตรศักดิ์สิทธิ์พลันขมวดคิ้ว “ดูเหมือนว่า ข้าคงทำได้เพียงใช้กลอุบายสังหารเสียแล้ว”
“เพียงแค่จี้หยกชิ้นหนึ่งเท่านั้น เหตุใดจึงต้องทำให้วุ่นวายเช่นนี้?” ลู่เฉินไม่รู้จริง ๆ ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดสิ่งใด
บุตรศักดิ์สิทธิ์ปรบมือเพียงหนึ่งครั้ง รอบ ๆ จึงเริ่มเกิด ‘ท้องฟ้าเปลี่ยนแปลง’ ทันที จากนั้นค่ายกลหนึ่งจึงปรากฏออกมากักขังชายหนุ่มไว้ภายในนั้น และภายในค่ายกลนั้นมีลมกระโชกแรง ราวกับจะทำให้ลู่เฉินขาดออกเป็นชิ้น ๆ ได้
“เจ้าวางแผนที่จะใช้ค่ายกลในการเอาชนะข้าหรือ?” ชายหนุ่มย้อนถาม
“เพียงแค่เอาชนะเจ้า ไม่ว่าวิธีใดข้าก็ย่อมใช้มัน” บุตรศักดิ์สิทธิ์ตอบด้วยท่าทางเคร่งขรึม
ลู่เฉินฉีกยิ้ม “เช่นนั้น เจ้าคงดูถูกข้าเกินไปเสียแล้ว”
พูดจบ ลู่เฉินจึงปล่อยพลังปราณออกไปยังพื้นที่บางส่วนภายในค่ายกล และเมื่อพื้นที่นั้นถูกพลังปราณสัมผัส พลังของค่ายกลจึงอ่อนแอลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งค่ายกลหายไป บุตรศักดิ์สิทธิ์จึงตกตะลึงขึ้นมา
“เป็นอย่างไร ต่อเลยหรือไม่?”
บุตรศักดิ์สิทธิ์ตอบกลับทันทีว่า “ต่อ!”
พูดจบ บุตรศักดิ์สิทธิ์จึงนำเม็ดยาสีดำออกมา จากนั้นก็กลืนกินมันลงไป
เพียงพริบตาต่อมา ราวกับว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้เปลี่ยนไปเป็นอีกคน
เห็นเพียงบนร่างของบุตรศักดิ์สิทธิ์เปล่งแสงสีดำ จากนั้นดวงตาทั้งสองก็เปลี่ยนเป็นสีแดง น้ำเสียงนั้นกลายเป็นแหบแห้ง และยังมีโครงกระดูกบางอย่างนอนอยู่บนหัวไหล่ของอีกฝ่าย
แววตาของลู่เฉินเต็มไปด้วยความสงสัย “เงากระดูกค่อม!”
เงากระดูกค่อม เป็นเคล็ดวิชาภูตชนิดหนึ่งที่ได้รับมาจากราชันย์หลังค่อมแห่งแดนชุมนุมภูตผี
แต่หากอยากเรียนเคล็ดวิชาภูตชนิดนี้ จำเป็นต้องทำข้อตกลงวิญญาณกับราชันย์หลังค่อมเสียก่อน
ข้อตกลงวิญญาณ คือการนำวิญญาณของตนบูชาให้แก่ราชันย์หลังค่อม จากนั้นหากต้องการใช้พลังของราชันย์หลังค่อมก็จะสามารถใช้ได้
เดิมทีทักษะเช่นนี้พบเห็นได้บ่อยในแดนชุมนุมภูตผี แต่นี่คือคนของมหาทวีปจิ่วโหยว หากคิดจะทำข้อตกลงวิญญาณกับราชันย์หลังค่อมแห่งแดนชุมนุมภูตผี นับว่าเป็นไปไม่ได้
แต่ตอนนี้กลับปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว นั่นจึงทำให้ชายหนุ่มยิ่งรู้สึกสงสัย “เมื่อก่อนนั้นมีราชันย์ไร้กระดูก ราชันย์กระดูกภูต ตอนนี้มีราชันย์หลังค่อม”
ลู่เฉินแปลกใจกับชายเหล่านี้ เหตุใดจึงเพ่งเล็งมหาทวีปจิ่วโหยวนัก
จากนั้นบุตรศักดิ์สิทธิ์จึงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “เจ้าหนุ่ม ครั้งนี้ ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ถึงพลังอันน่ากลัวของข้า!”
พูดจบ บุตรศักดิ์สิทธิ์จึงกางฝ่ามือทั้งสองออก โครงกระดูกที่อีกฝ่ายแบกนั้นพุ่งตัวมาด้านหลังลู่เฉินทันที จากนั้นจึงปีนขึ้นมาบนหัวไหล่ของเขา
บุตรศักดิ์สิทธิ์เผยรอยยิ้มประหลาดออกมา “เมื่อถูกมันพันรัด เจ้าก็จะรู้สึกว่าทั่วทั้งร่างไร้เรี่ยวแรง จนนอนลงไปบนพื้นในที่สุด”
แต่ลู่เฉินกลับมองไปยังโครงกระดูกบนไหล่ของตนพลางเผยรอยยิ้มเย็นชา “ของสิ่งนี้ สำหรับข้าแล้วก็เป็นเพียงแค่โครงไก่เท่านั้น!”
“โครงไก่?” บุตรศักดิ์สิทธิ์รู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังพูดเรื่องตลก
ลู่เฉินไม่ได้อธิบายใด ๆ แต่ให้กุ่ยเจี๋ยออกมาแทน
กุ่ยเจี๋ยจับโครงกระดูกไว้ทันที และพลังภายในโครงกระดูกนั้นจึงถูกดูดออกไปจนแห้ง ทำให้เพียงไม่นาน เงากระดูกนั้นก็หายไปในที่สุด
เมื่อบุตรศักดิ์สิทธิ์เห็นเช่นนั้นก็เบิกตากว้าง “เป็นไปได้อย่างไร?”
“จงบอกมาเถิด เคล็ดวิชาหลังค่อมนี้ เจ้าเรียนมาจากที่ใดกัน?” ลู่เฉินจ้องไปยังบุตรศักดิ์สิทธิ์พลางเอ่ยถาม
บุตรศักดิ์สิทธิ์ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะรู้จักเคล็ดวิชาภูตนี้ จึงถามขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ “เจ้ารู้จักเคล็ดวิชาภูตนี้?”
“เคยได้ยินมาเท่านั้น” ลู่เฉินตอบ
แต่บุตรศักดิ์สิทธิ์กลับมีเจตนาที่จะสังหาร แววตาพลันเปล่งแสงสีแดงเลือด “เช่นนั้น ข้าต้องสังหารเจ้า!”
“สังหารข้า?”
“เพราะผู้ที่รู้ความลับนี้สมควรตายทั้งสิ้น!” บุตรศักดิ์สิทธิ์เผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา ราวกับถูกคนเข้ามาสิงอยู่ในร่าง