ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 608 เคล็ดวิชาเปลี่ยนวิญญาณที่แปลกประหลาดปรากฏขึ้น
บทที่ 608 เคล็ดวิชาเปลี่ยนวิญญาณที่แปลกประหลาดปรากฏขึ้น
“ยอมแพ้?” ลู่เฉินจ้องมองอีกฝ่าย
“ใช่ เพียงแค่เจ้ายอมแพ้ ตอบคำถามข้า ข้าก็จะปล่อยเจ้าไป” ชิงอีถงยิ้ม
“คำถามใดหรือ?”
“เจ้าเป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้ชัด ๆ เหตุใดจึงมีพลังแข็งแกร่งเพียงนี้? และยังมีเสียงบรรเลงกู่ฉินของเจ้า เหตุใดจึงต่อต้านเสียงของข้าได้” ชิงอีถงเอ่ยถามอีกฝ่าย เห็นได้ชัดว่าอยากรู้เรื่องนี้มาก
“ข้าก็อยากจะบอกเจ้า แต่เจ้าไม่มีความสามารถทำให้ข้ายอมแพ้ได้”
ชิงอีถงไม่คิดว่าชายหนุ่มยังกล้าตอบโต้เช่นนั้น จึงเผยรอยยิ้มออกมา “ความกล้าหาญของเจ้าไม่น้อยจริงเชียว”
“ความกล้าหาญของข้ามีอยู่มากมาตลอด”
“ดี ดีมาก!” ชิงอีถงตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา และกระดิ่งสีน้ำเงินได้เปล่งแสงขึ้นรอบกาย
เมื่อเห็นกระดิ่งศาสตราวิญญาณเช่นนี้ ลู่เฉินจึงเผยรอยยิ้มออกมา
เดิมทีชิงอีถงคิดว่าอีกฝ่ายจะต้องหวาดกลัว แต่กลับเห็นว่าไม่เพียงแต่ลู่เฉินจะไม่มีความหวาดกลัวใด ๆ แต่ยังกล้ายิ้มออกมา เขาจึงเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ “เจ้ายิ้มทำไมกัน?”
“เจ้าคิดว่าเพียงแค่ศาสตราวิญญาณชิ้นหนึ่ง จะสามารถจัดการข้าได้หรือ?”
“เจ้าคิดว่าสิ่งนี้เป็นเพียงศาสตราวุธวิญญาณธรรมดาหรือ?”
“ข้ารู้ว่าเป็นสิ่งที่รวบรวมจากพลังวิญญาณเจ้า แต่สำหรับข้านับว่าไม่มีอันตรายใด ๆ ” เพียงประโยคเดียวของลู่เฉิน ถึงกับทำให้ชิงอีถงตะโกนขึ้นมา
จากนั้นเมื่อกระดิ่งนี้สั่นไหวขึ้น ก็ทำให้เสียงจำนวนมากดังก้องกังวานอยู่ภายในพื้นที่จิตของลู่เฉิน
ชายหนุ่มเพียงแค่มองดูเขาอยู่เงียบ ๆ ราวกับมองคนโง่คนหนึ่ง
ชิงอีถงยังคิดว่าลู่เฉินไม่รู้เรื่อง “ยังไม่ยอมแพ้ดี ๆ หรือ?”
“เจ้าไม่คิดว่าเจ้านั้นโง่เขลาหรือ?” เพียงประโยคเดียวของลู่เฉิน ทำให้ชิงอีถงตกตะลึงขึ้นมา
“เจ้า เหตุใดเจ้าจึงไม่เป็นอันใด?” ชิงอีถงไม่อยากจะเชื่อ
“ข้าพูดไปหมดแล้ว ศาสตราวุธวิญญาณนี้ของเจ้าอ่อนแอเกินไป!”
“เป็นไปไม่ได้! ศาสตราวุธวิญญาณของข้าสามารถทำให้ยอดฝีมือขั้นแปลงเซียนคนหนึ่งบ้าคลั่งขึ้นมาได้อย่างงายดาย!” ชิงอีถงยังคงยืนยัน
ลู่เฉินแสยะยิ้ม “เช่นนั้น เจ้าจงดูให้ดี”
สิ้นเสียงลู่เฉิน คำสาปภูตจึงพันรัดศาสตราวุธวิญญาณนี้ไว้ จากนั้นกุ่ยเจี่ยจึงปรากฏตัวออกมาและกลืนกินศาสตราวุธวิญญาณนี้ลงไปทันที
เนื่องจากาสตราวุธวิญญาณนี้ถูกรวมเป็นร่างเดียวกันกับชิงอีถง
ดังนั้นเมื่อศาสตราวุธวิญญาณถูกกลืนกินไปในขณะนั้น วิญญาณของชิงอีถงจึงได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงทันที เขาจึงก่นด่าออกมา “เจ้า ข้าจะฆ่าเจ้า!”
ใครจะรู้ว่าบริเวณรอบ ๆ จะปรากฏปราการวิญญาณขึ้นมาทันที และล้อมรอบเขาไว้ทำให้เขาไม่สามารถใช้พลังวิญญาณได้
ชิงอีถงหวาดกลัวจนพูดขึ้นมาด้วยความร้อนใจ “นี่เกิดเรื่องใดขึ้น?”
