ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 585 จัดค่ายกลที่แข็งแกร่ง แต่กลับตกหลุมพรางของตนเอง!
บทที่ 585 จัดค่ายกลที่แข็งแกร่ง แต่กลับตกหลุมพรางของตนเอง!
ลู่เฉินไม่รู้สึกหวาดกลัว แต่กลับพูดกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “มาเถิด ให้ข้าดูเสียหน่อย ปรมาจารย์ค่ายกลเช่นเจ้ามีความสามารถมากเพียงใดกัน”
การยั่วยุของชายหนุ่มทำให้คนของลัทธิกระบี่สวรรค์รู้สึกว่าเขาบ้าบิ่นเกินไป
ฟางคงตะโกนไปยังคุณชายฟางเอ๋อ “คุณชายฟางเอ๋อ ฆ่าเขาซะ!”
“วางใจเถิด ข้าจะทำให้เขารู้ถึงความแข็งแกร่งของข้า” เมื่อคุณชายฟางเอ๋อพูดจบ ก็ยื่นมือทั้งสองออกไป จากนั้นมือทั้งสองก็แผ่กระจายไฟเพลิงจาง ๆ ออกมามากมาย
ไฟเพลิงเหล่านี้ค่อย ๆ ลอยไปยังรอบค่ายกล จากนั้นจึงเกิดภาพที่น่าประหลาดใจขึ้นมา
เพียงไม่นานไฟเพลิงเหล่านี้จึงปกคลุมทั่วทั้งค่ายกล จากนั้นค่ายกลก็เกิดแสงไฟสว่างขึ้นมารอบด้าน
ผู้คนที่ยืนอยู่บริเวณรอบ ๆ เมื่อเห็นเปลวไฟที่รุนแรงเช่นนี้ก็รู้สึกหวาดกลัวจนต้องถอยห่างออกไป
บางคนรู้สึกได้ถึงความอึดอัด “ร้อนมาก!”
“รุนแรงมากด้วย!”
เพียงไม่นาน ผู้คนจำนวนมากก็ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป
หั่วลั่งมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ในขณะที่ฟางคงหัวเราะเสียงดัง
เจี่ยอันจึงหันไปถามฟาเทียน “เขาจะไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่?”
“วางใจเถิด เมื่อเทียบกับค่ายกลที่เคยเจอมาแล้ว คุณชายฟางเอ๋อผู้นี้ยังห่างไกลอีกมากนัก” ฟาเทียนยังคงเชื่อในลู่เฉิน
เจี่ยอันขานรับ และมองไปยังลานประลองต่อ
ชายชราบางส่วนที่อยู่รอบ ๆ ต่างก็คิดว่าลู่เฉินจะต้องตายแน่ พวกเขาจึงกระซิบกระซาบกัน
ส่วนฝานเตาที่เป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์นั้นรู้ดีว่าลู่เฉินไม่กลัวค่ายกล ดังนั้นเขาจึงยังคงมีท่าทีนิ่งสงบ จนกระทั่งคุณชายฟางเอ๋อขยับมือทั้งสองข้าง ไฟเพลิงในค่ายกลเหล่านั้นจึงกลายเป็นโซ่ตรวนเปลวเพลิงเส้นยาวพันรัดอีกฝ่ายเอาไว้อย่างรวดเร็ว
คนของลัทธิกระบี่สวรรค์ต่างก็ตกตะลึงกับภาพนั้น
ฟางคงจึงยิ่งตะโกนขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ “ดี!”
