ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 584 ต่อหน้าผู้นำค่ายกลนั้น สอนจระเข้ว่ายน้ำหรือ?
บทที่ 584 ต่อหน้าผู้นำค่ายกลนั้น สอนจระเข้ว่ายน้ำหรือ?
ทุกคนไม่รู้ว่าลู่เฉินหมายความว่าอย่างไร
จนกระทั่งชายหนุ่มนำจี้หยกออกมา “พอใจหรือไม่?”
เมื่อทุกคนเห็นจี้หยกนั้น แต่ละคนจึงเบิกตากว้าง โดยเฉพาะผู้คนที่มองดูอยู่รอบ ๆ ก็เกิดความสงสัยขึ้นมา “นั่นเขาสามารถนำจี้หยกของบุตรศักดิ์สิทธิ์มาได้จริง ๆ!”
“จะเป็นไปได้อย่างไร?”
“หรือว่าเขาจะขอร้องบุตรศักดิ์สิทธิ์?”
ฟางคงรู้สึกโมโห จึงตะโกนเสียงดังลั่น “เจ้าหนุ่ม หน้าไม่อายนัก!”
“หน้าไม่อาย?”
“ใช่ อ้อนวอนให้บุตรศักดิ์สิทธิ์มอบจี้หยกให้ จะบอกว่าเจ้าสามารถรักษาเกียรติไว้ได้หรือ?” ฟางคงพูดด้วยความโมโห
หั่วลั่งทนดูต่อไปไม่ไหว จึงรีบแก้ต่างขึ้นมา “ฟางคง เจ้านี่ช่างไร้ยางอายเสียจริง!”
“ว่าอย่างไรนะ? เขาขอร้องให้คนมอบจี้หยกให้ ข้าพูดไม่ได้หรือ?” ฟางคงไม่สบอารมณ์ ยังคงก่นด่าต่อไป
ขณะนั้นเอง มีเสียงของฝานเตาดังออกมาจากปากถ้ำ “ตามกฎของลัทธิกระบี่สวรรค์ ผู้ที่ไม่ให้เกียรติแขกคนสำคัญ จะต้องถูกทำลายขั้นพลังออกไปหนึ่งในสิบส่วน ถ้าหากทำร้ายแขกคนสำคัญ จงทำลายขั้นพลังออกทั้งหมด!”
คำพูดของฝานเตาทำให้ทุกคนตกตะลึงขึ้นมาทันที จากนั้นจึงมองไปยังปากถ้ำพลางพูดด้วยความเคารพ “บุตรศักดิ์สิทธิ์!”
ฝานเตามองไปยังฟางคงที่ตกตะลึงอยู่ด้วยแววตาเย็นชา “ฟางคง เจ้าจะทำลายเอง? หรือว่าให้ข้าทำลายให้?”
ฟางคงหวาดกลัวจนตัวสั่น “บุตรศักดิ์สิทธิ์ ข้า…”
“ดูเหมือนว่า คงต้องให้ข้าทำลายให้!”
ฟานเตากำลังจะลงมือ น้ำเสียงหนึ่งจึงดังขึ้นมา “หยุด!”
ทุกคนจึงมองไปตามเสียงนั้น และได้เห็นคนผู้หนึ่งสวมชุดคลุมสีแดงเพลิงลงมายังพื้นดินพอดี คนผู้นี้ดูมีท่าทางอายุราว ๆ ห้าสิบถึงหกสิบปี แต่กลับศีรษะโล้น และยังมีใบหูขนาดใหญ่
เมื่อฟางคงเห็นเช่นนั้นก็ราวกับตนได้เห็นผู้ช่วยชีวิต จึงรีบตะโกนขึ้นมาทันที “ท่านอารอง!”
บริเวณรอบ ๆ เกิดความคึกคักขึ้นมาทันที ทั้งยังมีเสียงพึมพำออกมา “คุณชายฟางเอ๋อออกมาแล้ว”
“คุณชายฟางเอ๋อเก็บตัวอยู่มิใช่หรือ?”
