ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 605 ไม่มีคุณสมบัติ? เช่นนั้นถ้าข้าเอาชนะเจ้าล่ะ?
บทที่ 605 ไม่มีคุณสมบัติ? เช่นนั้นถ้าข้าเอาชนะเจ้าล่ะ?
เห็นเพียงด้านหน้ามีเก้าอี้หินอยู่บางส่วน แต่บนเก้าอี้หินมีคนนั่งอยู่ คนเหล่านั้นนั่งนิ่งไม่ขยับกาย ขณะเดียวกันบริเวณรอบ ๆ ก็ยังมีคนอยู่จำนวนไม่น้อย
คนเหล่านี้คิดจะ ‘แย่ง’ ที่นั่งของผู้อื่น จึงเข้าไปโจมตีคนที่ ‘นั่ง’ อยู่ตรงนั้น
คนที่ ‘นั่ง’ อยู่ บางครั้งต้องการที่จะต้านทานการโจมตีของคนเหล่านั้น จนกระทั่งถูกคนจับตัวไป ผู้ที่โจมตีเหล่านั้นก็จะเข้ามาครอบครอง ‘ที่นั่ง’ นี้ทันที
ดังนั้นทุกขั้นตอนจึงดูเหมือนการแข่งขันกัน
โดยเฉพาะผู้ที่ถูกโจมตี หากได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถต่อสู้ได้ ก็จะถูกคนนำตัวไป
“นี่เป็นเพียงการทดสอบแรก แย่งที่นั่ง ผู้ที่พ่ายแพ้นั้นก็จะถูกนำตัวไปจัดการ” ปรมาจารย์หยวนอธิบาย
ลู่เฉินไม่เข้าใจ “ทุกวันมีผู้ต้องการเข้าไปยังหุบเขาลึกมากเพียงนี้เลยหรือ?”
“มีทั้งถูกจับมา มีทั้งถูกพามา มีทั้งเข้ามาเอง ดังนั้นทุกวันจึงมีคนจำนวนมากมาที่นี่”
“เช่นนั้น หนึ่งกลุ่มมีกี่คน?”
“ยี่สิบคน แย่งห้าที่นั่ง ทุกวัน วันละสองรอบ” ปรมาจารย์หยวนตอบ
“ยี่สิบคน แย่งชิงห้าที่นั่ง? เช่นนั้นที่เหลืออีกสิบห้าคน คงจะไม่ตายหรอกนะ?”
“มีทั้งตายระหว่างการโจมตี มีทั้งถูกจัดการหลังจากพ่ายแพ้” ปรมาจารย์หยวนพูดด้วยความลำบากใจ
ลู่เฉินจึงถามขึ้นมาว่า “เช่นนั้น ข้าจะเริ่มได้เมื่อใด?”
“ข้าจะไปถามก่อน”
ปรมาจารย์หยวนเดินไปยังกระท่อมไม้หลังเล็กที่อยู่ด้านข้าง จากนั้นจึงเข้าไปด้านในเพื่อสอบถาม แต่เพียงไม่นาน ภายในนั้นก็เกิดเสียงถกเถียงดังขึ้นมา ผู้คนที่อยู่รอบ ๆ ต่างก็แปลกใจว่าภายในนั้นเกิดเรื่องใดขึ้น
จนกระทั่งปรมาจารย์หยวนออกมาด้วยใบหน้าที่มอมแมมเต็มไปด้วยฝุ่นผง
จากนั้นภายในกระท่อมไม้หลังเล็กก็มีคนผู้หนึ่งเดินออกมา
เพียงเห็นคนผู้นี้มีรูปร่างท้วม ใบหน้าเผยรอยยิ้มประหลาด “ปรมาจารย์หยวน คนที่ท่านพามาอยู่ที่ใด?”
“เป็นเขา…” ปรมาจารย์หยวนชี้ไปยังลู่เฉิน
ชายร่างท้วมปรายตามองลู่เฉินพลางยิ้มประหลาด “ปรมาจารย์หยวน ไม่ใช่ว่าข้าจะทำให้ท่านลำบากใจ แต่เขาเป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้ ท่านคิดว่าคนเช่นนี้สามารถเข้าร่วมการทดสอบได้งั้นหรือ?”
ปรมาจารย์หยวนกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ชายหนุ่มกลับพูดขึ้นมาก่อน “ให้ข้าเข้าร่วม พวกเจ้าก็ไม่ได้เสียหายอันใด!”
“เจ้าหนุ่ม หากให้เจ้าเข้าร่วม ทุกคนก็ต้องไปต่อรายชื่อด้านหลัง เช่นนั้นจะไม่เป็นการเสียเวลาผู้อื่นหรือ?” ชายร่างท้วมกล่าว
ผู้คนที่ต่อแถวอยู่นั้นต่างก็ตะโกนขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม เจ้ามาทางไหนก็กลับไปทางนั้นซะ”
“ใช่ เจ้ามีขั้นพลังเพียงเท่านี้? เพียงแค่ใครสักคนตรงนี้ก็สามารถเหยียบเจ้าจนตายได้”
“เจ้าหนุ่ม ข้าว่าเจ้าลองดู ตรงนี้มีผู้ใดที่ไม่ใช่ขั้นแปลงเซียนบ้าง?”
