ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 607 ครอบครองร่าง? ผู้ใดมอบความกล้าหาญเช่นนั้นให้เจ้า!
บทที่ 607 ครอบครองร่าง? ผู้ใดมอบความกล้าหาญเช่นนั้นให้เจ้า!
ขณะที่ผู้คนกำลังแย่งชิง ‘ที่นั่ง’ กันอยู่นั้น จู่ ๆ สายตาแต่ละคนก็มองไปยังลู่เฉิน ราวกับเห็น ‘ศัตรู’ แต่ละคนจึงมีความโกรธแค้นขึ้นมา
มีทั้งปล่อยหมัดพุ่งออกมาโดยตรง
ผู้ที่มองดูอยู่นั้นยังไม่ทันตอบโต้กลับมา ชายหนุ่มจึงเปิด ‘กำแพงพันชั้น’
ฟ่านหลงตะโกนขึ้นมา “หากออกไปจากเขตแดนนี้จะนับว่าพ่ายแพ้!”
เห็นได้ชัดว่าฟ่านหลงไม่ต้องการให้อีกฝ่ายหนีออกมา
แต่ลู่เฉินไม่ได้คิดจะหลบเลี่ยง เขาปล่อยให้หมัดของคนผู้นั้นโจมตีลงบน ‘กำแพงพันชั้น’ จากนั้นเมื่อ ‘กำแพง’ ถูกทำลาย ผงฝุ่นสีทองได้กระจายออกไป ผู้ที่โจมตีเมื่อครู่จึงได้รับผลกระทบจากเสียงทันที จากนั้นทั้งร่างจึงรู้สึกมึนงงขึ้นมา
ดังนั้นคนผู้นั้นจึงกลายเป็น ‘รูปปั้นสีทอง’ ในทันที ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นโดยไม่ขยับกาย
ผู้คนที่มองดูต่างก็ตกตะลึง
“ดูนั่น ชายหนุ่มที่โจมตีเขากลายเป็นรูปปั้นสีทองไปแล้ว”
“นี่มันอันใดกัน?”
ผู้คนในบริเวณนั้นแต่ละคนรู้สึกคาดไม่ถึง
ชิงอีถงยิ้มออกมา “เป็นเจ้าหนุ่มที่น่าสนใจนัก”
จากนั้นจึงสั่นกระดิ่งอีกครั้ง และผู้คนที่เข้าร่วมการทดสอบที่อยู่ภายในเขตแดนนี้จึงโจมตีไปยังลู่เฉินอย่างบ้าคลั่ง
ชายหนุ่มยืนอยู่ตรงนั้น ปล่อยให้คนเหล่านั้นโจมตีตนอย่างอิสระ
คนเหล่านี้แต่ละคนราวกับ ‘มนุษย์ไม้’ รู้เพียงแค่การโจมตีแต่ไม่หลบเลี่ยง ดังนั้นคนเหล่านี้จึงค่อย ๆ กลายเป็นรูปปั้นสีทอง
ส่วนลู่เฉินกลับเดินไปนั่งบนเก้าอี้อย่างไม่ยี่หระเพียงคนเดียว
ผู้คนที่ดูอยู่โดยรอบจึงรู้สึกสับสนขึ้นมา และบางคนยังรู้สึกมึนงง “แค่นี้ก็ชนะแล้ว?”
“เช่นนี้ไม่ง่ายไปหรือ?”
ปรมาจารย์หยวนฉีกยิ้มพลางมองไปยังฟ่านหลงและชิงอีถง “พวกเจ้าช่วยเหลือได้เป็นอย่างมาก!”
ฟ่านหลงถึงกับโมโห โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่ายังมีเวลา จึงเดินไปยังชิงอีถงพลางพูดขึ้นมาด้วยความร้อนใจ “ท่านทำสิ่งใด?”
“อย่าร้อนใจ นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้น” เมื่อชิงอีถงเผยรอยยิ้มประหลาด มือทั้งสองก็เริ่มสั่นไปมา
เสียงของกระดิ่งสีน้ำเงินนั้นรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ คนเหล่านั้นที่กลายเป็นรูปปั้นสีทองแต่ละคนจึงเริ่มบ้าคลั่งขึ้นมา จนส่งเสียงประหลาดบางอย่าง ทำให้ผู้คนที่ดูอยู่รอบ ๆ แต่ละคนตกตะลึง บางคนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงติดขัด “เกิดเรื่องใดขึ้น?”
ขณะที่ทุกคนกำลังแปลกใจอยู่นั้น รูปปั้นสีทองเหล่านั้นก็ค่อย ๆ แตกร้าว
เพล้ง! เพล้ง!
คนเหล่านี้ทำลายรูปปั้นสีทองทีละชิ้น ก่อนจะกลับมาเป็นอิสระอีกครั้ง
ดวงตาทั้งสองแดงฉาน มวลพลังพุ่งสูงขึ้น และยังมีฝ่ามือโจมตีมายังลู่เฉิน
ชายหนุ่มอดยิ้มออกมาไม่ได้ “ยังมาอยู่หรือ?”
