ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 583 การสะกดจิตมาจากเม็ดยาวิญญาณ?
บทที่ 583 การสะกดจิตมาจากเม็ดยาวิญญาณ?
ลู่เฉินอดยิ้มออกมาไม่ได้ “ข้าแนะนำเจ้าให้มีสติขึ้นมาเสียหน่อย”
“ตอนนี้ข้ามีสติดี” บุตรศักดิ์สิทธิ์พูดด้วยความกระตือรือร้น
เมื่อชายหนุ่มเห็นว่าอีกฝ่ายคงจะไม่ได้สติด้วยตนเอง เขาจึงพูดขึ้นว่า “ดูเหมือนว่าข้าจะต้องทำให้เจ้าได้สติกลับมาเสียหน่อย”
พูดจบ ลู่เฉินจึงใช้เคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณพุ่งเข้าสู่ภายในร่างกายของอีกฝ่ายทันที เพื่อมายังภายในพื้นที่จิตของอีกฝ่าย
พื้นที่จิตของอีกฝ่ายมืดสลัว และรอบ ๆ วิญญาณของเขานั้นมีเงาโครงกระดูกหลังค่อมอยู่เป็นจำนวนมาก
เงาโครงกระดูกเหล่านี้ กำลัง ‘ควบคุม’ วิญญาณของบุตรศักดิ์สิทธิ์อยู่
บุตรศักดิ์สิทธิ์ดูโง่เขลาราวกับเป็นเพียงหุ่นเชิดเท่านั้น ปล่อยให้เงาโครงกระดูกเหล่านี้ควบคุมได้
เมื่อลู่เฉินเข้าใกล้ เงาโครงกระดูกแต่ละตัวเหล่านั้นจึงค่อย ๆ หันมาจ้องมองชายหนุ่ม จากนั้นดวงตาทั้งสองจึงเปล่งแสงสีแดงออกมา และบุตรศักดิ์สิทธิ์ก็ราวกับได้รับการกระตุ้นให้เข้าไปโจมตี
อย่างไรก็ตาม การโจมตีของอีกฝ่ายไม่เกิดผลใด ๆ ต่อร่างกายชายหนุ่ม แต่เขากลับใช้คำสาปภูตพันรัดไว้ จ้องมองอีกฝ่ายพลางเอ่ยขึ้นมา “ควรจะคืนสติได้แล้ว”
“ข้ามีสติดี!” อีกฝ่ายที่คิดว่าตนยังตื่นอยู่นั้นจ้องไปยังลู่เฉิน
ชายหนุ่มถอนหายใจ “ดูเหมือนว่าต้องทำให้เจ้าได้สติเสียที!”
ขณะนั้นเอง เงาโครงกระดูกหลังค่อมเหล่านั้นก็ค่อย ๆ พุ่งตัวเข้ามาคิดจะโจมตีลู่เฉิน แววตาของชายหนุ่มฉายความเย็นชาออกมาทันที “ไสหัวไป!”
กุ่ยเจี๋ยพุ่งตัวออกไป เขาค่อย ๆ ดูดซึมซับพลังของเงาโครงกระดูกเหล่านี้จนหมดสิ้น
พื้นที่จิตนี้ได้สติขึ้นมา ดวงตาทั้งสองข้างของบุตรศักดิ์สิทธิ์ค่อย ๆ กลับไปสงบเช่นเดิม จากนั้นจึงพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าหวาดกลัว “เมื่อครู่ ข้าเป็นอะไรไป?”
“เจ้ากลืนเม็ดยาลงไป และใช้เคล็ดวิชาหลังค่อม” ลู่เฉินมองไปยังบุตรศักดิ์สิทธิ์พลางตอบกลับ
“เคล็ดวิชาหลังค่อมคือสิ่งใดกัน?” บุตรศักดิ์สิทธิ์ไม่เข้าใจ
ชายหนุ่มรู้สึกสงสัย “เจ้าไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นมา?”