“คาดว่าเรื่องในครั้งนี้จะเป็นเรื่องใหญ่เสียแล้ว”
ขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น ฝานเตาจึงมองไปยังคนผู้นั้น “คุณชายฟางเอ๋อ ท่านควรจะรู้กฎของลัทธิกระบี่สวรรค์”
“ข้าย่อมรู้ดี แต่อันดับแรก เจ้าหนุ่มผู้นี้เป็นแขกคนสำคัญของลัทธิกระบี่สวรรค์ได้อย่างไร!” คุณชายฟางเอ๋อพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ท่านหมายความว่า ข้าตั้งใจอ่อนข้อให้หรือ?” ฝานเตาราวกับเข้าใจบางอย่างจึงย้อนถาม
คุณชายฟางเอ๋อจึงพูดด้วยท่าทางจริงจัง “ลิทธิกระบี่สวรรค์นี้ ถ้าหากมีผู้อาวุโสท่านใดสงสัยถึงตัวตนของแขกคนสำคัญ สามารถร้องขอกลุ่มผู้อาวุโสเปิดฉากท้ารบได้ และกลุ่มผู้อาวุโสสามารถเลือกผู้อาวุโสท่านหนึ่งไปประลองกับแขกคนสำคัญผู้นั้นได้ ถ้าหากแขกคนสำคัญผู้นั้นพ่ายแพ้ เช่นนั้นตัวตนของอีกฝ่ายก็ถือว่าไม่นับ!”
จบประโยคนั้น ทั่วบริเวณจึงเกิดความคึกคัก
หั่วลั่งร้อนใจขึ้นมา “คุณชายฟางเอ๋อ ท่านกำลังคิดจะรังแกผู้น้อยหรือ?”
“ผู้นำลัทธิไม่อยู่ เรื่องที่บุตรศักดิ์สิทธิ์มอบสถานะแขกคนสำคัญให้ผู้อื่นนั้น ข้ามีความคลางแคลงใจ ดังนั้นในกลุ่มผู้อาวุโส มีเสียงเกินกว่าครึ่งที่เห็นด้วยให้ข้าออกมาท้ารบกับเขาในครั้งนี้!” คุณชายฟางเอ๋อพูดจบ ก็มองไปยังลู่เฉินด้วยแววตาจริงจัง
วานรตัวใหญ่รู้สึกไม่พอใจ จึงเบิกตากว้างขึ้น
คุณชายฟางเอ๋อไม่สนใจ “ข้าเสียเวลาเปล่าจริง ๆ ที่เลี้ยงเจ้ามานานเช่นนี้!”
“เชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถฆ่าเจ้าได้?” วานรตัวใหญ่โมโหจนคิดจะลงมือ
คุณชายฟางเอ๋อรู้ดีว่าลำพังตนคนเดียวนั้น ยากที่จะเอาชนะวานรตัวนี้ได้ ดังนั้นเขาจึงตะโกนขึ้นมา “อีกสักครู่ ค่อยมาจัดการกับเจ้า!”
ฝานเตาที่อยู่อีกด้านหนึ่งขมวดคิ้วมุ่น “ท่านแน่ใจหรือว่าจะท้ารบกับเขา?”
“ใช่!” คุณชายฟางเอ๋อขานรับ
ฝานเตาเชื่อในทักษะของลู่เฉิน แต่เขายังคงพูดกับคุณชายฟางเอ๋อ “เช่นนั้น ท่านจำเป็นต้องรู้ ถ้าหากพ่ายแพ้ ต้องถูกทำลายขั้นพลัง!”
“ถ้าหากข้าพ่ายแพ้ ข้าจะทำลายขั้นพลังด้วยตัวเอง!” คุณชายฟางเอ๋อรู้ว่ามีเพียงวิธีนี้ ตนจึงจะสามารถท้ารบกับลู่เฉินได้
ฝานเตามองไปยังลู่เฉินและพูดด้วยความสุภาพนอบน้อม “ท่านคิดอย่างไร?”
