ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 606 ผู้แข็งแกร่งที่สามารถควบคุมเสียงได้มาแล้ว
บทที่ 606 ผู้แข็งแกร่งที่สามารถควบคุมเสียงได้มาแล้ว
ผู้คนในบริเวณนั้นต่างก็แน่ใจว่าลู่เฉินไม่มีวิธีใดแล้ว เมื่อโล่กำบังเริ่มหมุน จึงปล่อยม่านป้องกันออกมา ดูแล้วไม่ง่ายนัก
แต่ลู่เฉินกลับพูดกับฟ่านหลงว่า “ข้าคิดว่า เจ้าเก็บสมบัติวิญญาณเข้าไปเสียเถิด”
“เก็บสมบัติวิญญาณ? ช่างน่าตลกนัก!” ฟ่านหลงหัวเราะ
คำพูดที่ลู่เฉินพูดออกมานั้น ผู้คนส่วนมากต่างรู้สึกว่าน่าขบขันเป็นอย่างมาก บางคนยังหัวเราะออกมา “เจ้าหนุ่ม ไม่ไหวก็ยอมแพ้เสียเถิด”
“ใช่ เพียงแค่ขั้นหลอมแก่นแท้ มีเขตแดนเช่นนี้ได้นับว่าไม่เลวแล้ว”
“ใช่!”
ปรมาจารย์หยวนมองไปยังลู่เฉิน และเอ่ยเตือนขึ้นมา “นี่คือศาสตราวุธป้องกันศักดิ์สิทธิ์ สามารถต้านทานพลังขั้นแปลงเซียนได้”
เมื่อได้ยินชื่อศาสตราวุธป้องกันศักดิ์สิทธิ์ และยังสามารถต้านทานพลังขั้นแปลงเซียนใด ๆ ก็ได้ ผู้คนในบริเวณนั้นต่างก็ตกตะลึง
ฟ่านหลงเผยรอยยิ้มพอใจ “เจ้าหนุ่ม ถ้าหากข้าเป็นเจ้า คงจะไม่ทำให้ตัวเองอับอายหรอก!”
ชายหนุ่มยกยิ้มแล้วยื่นมือข้างหนึ่งออกมา โล่สีทองพลันลอยห่างออกมาจากฟ่านหลงและตกลงสู่ฝ่ามือของลู่เฉิน
ฟ่านหลงรู้สึกสับสนขึ้นมาทันที
ผู้คนบริเวณรอบ ๆ ต่างก็งุนงง แปลกใจว่าเกิดเรื่องใดขึ้น
ปรมาจารย์หยวนหวนคิดไปถึงภาพที่ตนถูกลู่เฉินนำเสื้อคลุมไปอย่างง่ายดาย ภายในใจก็อดรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาไม่ได้ “ทักษะการนำสมบัติวิญญาณของผู้อื่นมาเป็นของเขานั้น นับว่าไม่ธรรมดา!”
เพียงไม่นานฟ่านหลงก็ได้สติกลับมา จากนั้นจึงเริ่มควบคุมโล่สีทองอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ไม่สามารถนำโล่สีทองนั้นกลับมาได้
สิ่งนี้จึงทำให้ฟ่านหลงโมโหจนกัดฟันกรอด
“เป็นอย่างไร ข้ามีคุณสมบัติแล้วหรือไม่?” ลู่เฉินนำโล่สีทองมาถือไว้ก่อนจะเอ่ยถามอีกฝ่าย
ฟ่านหลงสูญเสียโล่กำบังไปแล้ว จึงไม่กล้าอวดดีต่อหน้าลู่เฉิน แต่เพียงไม่นานเขาก็คิดวิธีบางอย่างได้ จึงพูดขึ้นมาว่า “ได้ ข้าจะจัดการให้เจ้า!”
พูดจบ ฟ่านหลงจึงให้ลู่เฉินคืนโล่ทอง และจัดรอบถัดไปในช่วงบ่ายให้ชายหนุ่มในทันที
ผู้คนในบริเวณนั้นต่างก็ถกเถียงกันขึ้นมา
ปรมาจารย์หยวนนำลู่เฉินไปพักผ่อนอีกด้านหนึ่ง ขณะเดียวกันยังพูดเตือน “รอบบ่ายนั้น ต้องระวังให้ดี”
“อย่างไรหรือ? กลัวว่าข้าจะถูกโจมตี?”