บุตรศักดิ์สิทธิ์ส่ายศีรษะ ชายหนุ่มตกอยู่ในความสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงค่อย ๆ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้น
บุตรศักดิ์สิทธิ์ตกตะลึง “เม็ดยานั่น ต้องเป็นเพราะเม็ดยานั่นแน่!”
“เม็ดยา?”
“ใช่ ผู้นำลัทธิเคยพูดไว้ เม็ดยานี้สามารถทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้น แต่ถ้าหากไม่ใช่ทางเลือกสุดท้าย จงห้ามใช้มัน แต่เมื่อครู่ข้าเห็นว่าไม่สามารถทำร้ายเจ้าได้ และมีเสียงหนึ่งกำลังร้องเรียก และพูดว่าเพียงแค่กลืนมันลงไปก็จะแข็งแกร่งขึ้น!”
“เม็ดยาวิญญาณ!” เมื่อคิดแล้วชายหนุ่มก็คิดถึงบางอย่าง เพียงแต่ลู่เฉินได้ลองตรวจสอบดูบริเวณรอบ ๆ เม็ดยาวิญญาณนั่นก็พลันหายไป และไม่รู้ถึงร่องรอยใด ๆ ทั้งสิ้น
บุตรศักดิ์สิทธิ์หวาดกลัวขึ้นมา “เม็ดยาวิญญาณใดกัน?”
“เม็ดยาจำนวนมาก มาจากจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งค่อย ๆ มีจิตเป็นของตนเอง จึงกลายเป็นเม็ดยาวิญญาณ และบางครั้ง เม็ดยาวิญญาณอาจส่งผลกระทบต่อคน แต่โดยปกติแล้ว เม็ดยาวิญญาณไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก แต่เจ้าได้รับผลกระทบ นั่นหมายความว่า เม็ดยาวิญญาณเม็ดนี้นับว่าไม่ธรรมดา”
วิญญาณของบุตรศักดิ์สิทธิ์สั่นกลัวขึ้นมา “เช่นนั้น มันจะเกิดขึ้นอีกครั้งหรือไม่?”
“โดยทั่วไป เม็ดยาวิญญาณจะมีความไวต่อเม็ดยาที่เหมาะสมกัน ส่วนเจ้า ถ้าหากไม่มีเม็ดยาชนิดนี้ มันก็จะไม่กลับมาหาเจ้าแล้ว” ลู่เฉินอธิบาย
บุตรศักดิ์สิทธิ์ถอนหายใจ “ยังดีที่ผู้นำลัทธิมอบให้ข้าเพียงหนึ่งเม็ด”
“ผู้นำลัทธิ?”
“ใช่ ผู้นำลัทธิมอบเป็นรางวัลให้ข้า” บุตรศักดิ์สิทธิ์ตอบ
“เช่นนั้น ผู้นำลัทธิของพวกเจ้าล่ะ?”
“เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน ได้ออกจากลัทธิกระบี่สวรรค์เพื่อไปจัดการบางอย่าง บัดนี้ยังคงไม่กลับมา” บุตรศักดิ์สิทธิ์ส่ายศีรษะ
ชายหนุ่มรู้สึกสงสัยมากกว่าเดิม “หมายความว่า ผู้นำลัทธิไปที่ใด เจ้าก็ไม่รู้เช่นกัน?”
“ข้ารู้เพียงแค่เขาไปจัดการบางอย่างยังหุบเขาแห่งหนึ่ง แต่จัดการเรื่องใดนั้นข้าก็ไม่รู้เช่นกัน” บุตรศักดิ์สิทธิ์ส่ายศีรษะ
ลู่เฉินได้ยินเช่นนั้นก็จ้องมองไปยังบุตรศักดิ์สิทธิ์ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงทำตราประทับวิญญาณให้
บุตรศักดิ์สิทธิ์เบิกตากว้าง “นี่เจ้าทำสิ่งใดกัน?”
