ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 609 สอนข้าว่าควรเป็นมนุษย์เช่นไร?
บทที่ 609 สอนข้าว่าควรเป็นมนุษย์เช่นไร?
“ไม่รีบ…” ใครบางคนพูดขึ้นเสียงเนิบ
ชิงอีถงไม่พอใจ จึงพูดด้วยความร้อนใจว่า “อาจารย์ ท่านจะปล่อยเจ้าหนุ่มผู้นั้นไปเช่นนั้นหรือ?”
“ในเมื่อเป็นคนที่เฒ่าหยวนพามา ข้าไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่!” น้ำเสียงในมุมมืดพูดขึ้นมาอย่างเย็นชา
“เช่นนั้นอาจารย์?”
“เขาต้องเข้าร่วมการประเมินมิใช่หรือ? เช่นนั้นก็ต้องผ่านตำหนักทดสอบวิญญาณของโถงรายนาม เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะตรวจสอบความทรงจำของเขา และหาโอกาสจัดการเขาซะ!” น้ำเสียงพูดขึ้นด้วยความเย็นชา
“เหตุใดข้าจึงไม่คิดถึงวิธีนี้?” ชิงอีถงรู้สึกดีใจ
น้ำเสียงนั้นหัวเราะอย่างมีเลศนัย “ไปเถิด แจ้งให้ศิษย์น้องของเจ้าทราบ ถ้าหากเขาผ่านการประเมิน ก็พาพวกเขาไปยังด้านนอกของตำหนักทดสอบวิญญาณ!”
“ขอรับ!” ชิงอีถงจึงรีบหมุนตัวออกไปทันที
น้ำเสียงนั้นพึมพำบางอย่าง“ข้าจะรอดูว่าเจ้าหนุ่มที่เฒ่าหยวนดูแลอยู่นั้น แท้จริงแล้วมีความสามารถเช่นไรกันแน่!”
…
ขณะนั้นเอง ลู่เฉินที่เข้าร่วมการประเมินอยู่นั้นไม่มีผู้ใดกล้ามีปัญหากับเขา ทำให้เขาอยู่รอดไปจนถึงรอบสุดท้ายได้อย่างง่าย
ฟ่านหลงจึงประกาศขึ้นว่า “ผู้ชนะในวันนี้ทั้งสิบคน ตามข้ามา!”
เมื่อเห็นว่าผู้ผ่านรอบแรกรอบเช้ามีห้าคน รอบบ่ายห้าคน พวกเขาก็รวมเป็นกลุ่มสิบคน จากนั้นจึงเดินตามฟ่านหลงออกไป
ปรมาจารย์หยวนกลับเอ่ยเตือนลู่เฉินว่า “เจ้าหนุ่ม ชายชราดื้อรั้นผู้นั้นเป็นผู้นำของโถงรายนาม อย่างไรต้องคิดหาวิธีมาสร้างความลำบากใจให้เจ้าแน่”
ชายหนุ่มกลับแสยะยิ้ม “เช่นนั้น ทางที่ดีคือเจ้าอย่าให้เขามายุ่งกับข้า”
“ว่าอย่างไรนะ? อย่าให้เขามายุ่งกับเจ้า? ข้าคิดว่าลืมมันไปเสียเถิด เขาคงจะต้องหาโอกาสจัดการเจ้าแน่!” ปรมาจารย์หยวนรีบส่ายศีรษะปฏิเสธทันที
ลู่เฉินไม่ค่อยสนใจนัก เขามองไปรอบ ๆ เพื่อดูว่าหุบเขาลึกนี้เป็นสถานที่เช่นไร
แต่เพราะการมองเห็นนั้นถูกจำกัด จึงมองเห็นสถานการณ์ได้เพียงในระยะร้อยก้าวเท่านั้น และยังไม่สามารถออกไปได้ง่าย ๆ ดังนั้นสิ่งที่มองเห็นหากไม่ใช่ภูเขาก็เป็นผืนป่า
จนกระทั่งมาถึงเชิงเขา ฟ่านหลงจึงฉีกยิ้มพลางมองไปยังปรมาจารย์หยวน “เจ้าไม่สามารถขึ้นไปบนภูเขาลูกนั้นได้แล้ว”
ปรมาจารย์หยวนรู้ว่าภูเขาทุกลูกนั้นมีอำนาจไม่ให้ผู้อื่นขึ้นไปได้ ดังนั้นเขาจึงพูดขึ้นมาอย่างไม่พอใจ “ทางทีดีเจ้าควรเตือนอาจารย์ของเจ้า อย่ายั่วยุเขา มิเช่นนั้นพวกเจ้าอาจจะเสียใจ!”
ฟ่านหลงเผยรอยยิ้มเย็นชา “บ้าไปแล้ว!”
เมื่อพูดจบ ฟ่านหลงจึงเดินนำทุกคนออกไป
ถนนเล็ก ๆ บนภูเขานี้ ฟ่านหลงเดินเคียงข้างลู่เฉินพลางเอ่ยเยาะเย้ยว่า “เจ้าหนุ่ม เจ้าคงไม่คิดว่าเมื่อผ่านการประเมินแล้วจะสามารถเข้าร่วมหุบเขาลึกได้ใช่หรือไม่?”
“แล้วไม่ใช่อย่างนั้นหรือ?”
“หลังจากนี้ยังมีอีกหนึ่งด่านคือตำหนักทดสอบวิญญาณ ภายในนั้นจะตรวจสอบความทรงจำของเจ้า เมื่อถึงเวลานั้น หากคิดไม่ดีต่อหุบเขาลึกเพียงเล็กน้อย พวกเราก็มีอำนาจที่จะฆ่าเจ้าได้ทันที” ฟ่านหลงแสยะยิ้มอย่างชอบใจ
“โอ้? ทดสอบวิญญาณ?”