ขณะนั้นฝ่ามือหนึ่งตกลงบนร่างของลู่เฉิน ทำลาย ‘กำแพงพันชั้น’ ออกไปบางส่วน และเมื่อผงฝุ่นสีทองกระจายตัวออกมาอีกครั้ง คนผู้นั้นก็รู้จักหลบเลี่ยงผงฝุ่นทันที
ทุกคนพลันตกตะลึงขึ้นมา ฟ่านหลงกลับรู้สึกดีใจ “เจ้าหนุ่ม ครั้งนี้จะดูว่าเจ้าจะทำอย่างไร!”
และในขณะนั้นเอง ลู่เฉินก็นำกู่ฉินเพลิงโบราณออกมา จากนั้นจึงยิ้มและพูดขึ้นมาว่า “ข้าก็จะเล่นเป็นเพื่อนเจ้าสักเพลง!”
เล่นสักเพลง?
ทุกคนยังไม่เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น มือของชายหนุ่มก็เริ่มเคลื่อนไหว จากนั้นจึงมีเสียงดังขึ้นมาจากตรงนั้น
หลังจากนั้น คนเหล่านี้ที่ถูกเสียงควบคุมอยู่นั้นรู้สึกได้ว่าภายในร่างกายกำลังมีพลังสองชนิดที่ปะทะกันอยู่ ทำให้พวกเขาแต่ละคนคล้ายกับ ‘บ้า’ ขึ้นมา บางคนหัวเราะเสียงดัง บางคนเจ็บปวดจนก่นด่าออกมา
ทุกคนต่างแปลกใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
ชิงอีถงผู้นั้นจึงพูดขึ้นมาด้วยความแปลกใจ “ที่แท้ก็สามารถแข่งขันกับเสียงของข้าได้?”
ฟ่านหลงไม่ได้คิดมากเช่นนั้น แต่วิ่งมายังชิงอีถงพลางพูดด้วยความร้อนใจ “ศิษย์พี่ เกิดเรื่องใดขึ้น?”
“ขั้นหลอมแก่นแท้ สามารถควบคุมเสียงอีกชนิดมาสกัดเสียงของข้าได้ ทักษะเช่นนี้ ในหุบเขาลึกมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถทำได้” ชิงอีถงพูดด้วยท่าทางครุ่นคิด
ฟ่านหลงไม่อยากฟังสิ่งเหล่านี้จึงเอ่ยถามขึ้นมา “ศิษย์พี่ ท่านบอกข้ามาว่าจะจัดการเขาอย่างไร”
“ข้าต้องเข้าไปภายในร่างกายคนผู้หนึ่ง” ชิงอีถงเผยรอยยิ้มชั่วร้าย
“ท่าน?”
“จงดูแลร่างกายของข้าให้ดี!” เมื่อชิงอีถงพูดจบจึงหลับตาลง จากนั้นทั้งร่างจึงตกอยู่ในอาการหลับใหล
และในขณะนั้นเอง คนเหล่านั้นจึงค่อย ๆ ได้สติขึ้นมาทีละคน จากนั้นต่างแปลกใจว่าเมื่อครู่นั้นเกิดสิ่งใดขึ้น จนกระทั่งมีคนผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น “หากไม่อยากตายก็จงหลบไป!”
ผู้พูดนั้นคือชายผู้หนึ่ง
ชายคนนี้มีแววตาว่างเปล่า และคนอื่น ๆ ที่เข้าร่วมการแข่งขันไม่รู้ว่าเขาคือผู้ใด
มีคนเอ่ยดูถูกเขาว่า “ตอนนี้เป็นการแข่งขัน จะให้หลบออกไปได้อย่างไร?”
ใครจะคิดว่าคนคนนั้นใช้เพียงฝ่ามือเดียวโจมตีไปยังอีกฝ่าย จากนั้นฝ่ามือนี้ก็ส่งเสียงประหลาดบางอย่าง จนอีกฝ่ายหมดสติและล้มลงไปทันที
ผู้แข่งขันคนอื่น ๆ ต่างก็หวาดกลัว ส่วนผู้ที่มองดูอยู่ภายนอกเขตแดนนั้น แต่ละคนตกตะลึงจนหน้าถอดสี
ปรมาจารย์หยวนเห็นว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น จึงรีบตะโกนขึ้นมาทันที “ชิงอีถง ที่แท้เจ้าก็เข้าไปครอบครองร่างของผู้อื่น?”
ผู้ที่ถูกครอบครองร่างอยู่นั้นมองไปยังปรมาจารย์หยวนพลางยิ้มชั่วร้าย “กฎของการแข่งขันไม่ได้บอกว่าไม่สามารถครอบครองร่างได้!”
ปรมาจารย์หยวนร้อนใจ“เจ้าสารเลว!”