ทุกคนต่างสงสัยว่าเหตุใดฝานเตาจึงเกรงใจชายหนุ่มมากเช่นนี้ ลู่เฉินจึงถอนหายใจออกมา “เช่นนั้นเริ่มเลยเถิด รีบรบรีบตัดสิน อย่าเสียเวลา!”
ทุกคนคิดไม่ถึงว่าลู่เฉินจะเห็นด้วยเช่นนี้
ฟางคงจึงหัวเราะเสียงดังขึ้นมาทันที “เจ้าหนุ่ม คุณชายฟางเอ๋อของเรานับว่าแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก!”
ชายหนุ่มไม่ได้พูดสิ่งใดออกมาทั้งสิ้น คุณชายฟางเอ๋อจ้องมองลู่เฉินพลางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าหนุ่ม ขณะต่อสู้ ห้ามมีผู้ใดให้ความช่วยเหลือ!”
ขณะที่พูดนั้น คุณชายฟางเอ๋อมองไปยังวานรตัวใหญ่เป็นพิเศษ เขาแอบกลัวว่ามันจะเข้ามาช่วยลู่เฉิน
ลู่เฉินกลับยิ้มชั่วร้ายออกมา “จัดการเจ้า ข้าไม่จำเป็นต้องใช้มัน”
ทุกคนไม่คิดว่าชายหนุ่มจะบ้าบิ่นเช่นนี้
คุณชายฟางเอ๋อพลันยิ้มเย็นชา “เช่นนั้น ข้าจะไปรอเจ้าอยู่บนลานประลองลัทธิกระบี่สวรรค์!”
พูดจบ คุณชายฟางเอ๋อจึงลอยตัวขึ้นไปบนฟ้าและออกไปจากที่นี่ ทุกคนจึงรีบตามไปยังลานประลองลัทธิกระบี่สวรรค์ทันที ส่วนฝานเตานั้นเขาทำได้เพียงนำทางลู่เฉินและพวกไปยังลานประลองที่ว่านั้น
ขณะที่กำลังเดินทาง หั่วลั่งกลับเอ่ยถามขึ้นมาพลางมองไปยังลู่เฉิน “ท่านพี่ ข้าคิดว่า ควรออกไปจากที่นี่เสียก่อน?”
“ออกไป?”
“คุณชายฟางเอ๋อน่ากลัวเพียงนั้น ถ้าหากท่านคิดจะสู้กับเขานั้น อย่างไรก็พ่ายแพ้!” หั่วลั่งไม่คิดว่าลู่เฉินจะสามารถเอาชนะคุณชายฟางเอ๋อได้
ไม่เพียงแต่หั่วลั่งเท่านั้น เจี่ยอันก็คิดว่าลู่เฉินไม่มีความสามารถมากพอ แต่ฟาเทียนและฝานเตากลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะพวกเขาต่างก็รู้ถึงพลังที่น่าหวาดกลัวของลู่เฉิน
ชายหนุ่มยกยิ้ม “เจ้าเฝ้าอธิษฐานเถิด ว่าขออย่าให้คุณชายฟางเอ๋อพ่ายแพ้จนน่าอับอายจนเกินไป!”