“เผื่อไว้” ชายหนุ่มตอบกลับสั้น ๆ จากนั้นจึงออกมาจากกายเนื้อ
จิตของบุตรศักดิ์สิทธิ์กลับมายังกายเนื้อ และเบิกตากว้างจ้องมองลู่เฉินด้วยความหวาดกลัว
“เจ้ามีนามว่าอย่างไร?” ชายหนุ่มมองอีกฝ่ายพลางเอ่ยถาม
“ข้ามีนามว่าฝานเตา”
“ฝานเตา?”
“ใช่ ผู้นำลัทธิเป็นผู้มอบนามนี้ให้”
“เจ้าเป็นบุตรชายของผู้นำลัทธิ?” ลู่เฉินเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ฝานเตาส่ายศีรษะปฏิเสธ “ไม่ใช่ ข้าเป็นคนที่ผู้นำลัทธิเก็บมาเลี้ยง”
ชายหนุ่มคิดไม่ถึงว่าบนโลกใบนี้ ยังมีคนที่ถูกเก็บมาเลี้ยงเช่นนี้ “เช่นนั้น ถือว่าเจ้าโชคดีนัก”
“ใช่” ฝานเตาขานรับ แต่เมื่อหวนคิดไปถึงเม็ดยาที่เกือบจะปลิดชีวิตตนเองแล้ว เขาก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
ลู่เฉินยื่นมือออกมา “นำจี้หยกมอบให้ข้าเสียก่อน”
ฝานเตาจึงรีบนำจี้หยกสีดำที่สลักคำว่าแขกคนพิเศษออกมาทันที และพูดด้วยความเคารพว่า “มอบให้เจ้า”
ชายหนุ่มรับมาไว้ในมือแล้วมองไปยังฝานเตา “ถ้าหากผู้นำลัทธิติดต่อเจ้ามาอีกครั้ง จงจำไว้ว่าต้องบอกให้ข้าทราบ”
“แน่นอน” ฝานเตาพยักหน้ารับ
“ได้ เจ้าพักผ่อนต่อไปเถิด” เมื่อลู่เฉินพูดจบจึงเดินจากไป
ฝานเตามีสีหน้าสับสน ราวกับผ่านเรื่องน่าหวาดกลัวบางอย่างมา
ขณะนั้นเอง ผู้คนที่อยู่ด้านนอกไม่รู้ว่าภายในนี้เกิดเรื่องใดขึ้น โดยเฉพาะคนของลัทธิกระบี่สวรรค์ต่างก็คิดว่าลู่เฉินจะต้องตายเป็นแน่
ฟางคงฉีกยิ้มพลันมองไปยังหั่วลั่ง “มวลพลังที่แข็งแกร่งเมื่อครู่ สัมผัสได้หรือไม่?”
“ไร้สาระ” หั่วลั่งกลอกตาไปมา
“เมื่อครู่คือกลิ่นอายของบุตรศักดิ์สิทธิ์ และมันก็ระเบิดออกมา” ฟางคงเผยรอยยิ้มประหลาด
“แล้วอย่างไร?”
“นั่นหมายความว่า เจ้าหนุ่มนั่นคงจะตายแล้ว” ฟางคงเห็นหั่วลั่งยังคงไม่เข้าใจจึงพูดย้ำ
หั่วลั่งไม่อยากยอมรับ จึงทำได้เพียงสบถกลับไป
เจี่ยอันที่อยู่อีกด้านหนึ่งหันไปกระซิบเอ่ยถามฟาเทียน “เขา จะไม่เป็นอันใดจริงหรือ?”
“เจ้าดูวานรตัวใหญ่นั่น มันอยู่สบายดีอยู่ไม่ใช่หรือ?”
“แล้วอย่างไรหรือ?” เจี่ยอันไม่เข้าใจ
ฟาเทียนจำต้องอธิบายว่า “วานรตัวนี้ถูกผู้อาวุโสปราบแล้ว และมันก็ไม่เป็นอันใด นั่นหมายความว่าท่านอาวุโสไม่เป็นอันใด!”