ฟ่านหลงจึงตะโกนมาจากใต้ต้นไม้นั่นว่า “ปรมาจารย์หยวน ท่านรอเก็บศพแทนเจ้าหนุ่มผู้นั้นเถิด!”
ปรมาจารย์หยวนจึงทำได้เพียงเอ่ยเตือนลู่เฉิน “ระวังตัว ชายผู้นั้นถูกชิงอีถงครอบครองร่างไว้”
ทุกคนจึงรู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น แต่ผู้เข้าร่วมการทดสอบนั้นต่างก็ถอยออกมาด้านข้าง ‘เก้าอี้นั่ง’ ไม่กล้าเข้าไปใกล้ ‘การต่อสู้’ ของชิงอีถงและลู่เฉิน
แต่ชายหนุ่มไม่ได้รู้สึกกลัว ยังคงนั่งตรงนั้นอย่างสบายใจ
ชิงอีถงจ้องมองไปยังอีกฝ่าย “เจ้าหนุ่ม เพียงแค่เจ้าตอบคำถามข้ามาดี ๆ ข้าก็จะปล่อยเจ้าไป แต่ถ้าไม่ละก็ ข้าจะทำให้เจ้าเป็นเหมือนเขา หลับใหล จากนั้นข้าจึงค่อยจัดการเจ้าอย่างดี”
ใครจะคิดว่าลู่เฉินกลับตอบเพียงสั้น ๆ “เจ้าไม่มีความสามารถเช่นนั้น”
“ว่าอย่างไรนะ?” ชิงอีถงไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะอวดดีเช่นนี้ ผู้คนรอบ ๆ ก็รู้สึกสงสัยขึ้นมาเช่นกัน
ลู่เฉินพูดขึ้นว่า “มีทักษะใดจงรีบนำออกมา อย่าเสียเวลานักเลย!”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จะให้เจ้าดู!” ชิงอีถงพูดจบ จึงเดินไปตรงหน้าอีกฝ่าย จากนั้นปล่อยฝ่ามือออกไปยังลู่เฉิน และปล่อยเสียงออกไปดั่งเช่นเมื่อครู่
ทุกคนคิดว่าลู่เฉินจะล้มลงเหมือนชายผู้นั้น แต่ชายหนุ่มกลับนั่งฉีกยิ้มอยู่ตรงนั้น และไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย “เพียงเท่านี้หรือ?”
“เจ้ายังอยู่?” ชิงอีถงสงสัยขึ้นมา
“ก็เพียงแค่เคล็ดวิชาสะกดจิตธรรมดาเท่านั้น จัดการคนธรรมดายังพอได้ แต่คิดจะจัดการข้านั้น เจ้ายังอ่อนหัดเกินไป!” ลู่เฉินยิ้ม
ชิงอีถงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา “อาจจะเป็นเพราะร่างที่ข้าครอบครองนี้ ส่งผลให้พลังของข้าอ่อนแอเกินไป”
“ไม่ว่าจะเป็นร่างของผู้ใด หรือว่าร่างที่แท้จริงของเจ้าก็เป็นเช่นนี้”
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?” ชิงอีถงพูดจบ จึงวางมือข้างหนึ่งบนไหล่ของลู่เฉิน จากนั้นทุกคนจึงได้เห็นภาพที่น่าตกตะลึง
เห็นเพียงร่างที่ถูกครอบครองและลู่เฉินถูกแช่แข็งอยู่ตรงนั้นด้วยกันราวกับมนุษย์น้ำแข็งทั้งสอง สิ่งนี้ทำให้ทุกคนแปลกใจว่าเกิดเรื่องใดขึ้น
มีเพียงฟ่านหลงที่เผยรอยยิ้มประหลาดออกมา “ศิษย์พี่เข้าไปภายในร่างกายของเขาแล้ว!”
ปรมาจารย์หยวนกลับส่ายศีรษะ “ช่างไม่รู้จักความตายเสียจริง ถึงกล้าเข้าไปภายในพื้นที่จิตของเขา!”
ขณะนั้นเอง ชิงอีถงได้เข้ามาภายในพื้นที่จิตของลู่เฉิน เพราะเขาคิดจะใช้วิญญาณที่ ‘แข็งแกร่ง’ ของตน มาจัดการลู่เฉินที่อยู่ในขั้นหลอมแก่นแท้ผู้นี้
ดังนั้นเมื่อเข้ามาแล้ว ชิงอีถงจึงฉีกยิ้มพลางมองไปยังความมืดสลัว “เจ้าหนุ่ม อย่าหลบซ่อน!”
“ซ่อน?” ชายหนุ่มปรากฏตัวออกมาตรงหน้าชิงอีถง
ชิงอีถงที่คิดว่าตนแข็งแกร่งพูดขึ้นว่า “มันง่ายมากหากข้าต้องการทำลายวิญญาณของเจ้า ดังนั้นหากเจ้าไม่อยากตาย จงยอมแพ้อย่างว่าง่ายเถิด!”