คุณชายฟางเอ๋อจ้องมองไปยังชายหนุ่มที่ถูกพันรัดไว้พลางหัวเราะ “เจ้าหนุ่ม เจ้ายอมแพ้ตอนนี้ยังทัน มิเช่นนั้น…”
“มิเช่นนั้นอะไรหรือ?” ลู่เฉินย้อนถามอีกฝ่าย
คุณชายฟางเอ๋อเผยรอยยิ้มชั่วร้าย “มิเช่นนั้น โซ่ตรวนเหล่านี้จะกลืนกินพลังปราณของเจ้า และกลืนกินขั้นพลังของเจ้าจนแห้งเหือดไปในที่สุด”
“โอ้? เจ้าแน่ใจหรือว่ามันจะกลืนกินข้า?” ลู่เฉินยิ้มชั่วร้าย
“ไร้สาระ นี่คือตรวนวิญญาณซึมซับไฟเพลิงที่หลอมรวมกับรอบค่ายกล” คุณชายฟางเอ๋อพูดด้วยความมั่นใจ
ทว่าใครจะคิดว่าอีกฝ่ายกลับเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา
ไม่เพียงเท่านั้น มือทั้งสองยังนำศิลาวิญญาณบางส่วนออกมา และเมื่อสลักอักขระยันต์แปลก ๆ บางอย่างลงไปแล้ว เขาก็โยนไปรอบ ๆ ค่ายกลนี้
เพียงไม่นาน ค่ายกลจึงเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง
โซ่ตรวนไฟเพลิงบนร่างของลู่เฉินหายไป
ทุกคนต่างแปลกใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น คุณชายฟางเอ๋อยิ่งรู้สึกสงสัย “เจ้าหนุ่ม เกิดสิ่งใดขึ้น?”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?” ลู่เฉินพูดจบจึงโบกมือ รอบ ๆ ค่ายกลจึงเกิดโซ่ตรวนไฟเพลิงขึ้นอีกครั้ง แต่โซ่ตรวนเหล่านี้ค่อย ๆ ลอยออกไป จากนั้นจึงพันรัดคุณชายฟางเอ๋อไว้
คุณชายฟางเอ๋อตะลึงงันไปชั่วขณะ คิดจะปลดโซ่ตรวนเหล่านี้ออกไป แต่กลับพบว่าโซ่ตรวนนี้กำลังดูดซึมซับพลังปราณของตนอยู่
สิ่งนี้ทำให้คุณชายฟางเอ๋อตื่นตระหนก “เจ้าหนุ่ม เจ้าทำสิ่งใดกันแน่?”
ทุกคนต่างก็อยากรู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น มีเพียงลู่เฉินที่ยิ้มพลางพูดขึ้นมาว่า “เจ้าย่อมทำตนเอง เพราะฉะนั้นจึงหลีกหนีไม่ได้!”
“เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกันแน่?” คุณชายฟางเอ๋อรู้สึกร้อนใจขึ้นมา
“ข้าควบคุมค่ายกลแล้ว!” คำพูดของชายหนุ่มทำให้ผู้คนในบริเวณนั้นตกตะลึง
“ว่าอย่างไรนะ? เจ้าควบคุมค่ายกลแล้ว?” คุณชายฟางเอ๋อไม่เชื่อ
ลู่เฉินเพียงแค่ยกยิ้ม “เจ้าคงไม่ได้คิดว่ามีเพียงเจ้าที่เป็นปรมาจารย์ค่ายกลหรอกนะ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คุณชายฟางเอ๋อจึงหวาดกลัวขึ้นมา โดยเฉพาะตอนนี้ที่เขายังไม่สามารถปลดโซ่ตรวนนี้ได้ ทำให้เขาพูดขึ้นมาด้วยความโมโห “เจ้าจงรีบหยุดค่ายกลนี้ซะ!”
ลู่เฉินไม่สนใจ คุณชายฟางเอ๋อจึงรีบมองไปยังฝานเตาบุตรศักดิ์สิทธิ์ทันที “บุตรศักดิ์สิทธิ์ รีบบอกให้เขาหยุดซะ!”
“ค่ายกลนี้ ท่านเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง หากอยากให้ค่ายกลนี้หยุดลงท่านก็ต้องจัดการเอง” เมื่อฝานเตาพูดจบ ก็ยิ่งทำให้คุณชายฟางเอ๋อโมโหมากขึ้น
คนของลัทธิกระบี่สวรรค์ต่างถกเถียงกัน บางคนพูดขึ้นมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เจ้าหนุ่มผู้นี้ น่ากลัวเกินไปหรือไม่?”
“ใช่ เพียงแค่ขั้นหลอมแก่นแท้ แต่ยังเชี่ยวชาญค่ายกลเสียยิ่งกว่าคุณชายฟางเอ๋อเสียอีก?”
“คุณชายฟางเอ๋อลำบากเสียแล้ว”
ฟางคงร้อนใจจนตะโกนไปยังผู้คนรอบ ๆ “มัวตกใจอันใดกัน รีบเข้าไปช่วยคุณชายฟางเอ๋อซะ”
ช่วย? เอาสิ่งใดไปช่วยกัน?