หั่วลั่งไม่รู้ว่าลู่เฉินเอาความมั่นใจมาจากไหน วานรตัวใหญ่นั่นจึงเอ่ยเตือนลู่เฉิน “ระวังคุณชายฟางเอ๋อผู้นี้ เขาเจ้าเล่ห์เป็นอย่างมาก”
“เพียงแค่พลังแข็งแกร่งมากพอ ไม่ว่าเขาจะเจ้าเล่ห์มากเพียงใดก็เปล่าประโยชน์” ลู่เฉินตอบกลับเพียงสั้น ๆ ทำให้หั่วลั่งและคนอื่น ๆ แทบพูดไม่ออก
ผู้คนที่มองดูอยู่รอบ ๆ ต่างก็ชี้มา คิดว่าลู่เฉินกำลังเดินขึ้นไปบนลานประหาร
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ทุกคนจึงมาถึงลานกว้างบนภูเขา ที่นี่มีลานประลองอยู่เป็นจำนวนมาก
เห็นเพียงบริเวณรอบ ๆ ของทุกลานประลองมีค่ายกลล้อมอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้การโจมตีภายในส่งผลมาด้านนอก
และในขณะนั้นเอง คุณชายฟางเอ๋อได้ยืนอยู่บนกลางลานประลองที่ใหญ่ที่สุด เขามองมายังลู่เฉินพลางหัวเราะ “เจ้าหนุ่ม เข้ามาเถิด”
คนของลัทธิกระบี่สวรรค์เหล่านั้นตะโกนกู่ร้องขึ้นมา
ไม่เพียงเท่านั้น ชายหนุ่มยังพบว่าในมุมมืดนั้น มีชายชราซ่อนตัวอยู่ไม่น้อย และชายชราเหล่านี้มีทั้งเฝ้ามองการประลอง และมีทั้งกำลังแปลกใจ
“อย่างไรกัน? ไม่กล้าเข้ามาหรือ?” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่กล้าขึ้นมา ฟางคงจึงพูดกระตุ้นทันที
หั่วลั่งกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ลู่เฉินเดินขึ้นไปบนลานประลองเสียก่อน
ผู้คนบริเวณรอบ ๆ ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา
“ดูนั่น เขาขึ้นไปจริง ๆ แล้ว”
“เจ้าหนุ่มผู้นี้ช่างกล้าหาญนัก!”
“มีความกล้าหาญกับมีความสามารถนั้น มันคนละเรื่อง!”
“ก็ใช่!”
…
ขณะที่ทุกคนกำลังคาดเดาอยู่นั้น ลู่เฉินได้เดินขึ้นบันไดไปยังทางเข้าลานประลองแล้ว ค่ายกลรอบ ๆ ลานประลองก็รีบปิดลงทันที จากนั้นคุณชายฟางเอ๋อจึงพูดด้วยความพึงพอใจ “เจ้าหนุ่ม ขึ้นมาบนลานประลองแล้ว เจ้าก็จะไม่สามารถลงไปได้”
ลู่เฉินมองไปยังค่ายกลรอบ ๆ จากนั้นจึงยิ้มออกมา “เจ้าดูคุ้นเคยกับค่ายกลนี้ดี”
คุณชายฟางเอ๋อเผยรอยยิ้มประหลาด “เช่นนั้นจะพูดกับเจ้าแบบไม่เกรงใจ ข้าเป็นปรมาจารย์ค่ายกล!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนจำนวนไม่น้อยจึงเข้าใจได้ในทันที
“อีกนิดเดียวก็จะลืมไปเสียแล้วว่าคุณชายฟางเอ๋อเป็นปรมาจารย์ค่ายกล!”
“เช่นนั้น คงจะไม่ใช่ว่าค่ายกลบนลานประลองนั่นเป็นของเขาหรอกกระมัง?”
“อาจจะเป็นเช่นนั้น!”
หั่วลั่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ปกติ จึงรีบตะโกนไปยังคุณชายฟางเอ๋อทันที “คุณชายฟางเอ๋อ ท่านกำลังโกง!”
“นี่คือลานประลอง ข้าจะโกงได้อย่างไร?” คุณชายฟางเอ๋อแสยะยิ้ม
“ลานประลองนี้มีค่ายกล และเมื่อครู่จะต้องวางแผนบางอย่างกับค่ายกลนี้แน่” หั่วลั่งรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนัก
คุณชายฟางเอ๋อเผยยิ้มเย็นชา “หั่วลั่ง นี่เป็นการแข่งขันระหว่างข้ากับเขา เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้ามายุ่ง!”
“รังแกผู้น้อย ใช้ได้ที่ไหนกัน!” หั่วลั่งไม่พอใจ
คุณชายฟางเอ๋อไม่สนใจ เขามองไปยังลู่เฉินก่อนจะยิ้มและพูดว่า “เจ้าหนุ่ม เจ้าสามารถรีบยอมแพ้ได้ในตอนนี้ หรือว่าจะรอให้ข้าทำให้เจ้าตายอยู่ภายในค่ายกลนี้ดี!”