“คนยี่สิบคนแย่งที่นั่งห้าที่นั้น ต้องมีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดจะรวมตัวเพื่อจัดการท่าน เช่นนั้นท่านคงต้องต้านทานคนจำนวนมาก” ปรมาจารย์หยวนเห็นว่าแววตาของคนเหล่านั้นมีจำนวนไม่น้อยที่คิดจะลงมือกับลู่เฉิน
ลู่เฉินพูดอย่างไม่แยแส “เพียงแค่กลุ่มขั้นแปลงเซียนเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่”
ปรมาจารย์หยวนไม่รู้จะพูดอย่างไร แต่ยังคงรออย่างเงียบ ๆ จนกระทั่งเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง จึงมีคนของหุบเขาลึกเดินเข้ามา คนผู้นี้นั่งลงด้านข้างต้นไม้ต้นหนึ่ง แล้วฉีกยิ้มพลางมองมายังลู่เฉิน
คนผู้นั้นสวมชุดคลุมสีขาวและดูท่าทางอ่อนวัย แต่ในมือทั้งสองข้าง มีกระดิ่งขนาดเล็กสีน้ำเงินจำนวนไม่น้อย ดูแล้วแปลกประหลาดนัก
“ระวัง คนผู้นั้นเป็นศิษย์พี่ของฟ่านหลง มีนามว่าชิงอีถง” ปรมาจารย์หยวนกล่าว
“โอ้? เก่งกาจมากหรือไม่?”
“เขาฝึกเคล็ดวิชาคลื่นเสียง”
“คลื่นเสียง?” ชายหนุ่มไม่รู้ว่าคือสิ่งใด
ปรมาจารย์หยวนจึงอธิบายว่า “เสียงของเขา สามารถส่งผลกระทบต่อคนได้”
“ส่งผลกระทบต่อคน?”
“ตัวอย่างเช่น ทำให้พลังบางอย่างของคนแข็งแกร่งขึ้น หรือพลังบางด้านนั้นอ่อนแอลง” ปรมาจารย์หยวนกล่าวเตือน
เมื่อชายหนุ่มได้ฟังก็ยกยิ้มออกมา “ก็ไม่มีเห็นจะต้องกลัว”
“เขาเป็นหนึ่งในศิษย์เก่าที่มีความดื้อรั้น แต่มีพลังที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก” ปรมาจารย์หยวนยังคงเตือนต่อไป
“ศิษย์เก่าที่ดื้อรั้น?”
“ก็คืออาจารย์ของพวกเขา ชายผู้นั้นต้องการให้ข้านำชุดคลุมมอบให้เขาเพื่อตรวจสอบ ข้าไม่ยอมให้ เขาจึงคุกคาม ไม่ปล่อยให้ข้ามีความสุข” ปรมาจารย์หยวนพูดด้วยความหดหู่ใจ
ชายหนุ่มยิ้มฝืดฝืน “พวกเจ้าคนของหุบเขาลึกมีการต่อสู้รุนแรงเพียงนี้เชียวหรือ?”
“ไม่ใช่ว่ารุนแรงหรือไม่ แต่คนจำนวนมากต่างดูถูกอีกฝ่าย แต่ยังดีที่หุบเขาลึกมีกฎห้ามทะเลาะกันเป็นการส่วนตัว ถ้าหากตรวจพบก็จะถูกจัดการ ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าทำอันใดข้าอย่างโจ่งแจ้งนัก” ปรมาจารย์หยวนพูดด้วยความพึงพอใจ
ชายหนุ่มคลี่ยิ้ม “หุบเขาลึกนี้ เจ้าเคยไปกี่สถานที่?”
“น้อยมากนัก เพราะภูเขาส่วนมากไม่เปิดให้คนนอกเข้า หมายความว่า ตนอยู่ในภูเขาลูกใดก็จะสามารถเข้าได้เพียงภูเขาลูกนั้น ถ้าหากไปยังภูเขาลูกอื่น อาจจะถูกคนไล่ออกมาได้ แล้วยิ่งหลาย ๆ สถานที่ถูกจำกัดการมองเห็น ดังนั้นจึงไม่รู้ถึงสถานการณ์ของภูเขาลูกอื่น” ปรมาจารย์หยวนกล่าว
ลู่เฉินเข้าใจขึ้นมาแล้ว
และในขณะนั้นเอง ฟ่านหลงได้เดินมายังใต้ต้นไม้ที่ชิงอีถงยืนอยู่ พลางพูดขึ้นมาด้วยความโกรธแค้น “รอบบ่าย ต้องจัดการเขาให้ข้า!”
“เพียงแค่ขั้นหลอมแก่นแท้คนหนึ่งมิใช่หรือ จำเป็นต้องเรียกข้าออกมารึ?” ชิงอีถงถาม
“ศิษย์พี่ มีบางอย่างที่ท่านไม่รู้ เจ้าหนุ่มผู้นี้ช่างแปลกประหลาดมากนัก!”
“แปลกประหลาดมาก?”
“เขาสามารถทำลายการป้องกันของข้าได้ และทำให้ข้าบาดเจ็บได้ ที่สำคัญ ยังสามารถควบคุมโล่สีทองศาสตราวุธศักดิ์สิทธิ์ของข้าได้!” ขณะที่ฟ่านหลงพูดออกมานั้น ตนเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อ
ส่วนชิงอีถงนั้นคิดว่าตนอาจจะฟังผิด “ศิษย์น้อง เจ้าคงไม่ได้กำลังพูดเรื่องตลกใช่หรือไม่?”
“เรื่องตลก?”
“ใช่!”