ผู้คนในบริเวณนั้นต่างก็รู้ว่านี่คือข้อตกลงระหว่างลู่เฉินและคุณชายฟางเอ๋อ ถึงแม้จะเป็นชายชราที่อยู่ในมุมมืด ต่างก็ไม่สามารถหากฎเกณฑ์ใดมาช่วยได้ ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเป็นค่ายกล ถึงแม้พวกเขาจะอยากช่วยแต่ก็ไม่สามารถช่วยได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงอยู่เงียบ ๆ เท่านั้น
ฟางคงโมโหมากขึ้น “ตระกูลฟางของข้า ได้ช่วยเหลือพวกเจ้าไว้ไม่น้อย”
ทุกคนไม่พูดอะไร หั่วลั่งจึงยิ้มออกมา “ฟางคง บุตรศักดิ์สิทธิ์พูดแล้ว หากคิดจะหยุดค่ายกล ก็ต้องอาศัยท่านอารองของเจ้า ไม่ใช่จะมาพึ่งพาคนเหล่านี้”
ฟางคงโมโหจนกัดฟันกรอด “หั่วลั่ง เจ้า! ทางที่ดีเจ้าจงรีบบอกเจ้าหนุ่มนั่นให้ปล่อยท่านอารองของข้าซะ มิเช่นนั้น…!”
หั่วลั่งเห็นอีกฝ่ายเป็นเช่นนี้ จึงพูดจาเยาะเย้ย “ฟางคง เมื่อครู่ผู้ที่ท้ารบคือท่านอารอง ผู้ที่จัดค่ายกลขึ้นมาก็เป็นท่านอารอง แล้วอย่างไรกัน? ตอนนี้เริ่มจะโทษเขาเสียแล้วหรือ?”
ฟางคงมีแต่ความเดือดพล่านอยู่ภายในใจ เขาจ้องมองไปยังหั่วลั่ง “ถ้าหากท่านอารองของข้าเป็นอันใดไป ข้าจะต้องบุกตระกูลหั่วของพวกเจ้าแน่!”
“ช่างน่าตลกนัก!” หั่วลั่งไม่กลัว เพราะเรื่องนี้อีกฝ่ายเป็นฝ่ายผิด
เมื่อฟางคงเห็นว่าหั่วลั่งไม่มีความหวาดกลัวใด ๆ จึงทำได้เพียงมองไปยังฝานเตา “บุตรศักดิ์สิทธิ์ ท่านรีบให้เขาหยุดซะ มิเช่นนั้น ท่านอารองของข้าได้ไร้ซึ่งขั้นพลังแน่!”
“หรือว่าเจ้ากำลังลืมกฎการท้ารบของพวกเขาเมื่อครู่ไปเสียแล้ว?” ฝานเตาย้อนถาม
“กฎใดกัน?”
“ท่านอารองของเจ้าเป็นผู้ท้ารบ ถ้าหากพ่ายแพ้ ถึงแม้จะไม่มีค่ายกลนี้ ขั้นพลังของเขาก็ต้องถูกทำลาย และนี่เป็นกฎของการท้ารบ” ฝานเตาพูดจบก็ทำให้ฟางคงรู้สึกสับสนทันที
ส่วนบนลานประลองนั้น คุณชายฟางเอ๋อเริ่มกลายเป็นชายชรา เพราะพลังปราณภายในร่างกายของเขากำลังค่อย ๆ แห้งเหือดไป
สิ่งนี้ทำให้คุณชายฟางเอ๋อหวาดกลัวขึ้นมาจับใจ “เจ้าหนุ่ม ข้ายอมแพ้ได้หรือไม่?”