เจี่ยอันเข้าใจทันที
และในขณะนั้นเอง วานรตัวใหญ่จึงพูดขึ้นมาว่า “ออกมาแล้ว”
ออกมาแล้ว?
ทุกคนยังไม่ทันได้ตอบโต้ใด ๆ ก็เห็นเงาของลู่เฉินเดินออกมา คนของลัทธิกระบี่สวรรค์แต่ละคนพากันตกตะลึง
ฟางคงขมวดคิ้วมุ่น ในขณะที่หั่วลั่งหัวเราะขึ้นมาเสียงดังลั่น “ดี ดีสุด ๆ ไปเลย!”
“เจ้าหนุ่ม เจ้าหนีออกมาหรือ?” ฟางคงรู้สึกว่าอีกฝ่ายต้องหนีออกมาแน่
ไม่เพียงแต่ฟางคงเท่านั้น คนของลัทธิกระบี่สวรรค์เหล่านั้น เมื่อได้ยินคำพูดของฟางคงต่างก็คิดเช่นเดียวกับเขา ดังนั้นแต่ละคนจึงตะโกนว่าลู่เฉินขี้ขลาด
หั่วลั่งไม่สนว่าอีกฝ่ายจะหนีออกมาหรือไม่ เพียงแค่ชายหนุ่มมีชีวิตรอดออกมาก็เพียงพอแล้ว ดังนั้นเขาจึงยิ้มพลางพูดว่า “ท่านพี่ ไม่ต้องไปสนใจพวกเขา!”
ลู่เฉินกลับมองไปยังหั่วลั่ง “นำทางไป”
“นำทาง?” หั่วลั่งยังไม่ทันได้ตอบโต้ใด ๆ
“ไปยังตระกูลหั่วของพวกเจ้า”
หั่วลั่งมองไปยังผู้คนรอบ ๆ ด้วยความลำบากใจ ฟางคงจึงหัวเราะขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม ไม่ได้รับการอนุญาตจากบุตรศักดิ์สิทธิ์ ก็คิดจะเข้าไปยังลัทธิกระบี่สวรรค์ของเราได้ตามใจหรือ?”
คนอื่น ๆ ต่างก็หัวเราะเช่นกัน
บางคนยังพูดออกมาว่า “เจ้าหนุ่ม อยากเข้าออกตามใจนั้น จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากค่ายกลกระบี่สังหารและบุตรศักดิ์สิทธิ์ มิเช่นนั้นก็จงจากไปอย่างว่าง่ายเถิด”
หั่วลั่งมีสีหน้าลำบากใจเช่นกัน จึงมองไปยังลู่เฉิน “ท่านพี่ ลัทธิกระบี่สวรรค์มีกฎมากมายเช่นนี้ ดังนั้นพวกเราลงไปจากภูเขานี้กันเถิด!”
เจี่ยอันกลัวจะเป็นเรื่องใหญ่ จึงรีงเดินไปข้าง ๆ ลู่เฉินพลางพูดขึ้น “ศิษย์พี่ลู่ พวกเราไปกันเถิด”
ฟาเทียนกลับไม่คิดว่ามันจะง่ายเช่นนั้น
แต่ลู่เฉินยังคงพูดขึ้นมา “นำทางไปตามเส้นทางของเจ้าก็พอ”
“ว่าอย่างไรนะ?” หั่วลั่งคิดว่าอีกฝ่ายจะฝ่าเข้าไป ดังนั้นสีหน้าเขาจึงยิ่งดูแย่ลง
ฟางคงพลันเผยรอยยิ้มประหลาด “เจ้าหนุ่ม หากเจ้าคิดจะบุกเข้าไป รับรองว่าจะทำให้เจ้าตายทั้งเป็น”
“ใครว่าข้าจะบุกเข้าไปกัน?” ชายหนุ่มส่ายศีรษะพลางถอนหายใจออกมา