….
ชายร่างท้วมยิ้มพลางมองไปยังปรมาจารย์หยวน “ปรมาจารย์หยวน ท่านดู ทุกคนต่างก็มีความคิดเห็น”
ปรมาจารย์หยวนมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก “ฟ่านหลง หรืออาจารย์ของเจ้าตั้งใจส่งเจ้ามากลั่นแกล้งข้าหรือ?”
“อาจารย์ของข้า จะมีเวลาว่างเพียงนั้นเชียวหรือ?” ชายที่มีนามว่าฟ่านหลงเผยรอยยิ้มประหลาด
“หึ ต้องเป็นเพราะครั้งที่แล้วแน่ ข้าไม่ช่วยเหลือเขา เขาจึงส่งเจ้ามาทำให้ข้าลำบากใจ” ปรมาจารย์หยวนยิ่งรู้สึกโมโห
“ปรมาจารย์หยวน ข้าเพียงแค่ทำตามกฎเท่านั้น ไม่ได้เป็นเพราะอาจารย์ของข้าที่ทำให้ท่านต้องลำบากใจ” ฟ่านหลงชี้ไปยังป้ายประกาศการทดสอบบนกระท่อมไม้หลังเล็กนั้น
ปรมาจารย์หยวนมีสีหน้าไม่ดีนัก
ส่วนลู่เฉินกลับพูดขึ้นว่า “บนป้ายประกาศ ไม่ได้บอกว่าห้ามขั้นหลอมแก่นแท้เข้าร่วม”
ฟ่านหลงได้ฟังจึงรู้สึกพอใจขึ้นมา “ไม่ได้บอกไว้ แต่ด้านบนมีบรรทัดหนึ่งบอกว่าจำเป็นต้องผ่านการทดสอบเบื้องต้นโดยผู้ทดสอบเสียก่อน จึงจะสามารถเข้าร่วมได้!”
“ผู้ทดสอบคือผู้ใด?” ลู่เฉินเอ่ยถาม
“ต้องขออภัย ผู้ทดสอบในรอบเดือนนี้คือข้า ฟ่านหลง!” เจ้าตัวเผยรอยยิ้มประหลาด
“เช่นนั้น ต้องทำอย่างไรจึงจะผ่านการทดสอบของเจ้าได้?”
“การทดสอบของข้านั้นง่ายมาก นั่นก็คือเจ้าอ่อนแอเกินไป ไม่จำเป็นต้องทดสอบ!”
“เช่นนั้นถ้าเอาชนะเจ้าได้?” เพียงประโยคเดียวของลู่เฉิน ก็ทำให้ทุกคนเกิดความปั่นป่วนขึ้นมาทันที
มีบางคนยังคิดว่าฟังผิดไป “เจ้าหนุ่มผู้นี้ บ้าไปแล้วหรือ?”
“ยิ่งกว่าบ้าเสียอีก สมองมีปัญหาแน่”
ขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น ฟ่านหลงก็ยิ้มออกมา “ได้ ข้าจะให้โอกาสเจ้า อย่าหาว่าข้าข่มเหงรังแกเจ้าแล้วกัน!”
ปรมาจารย์หยวนได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกพอใจขึ้นมา เพราะรู้ถึงความสามารถของลู่เฉิน เมื่อเทียบกับฟ่านหลงแล้วนับว่าแข็งแกร่งกว่ามาก
แต่ฟ่านหลงไม่รู้ จึงก้าวออกมาและตะโกนไปยังลู่เฉิน “มา!”
“เช่นนั้น ข้าไม่เกรงใจแล้ว” เมื่อชายหนุ่มพูดจบก็ดึงกระบี่ออกมา
ฟ่านหลงจึงรวบรวมม่านพลังปราณสีทองขึ้นมาบนร่างกาย จากนั้นพูดด้วยความมั่นใจว่า “เพียงแค่ขั้นหลอมแก่นแท้เช่นเจ้า ต่อให้เจ้าโจมตีนับร้อยครั้ง ก็ไม่สามารถทำลายการป้องกันของข้าได้”
ผู้คนที่มองดูอยู่นั้นต่างก็รู้สึกว่าชายหนุ่มคงไม่มีความสามารถทำเช่นนั้นได้
แต่ขณะที่ลู่เฉินรวบรวมปราณกระบี่
เพียงเห็นปราณกระบี่นี้ จากหลายร้อยเป็นหลายพัน จนมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ผู้คนในบริเวณนั้นก็ตะลึงงันไปทันที บางคนถึงขนาดพึมพำออกมา “เจ้าหนุ่มผู้นี้ เหตุใดจึงสามารถรวบรวมปราณกระบี่ได้มากมายเพียงนี้?”
“ใครจะรู้กัน?”
ขณะที่ทุกคนกำลังแปลกใจอยู่นั้น ปราณกระบี่เหล่านั่นก็เริ่มบีบอัดเข้าด้วยกัน
“ดูนั่น ปราณกระบี่หลอมรวมกันแล้ว!”