“ยอมแพ้แต่ก็ยังต้องถูกทำลายพลังปราณ” เมื่อลู่เฉินพูดจบ คุณชายฟางเอ๋อก็มองไปยังอีกฝ่ายด้วยความโกรธแค้น
จนกระทั่งเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อคุณชายฟางเอ๋อกลายเป็นชายชราผมขาว ค่ายกลนี้จึงหยุดลง
“เจ้า!” คุณชายฟางเอ๋อมองไปยังลู่เฉินด้วยความโกรธแค้น เขาแทบทนไม่ไหวที่จะบดขยี้อีกฝ่ายให้ตาย
ฟางคงรีบวิ่งมาข้างกายคุณชายฟางเอ๋อ จากนั้นประคองเขาไว้พลางพูดขึ้น “ท่านอารอง พวกเราไปกันก่อนเถิด”
ฟางคงกลัวว่าลู่เฉินจะลงมือ ดังนั้นจึงหวาดกลัวจนคิดจะพาคุณชายฟางเอ๋อออกไปเสียก่อน แต่ฝานเตากลับเดินมาตรงหน้าฟางคงพลางพูดขึ้นว่า “ในเมื่อท่านอารองของเจ้าพ่ายแพ้ให้เขา หมายความเขามีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะเป็นแขกคนสำคัญได้!”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” ฟางคงมองอีกฝ่ายที่ขวางตนไว้ด้วยความตื่นตระหนก
“ดูถูกแขกคนสำคัญ ทำลายขั้นพลังไปหนึ่งในสิบส่วน!” เมื่อฝานเตาพูดจบ เขาจึงคว้าแขนของฟางคงไว้โดยไม่ลังเล ฟางคงที่มีอาการบาดเจ็บอยู่บนร่างกายอยู่ก่อนแล้วจึงไม่สามารถต้านทานได้ เขาทำได้เพียงมองฝานเตาที่ค่อย ๆ ทำลายขั้นพลังของตนเองลงอย่างช้า ๆ
จนกระทั่งไปถึงขั้นแปลงเซียนระดับกลาง ฝานเตาจึงคลายฝ่ามือออก เมื่อเสร็จสิ้นทุกสิ่งอย่าง ฟางคงจึงประคองคุณชายฟางเอ๋อออกไปด้วยความเจ็บปวด
ฝานเตามองไปยังผู้คนรอบ ๆ “ทุกคนยังมีความสงสัยเกี่ยวกับสถานะแขกคนสำคัญของเขาหรือไม่?”
สงสัย?
ใครจะกล้า!
ดังนั้นผู้คนในบริเวณรอบ ๆ จึงไม่ใครกล้าพูดสิ่งใดออกมาอีก
ฝานเตาจึงพูดขึ้นว่า “ในเมื่อไม่มีปัญหาใด นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ผู้ใดก็ไม่สามารถขัดขวางเขาได้ เข้าใจหรือไม่?”
ทุกคนจึงขานรับ “ขอรับ”
ฝานเตามองไปยังลู่เฉิน “หากไม่มีเรื่องใดแล้ว ข้าขอตัวไปฝึกตนต่อ”
“ไปเถิด”
ฝานเตาหมุนตัวและเดินออกไป หั่วลั่งมองไปยังลู่เฉินด้วยความนับถือ “ท่านพี่ ท่าน ท่านช่างเก่งกาจนัก!”
“พูดให้น้อยลงเถิด รีบนำทางไป” ชายหนุ่มไม่อยากฟังอีกฝ่ายพูดจาเยินยออีกต่อไป
หั่วลั่งพูดด้วยความดีใจว่า “ไปเถิด ข้าจะนำทางท่านไปยังตระกูลหั่วของข้า”
พูดจบ หั่วลั่งจึงเดินนำลู่เฉินออกไป
…
เมื่อคุณชายฟางเอ๋อกลับมาถึงตระกูลฟาง ขณะที่นอนอยู่ภายในห้อง ฟางคงที่อยูข้าง ๆ ก็พูดด้วยความร้อนใจขึ้นมา “คุณชายฟางเอ๋อ ท่านรอก่อน ข้าจะไปตามหมอที่มีฝีมือที่สุดในลัทธิกระบี่สวรรค์มาเอง!”
เมื่อพูดจบ ฟางคงจึงรีบพุ่งตัวออกไป และให้คนเฝ้าห้องนี้ไว้อย่างดี
คุณชายฟางเอ๋อนอนเหยียดกายอยู่ภายในนั้นราวกับกำลังจะหมดลมหายใจ
ขณะนั้นเอง ประตูและหน้าต่างรอบ ๆ จึงปิดลงเองอย่างกะทันหัน คุณชายฟางเอ๋อรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที “ผู้ใด?”
“เจ้าอยากแก้แค้นหรือไม่?” เสียงหนึ่งดังก้องกังวานอยู่รอบ ๆ
“เจ้าคือผู้ใด?” คุณชายฟางเอ๋อที่นอนอยู่ตรงนั้นหันไปมองรอบ ๆ แต่เมื่อไม่พบผู้ใด จึงรู้สึกหวาดกลัวมากขึ้นกว่าเดิม