“ไม่ใช่ นี่คือเรื่องจริง เจ้าหนุ่มผู้นั้นแปลกมาก และผู้คนจำนวนมากในบริเวณนั้นต่างก็เห็น!”
“เช่นนั้นข้าจะรอดู”
“แล้วอย่าให้เขาเอาชนะการทดสอบได้อย่างเด็ดขาด มิเช่นนั้นอาจจะเป็นเรื่องยากในการอธิบายต่อท่านอาจารย์”
“เข้าใจแล้ว” ชิงอีถงตอบ
ได้ยินเช่นนั้นฟ่านหลงจึงคลายกังวล จากนั้นจึงเดินกลับเข้าไปยังกลุ่มคน และจัดกลุ่มการแข่งขันในรอบบ่ายต่อไป
การแข่งขันนี้ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วยาม ดังนั้นก่อนจะที่หมดเวลา นอกจากคนที่นั่งบน ‘ที่นั่ง’ ทั้งห้าแล้ว อีกสิบห้าคนที่เหลือต้องแย่งชิง และสามารถพักระหว่างการแข่งขันได้ แต่ก่อนที่จะหมดเวลาครึ่งชั่วยาม ถ้าหากไม่สามารถ ‘แย่ง’ ที่นั่งมาได้ก็จะถูกตัดสินแพ้ จากนั้นจะถูกนำตัวออกไป
ดังนั้นหลังจากจบการแข่งขันรอบบ่ายแล้ว ผู้ที่พ่ายแพ้แต่ละคนจะถูกนำตัวไป ส่วนผู้ที่ชนะจะรออยู่อีกด้านหนึ่ง
คนในรอบบ่ายได้เตรียมตัวพร้อมแล้ว
ฟ่านหลงค่อย ๆ อ่านรายชื่อออกมา และมองไปยังลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม ถึงตาเจ้าแล้ว!”
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน ปรมาจารย์หยวนจึงเอ่ยเตือนว่า “ระวังตัว โดยเฉพาะชายหนุ่มที่ใช้เสียงผู้นั้น”
“เพียงแค่คนเลวที่ออกมาอาละวาดเท่านั้น” ลู่เฉินยิ้ม จากนั้นจึงเดินออกไป
คนเลวที่ออกมาอาละวาด?
ปรมาจารย์หยวนไม่รู้ว่าเหตุใดลู่เฉินจึงมั่นใจเช่นนี้
ฟ่านหลงมองไปยังลู่เฉินพลางเผยรอยยิ้มเย็นชา “เจ้าหนุ่ม หวังว่าอีกไม่นานเจ้าจะรักษาชีวิตไว้ได้”
ลู่เฉินไม่เอ่ยตอบ แต่เดินไปยังด้านข้างของห้า ‘ที่นั่ง’ และในขณะนั้นบริเวณดังกล่าวก็มีผู้อื่นยืนอยู่เช่นกัน
คนเหล่านี้พร้อมที่จะเคลื่อนไหวเพื่อครอบครองที่นั่งในทันที แต่ลู่เฉินกลับไม่สนใจ เพราะอย่างไรก็ยังมีเวลามากพอ
และในขณะนั้นเอง ฟ่านหลงจึงพูดกับทั้งยี่สิบคนว่า “กฎนั้น ข้าจะไม่พูดให้มากความ!”
คนเหล่านั้นจึงเตรียมตัวครอบครองที่นั่งในทันที
จนกระทั่งจบประโยคเริ่มการทดสอบของฟ่านหลง มีเพียงไม่กี่คนที่มีความเร็วสูงที่สามารถ ‘นั่ง’ ลงไปในทันที จากนั้นจึงเปิด ‘ม่านป้องกัน’ ปกป้องตนไว้ และมีบางคนนำสมบัติวิญญาณออกมา ใช้สมบัติวิญญาณกลายเป็นเขตแดนเพื่อป้องกันตนเอง
จากนั้นคนเหล่านี้ก็ดูราวกับมนุษย์หิน นั่งอยู่ตรงนั้นโดยไม่ขยับกาย
แต่คนบางส่วนมีความเชื่องช้า จึงได้โจมตีออกไป
ดังนั้นเหตุการณ์ขณะนี้จึงมีความรุนแรงมาก และผู้คนที่อยู่รอบๆ ที่ยังไม่ถึงรอบการทดสอบของตนพลันโห่ร้องออกมา ราวกับดูการต่อสู้ของสัตว์ร้ายในลานประลองอะไรอย่างนั้น
แต่ฟ่านหลงกลับจ้องมองไปยังลู่เฉิน พลางเอ่ยเยาะเย้ยขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม เจ้าไม่แย่งชิงหรือ?”
“ยังมีเวลา!” คำพูดของลู่เฉิน ทำให้ฟ่านหลงมีสีหน้าประหลาดใจ
และในขณะนั้นเอง กระดิ่งในมือขวาของชิงอีถงก็พลันดังขึ้น
ทุกคนต่างแปลกใจว่าคือเสียงใด
ปรมาจารย์หยวนขมวดคิ้วมุ่น “จะลงมือแล้วหรือ?”