“นี่เขามีความแข็งแกร่งมากเพียงใดกัน?”
ทุกคนเข้าใจดี เมื่อปราณกระบี่ค่อย ๆ บีบอัดเข้าด้วยกัน จำเป็นต้องใช้พลังจำนวนมาก โดยเฉพาะยิ่งมีการบีบอัดมากขึ้น นั่นหมายความว่าพลังยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น
ดังนั้นขณะที่ลู่เฉินยังไม่โจมตีออกไปนั้น ทุกคนต่างก็สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
ทว่าฟ่านหลงไม่คิดเช่นนั้น “ขั้นหลอมแก่นแท้เพียงหนึ่งคน แข็งแกร่งอีกมากเพียงใดก็เท่านั้น!”
ขณะนั้นเอง ปราณกระบี่ที่ถูกบีบอัดทั้งห้าก็พุ่งออกไป
สามสายด้านหน้าทำลายม่านป้องกันจนพังทลายลง สองสายหลังโจมตีลงบนร่างกายของฟ่านหลง ทำให้เขากระเด็ดออกไปทันที และมีเลือดไหลทะลักออกมามากมาย
ผู้คนรอบ ๆ ต่างตกตะลึง
ฟ่านหลงคลานขึ้นมามองดูบาดแผลของตนก่อนจะตะโกนว่า “เจ้าสารเลว!”
ปรมาจารย์หยวนกลับพูดขึ้นว่า “ฟ่านหลง เจ้าแพ้แล้ว”
“ข้าเพียงแค่ได้รับบาดเจ็บ ไม่ได้หมายความว่าข้าจะแพ้!” เมื่อฟ่านหลงพูดจบ เขาก็เริ่มรวบรวมเงากระบี่แสงทองบนร่างกาย โดยคิดจะสำแดงให้อีกฝ่ายได้เห็น
ปรมาจารย์หยวนขมวดคิ้ว “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“การทดสอบของข้านั้นง่ายมาก นั่นคือสู้กับข้า หากชนะข้าจึงจะมีคุณสมบัตินั้น แต่เมื่อครู่ข้าเพียงแค่ให้เขาโจมตี และให้เจ้าเอาเปรียบเท่านั้น แต่ตอนนี้ข้าจะตอบโต้กลับบ้างแล้ว” ฟ่านหลงพูดด้วยความโกรธแค้น
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนี้ ต่างก็รู้ว่าลู่เฉินต้องแย่แน่
ไม่ว่าฟ่านหลงจะพูดเช่นไร เขาก็เป็นยอดฝีมือขั้นแปลงเซียน แม้ลู่เฉินจะแข็งแกร่งกว่านี้ก็ไม่สามารถต้านทานปราณกระบี่ที่แข็งแกร่งของอีกฝ่ายได้
ดังนั้นคนจำนวนไม่น้อยก็ถึงกับต้องยืนไว้อาลัยให้ลู่เฉิน
ปรมาจารย์หยวนพูดด้วยท่าทางจริงจัง “ฟ่านหลง ข้าว่าเจ้าอย่ารนหาที่ตายเลย”
“คนที่รนหาที่ตายคือเขา!” ฟ่านหลงพูดจบ ปราณกระบี่เหล่านั้นก็พุ่งออกมาอย่างบ้าคลั่ง และเป้าหมายก็คือลู่เฉิน
ทุกคนคิดว่าชายหนุ่มจะถูกปราณกระบี่เหล่านั้นกลืนกิน เพียงแต่เมื่อปราณกระบี่เหล่านั้นโจมตีลงบนร่างกายของเขา กลับถูก ‘กำแพงพันชั้น’ ของลู่เฉินสกัดไว้ ดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่ได้รับบาดเจ็บ และยังคงยืนอยู่ตรงนั้น
ผู้คนในบริเวณนั้นต่างก็ตกตะลึง
ฟ่านหลงยิ่งรู้สึกสับสน “เกิดสิ่งใดขึ้น?”
ปรมาจารย์หยวนเอ่ยเยาะเย้ย “บอกแล้วว่าเจ้าอย่ารนหาที่ตาย!”
“เป็นไปไม่ได้ เมื่อครู่ต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่!” ฟ่านหลงไม่พอใจ จึงลองต่อไปอีกครั้ง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สามารถทำลาย ‘กำแพงพันชั้น’ ของลู่เฉินได้
เขาจึงพูดด้วยความโมโหว่า “ตราบใดที่เจ้าเอาชนะข้าไม่ได้ ก็ไม่ถือว่าเจ้าผ่านการทดสอบ!”
“โอ้? อย่างไรจึงจะถือว่าเอาชนะเจ้าได้?”
“ต้องให้ข้ายอมรับความพ่ายแพ้เท่านั้น!” ฟ่านหลงพูดอย่างไร้ยางอาย
พูดจบ ฟ่านหลงก็นำสมบัติวิญญาณที่เหมือนโล่กำบังออกมา จากนั้นล้อมรอบตนเองไว้ เพื่อให้แน่ใจว่าลู่เฉินจะไม่สามารถทำอะไรตนได้