“นี่คือโลกของข้า ข้าคิดจะทำอย่างไรก็ย่อมได้!”
“แต่ข้าแข็งแกร่งกว่าเจ้ามากนัก!” ชิงอีถงรู้ดีว่าที่นี่คือพื้นที่จิตของลู่เฉิน แต่เขาคิดว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงแค่ขั้นหลอมแก่นแท้ เป็นไปไม่ได้ที่จะมีพื้นที่จิตที่แข็งแกร่งเพียงนี้
ใครจะรู้ว่าลู่เฉินสามารถสร้างปราการวิญญาณขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย ทำให้ชิงอีถงไม่มีเรี่ยวแรงที่จะต้านทาน
แต่ชิงอีถงคิดมาโดยตลอดว่าตนนั้นแข็งแกร่งกว่าลู่เฉิน ดังนั้นจึงรู้สึกสงสัย
ลู่เฉินเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา “แข็งแกร่งกว่าข้า? เจ้ามั่นใจเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“ไร้สาระ! ในโถงรายนามนี้ ระดับความแข็งแกร่งพลังของข้า อย่างน้อยก็อยู่ในสิบอันดับแรก!” ชิงอีถงพูดด้วยท่าทางอวดดี
เมื่อลู่เฉินได้ยินเช่นนั้น ก็ได้สติขึ้นมาทันที “เจ้าคือโถงรายนาม?”
“ใช่!”
ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มออกมา “เช่นนั้น พวกเราสามารถตกลงกันดี ๆ ได้”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ถ้าหากเจ้าไม่อยากให้วิญญาณของเจ้าเหมือนกับศาสตราวุธวิญญาณที่ถูกของสิ่งนี้ของข้ากลืนกินไป จงยอมจำนนต่อข้าซะ มิเช่นนั้น ข้าจะมอบวิญญาณของเจ้าให้แก่มัน เมื่อถึงเวลานั้น” ชายหนุ่มข่มขู่
ชิงอีถงพูดด้วยความโมโห “เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดว่าข้ากลัวหรือ?”
“โอ้? ไม่กลัวหรือ?” ลู่เฉินฉีกยิ้มพลางมองชิงอีถง
“หุบเขาลึกของพวกเรามีเคล็ดวิชาภูตอยู่มาก ถึงเจ้าจะกักขังวิญญาณของข้าไว้เช่นนี้ แต่หากข้าคิดจะหนีก็ย่อมได้!”
“โอ้?”
“ทางที่ดีเจ้าควรปล่อยข้าไป มิเช่นนั้นถ้าหากข้าหนีออกไป ข้าจะฆ่าเจ้าแน่!”
ชายหนุ่มไม่อยากเสียเวลาอีก จึงเพิ่มตราประทับวิญญาณให้อีกฝ่ายทันที ชิงอีถงคิดจะหนี แต่เพราะเขาไม่มีพลังวิญญาณจึงไม่สามารถต้านทานได้ จึงทำได้เพียงพูดด้วยความโมโหว่า “รอก่อนเถิด!”
จากนั้นวิญญาณของชิงอีถงจึงเริ่มกลายเป็นแสงสีน้ำเงินและเลือนรางไปในที่สุด
“เช่นนี้ยังคิดจะหนีหรือ?” ลู่เฉินรู้สึกคาดไม่ถึงเล็กน้อย
เพราะพลังวิญญาณของอีกฝ่ายนั้นถูกควบคุมไว้ เหตุใดจึงสามารถหนีได้
ลู่เฉินจัดการอารมณ์ของตน และคิดจะดึงจิตกลับไปเพื่อดูว่าเกิดเรื่องใดขึ้น
ดังนั้นเพียงไม่นาน จิตของลู่เฉินจึงกลับมายังกายเนื้อ และทำลายชั้นน้ำแข็งรอบ ๆ
เมื่อทุกคนเห็นลู่เฉินได้สติขึ้นมาจึงเริ่มถกเถียงกัน “ดูนั่น เขาฟื้นแล้ว!”
“เขาไม่เป็นไร?” มีคนสงสัย
และผู้ที่ถูกครอบครองร่างเมื่อครู่นั้นยังคงถูกแช่แข็งอยู่ตรงนั้นราวกับได้ตายไปแล้ว จนกระทั่งชายหนุ่มนำมือข้างหนึ่งไปวางไว้บนชั้นน้ำแข็งของเขา จากนั้นแทรกจิตเข้าไป จึงพบเรื่องแปลกประหลาดบางอย่าง นั่นก็คือไม่พบวิญญาณของอีกฝ่าย
สิ่งนี้จึงทำให้ลู่เฉินรู้สึกแปลกใจ
และในขณะนั้นเอง ชิงอีถงที่นั่งอยูใต้ต้นไม้ก็ลืมตาขึ้นมาทันที ใบหน้าของเขาซีดเผือด และมีเลือดไหลออกมาจากจมูก
ฟ่านหลงเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกตกใจ “ศิษย์พี่ เกิดอันใดขึ้น?”
“ข้าถูกเขาหลอก” ชิงอีถงกัดฟันตอบกลับ
ลู่เฉินคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะสามารถกลับไปยังร่างที่แท้จริงได้อย่างราบรื่นเช่นนี้ ฟ่านหลงจึงพูดด้วยความร้อนใจขึ้นมา “หมายความว่า ท่านพ่ายแพ้ให้แก่เขา?”
“ข้าต้องรักษาบาดแผลเสียก่อน” ชิงอีถงไม่อยากพูดอะไรมากนัก จึงหมุนตัวและออกไปจากที่นี่
ลู่เฉินนั่งลงบนเก้าอี้ ส่วนคนอื่น ๆ ไม่กล้าทำอะไรเขา แต่ละคนจึงทำได้เพียงแย่งชิงอีกสี่ที่นั่งที่เหลือ
แต่ชายหนุ่มกลับเล่าเรื่องที่ตนได้พบเห็นเมื่อครู่ให้ปรมาจารย์หยวนได้รู้
ปรมาจารย์หยวนได้ฟังแล้วจึงเอ่ยถามขึ้นมา “อาจารย์ของพวกเขา มีเคล็ดวิชาภูตบทหนึ่งที่เรียกว่าเคล็ดวิชาเปลี่ยนวิญญาณ”
“เคล็ดวิชาเปลี่ยนวิญญาณ?”
“ใช่ ก็คือการใช้วิญญาณของผู้อื่นมาสับเปลี่ยนกับตน แต่ก่อนอื่นนั้น พวกเขาต้องทำเครื่องหมายบางอย่างบนวิญญาณนั่นเสียก่อน” ปรมาจารย์หยวนอธิบาย
“หมายความว่า เมื่อครู่ก่อนที่ชายผู้นั้นจะหนีออกไป ได้สับเปลี่ยนวิญญาณกับอีกคน?”
“อืม และขณะที่สับเปลี่ยนนั้น ต้องเผาไหม้วิญญาณของอีกฝ่าย ดังนั้นผู้ที่ถูกเขาครอบครองวิญญาณเมื่อครู่นั้น จึงไม่มีวิญญาณเสียแล้ว” ปรมาจารย์หยวนยิ่งพูดยิ่งมีสีหน้าไม่ดีนัก
ชายหนุ่มคิดไม่ถึงว่าจะมีเคล็ดวิชาสับเปลี่ยนวิญญาณเช่นนี้อยู่ “ข้าจะถือว่าเป็นการเปิดโลกทัศน์ก็แล้วกัน”
ปรมาจารย์หยวนพูดเตือนขึ้นมา “โถงรายนามนี้มีเพียงไม่กี่คน แต่ผู้ที่ตั้งตนเป็นศัตรูกับข้านั้นก็คือผู้นำของพวกเขา ดังนั้นต้องระวังตัวไว้”
ลู่เฉินเข้าใจ และไม่ได้พูดอะไรต่อ
…
ชิงอีถงทีได้รับบาดเจ็บสาหัสจึงกลับไปยังภูเขา และตรงเข้าไปยังภายในตำหนัก จากนั้นจึงมาถึงภายในถ้ำอันมืดสนิทนี้
ภายในถ้ำนี้ รอบด้านเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่เยือกเย็น และเมื่อชิงอีถงพาร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสของตนเข้าไป จากนั้นจึงพูดด้วยความเคารพต่อเงาสีดำที่อยู่ในมุมมืด “อาจารย์”
“เหตุใดเจ้าจึงทำให้ตนเองอับอายเช่นนี้?” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความสงสัย
“เมื่อครู่ข้าใช้เคล็ดวิชาสับเปลี่ยนวิญญาณ!”
“ข้าบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่าใช้ไปเรื่อย? เหตุใดเจ้าจึงยังใช้มัน?” น้ำเสียงนี้ดูโมโหขึ้นมาเล็กน้อย
ชิงอีถงจึงทำได้เพียงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น น้ำเสียงนั้นจึงพูดด้วยความโมโห “เฒ่าหยวนผู้นั้นหรือ?”
“ใช่ เป็นคนที่เขาพามา”
“ชายผู้นี้ แต่ไหนแต่ไรไม่เคยพาผู้ใดมา และไม่เคยรับศิษย์มาก่อน” น้ำเสียงนี้เต็มไปด้วยความสงสัย
“แต่เจ้าหนุ่มผู้นั้นนับว่าไม่ธรรมดา และยังสามารถพันธนาการวิญญาณของข้าไว้ได้อย่างรวดเร็ว” เมื่อชิงอีถงคิดถึงเรื่องดังกล่าวก็รู้สึกโมโห
“เช่นนั้นข้าคงต้องดูเสียหน่อย เจ้าหนุ่มผู้นี้มีที่มาอย่างไร!” น้ำเสียงนั้นดูเย็นชา
“อาจารย์ ท่านจะออกหน้าเองหรือ?” ชิงอีถงพลันตกตะลึงขึ้นมา