“ใช่ มันคือการนำความทรงจำของเจ้ามาค่อย ๆ ตรวจสอบดู” ในรอยยิ้มของฟ่านหลงนั้นแฝงไปด้วยความรู้สึกที่ประหลาด ราวกับมั่นใจว่าลู่เฉินจะต้องมีปัญหาแน่นอน
ชายหนุ่มไม่ได้ตอบอะไร แต่ฟ่านหลงกลับพูดพร่ำต่อไป “อันใดกัน? กลัวแล้วหรือ?”
ลู่เฉินยังคงเดินไปตามทางของตนเรื่อย ๆ
ฟ่านหลงเผยรอยยิ้มประหลาด “กลัวก็ถูกแล้ว เพราะตำหนักทดสอบวิญญาณนี้ อาจารย์ของข้าเป็นผู้ควบคุม ถ้าหากตัวเขาคิดว่าเจ้ามีปัญหา เช่นนั้นเจ้าก็ต้องมีปัญหาแน่!”
“โอ้? คิดจะทำเรื่องไม่ดีหรือ?” เมื่อลู่เฉินได้ยินประโยคดังกล่าว ก็ราวกับได้ยินเสียงหัวเราะบางอย่าง
“ใช่ ทำเรื่องไม่ดี แล้วอย่างไรหรือ? มีปัญหาใดหรือ?” ฟ่านหลงฉีกยิ้ม
“เช่นนั้น ทางที่ดีข้าขอเตือนเจ้าว่าให้ระวังไว้ หากถึงเวลานั้นเกิดปัญหาใดขึ้น ข้าไม่รับผิดชอบ!” คำพูดของอีกฝ่ายทำให้ฟ่านหลงรู้สึกตลก
ไม่เพียงเท่านั้น ฟ่านหลงยังชี้ไปยังลู่เฉินพลางยิ้มเย็นชา “ได้ เจ้ามีความแข็งแกร่ง หวังว่าเมื่อถึงเวลานั้นอย่าขี้ขลาดก็แล้วกัน!”
พูดจบ ฟ่านหลงก็ตะโกนดังขึ้นและเดินนำไปด้านหน้า
….
เพียงไม่นานก็มาถึงยอดเขา ยอดเขานี้มีศิษย์ของโถงรายนามจำนวนไม่น้อยคอยรักษาความเรียบร้อยอยู่ ส่วนลู่เฉินและคนอื่น ๆ ถูกนำตัวไปยังด้านนอกของสถานที่ที่เรียกว่าตำหนักทดสอบวิญญาณ
เขาเห็นด้านนอกตำหนักนี้เป็นสีดำ ดูแล้วแปลกประหลาดยิ่งนัก
คนเหล่านั้นที่มาพร้อมกับลู่เฉินจึงเริ่มถกเถียงกันเบา ๆ
“นี่คือสถานที่ใดกัน? เหตุใดจึงดูน่ากลัวเพียงนี้!” มีคนที่มองเห็นภายในตำหนักที่มืดสนิทจึงรู้สึกกังวลขึ้นมา
บางคนพูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น “ว่ากันว่าต้องทดสอบวิญญาณ!”
“แต่จะทดสอบอย่างไร?”
“ใครจะรู้!”
ไม่มีผู้ใดรู้ และในขณะนั้นเอง ชิงอีถงก็เดินออกมาจากภายในนั้น
ฟ่านหลงยกยิ้มพลางเอ่ยถาม “ศิษย์พี่ ทุกคนมารวมตัวกันแล้ว”
ชิงอีถงปรายตามองทุกคนและไปหยุดอยู่ที่ลู่เฉิน จากนั้นจึงเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา และพูดกับทุกคนว่า “อีกสักพักพวกเจ้าทั้งสิบจงเข้าไปทีละคน ถ้าหากผู้ใดมีปัญหาก็จะตายอยู่ภายในนั้น ถ้าหากไม่มีปัญหาใด ผู้ที่เดินออกมานั้นก็จะกลายเป็นคนของหุบเขาลึก”
คำพูดดังกล่าวทำให้ทั้งเก้าคนรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา แต่ลู่เฉินไม่ได้แสดงอาการใด ๆ ราวกับว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
“เจ้าหนุ่ม เจ้าดูนิ่งสงบมาก” ชิงอีถงเห็นลู่เฉินมีท่าทางนิ่งเฉยจึงคลี่ยิ้ม
“แล้วข้าต้องร้องไห้อย่างนั้นหรือ?” ชายหนุ่มย้อนถามอีกฝ่าย
ชิงอีถงเผยรอยยิ้มประหลาด “ได้ หวังว่าเจ้าจะรักษาท่าทางเช่นนี้ไว้ เพื่อแสดงความแข็งแกร่งให้ข้าดูว่าจะทนไปได้นานเพียงใด!”
เมื่อพูดจบ ชิงอีถงก็หมุนตัวกลับเข้าไปภายในตำหนัก จากนั้นหัวเราะเสียงดังลั่น
เสียงหัวเราะนี้ทำให้อีกเก้าคนรู้สึกขนลุกขึ้นมาทั้งตัว ฟ่านหลงหันมาพูดกับทั้งเก้าคน “พวกเจ้าต่อแถวกันเสียก่อน ให้เขาอยู่ลำดับสุดท้าย!”
ทุกคนไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องจัดให้ลู่เฉินไปอยู่ลำดับสุดท้ายด้วย
ชายหนุ่มก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน ในเมื่อคนเหล่านี้คิดจะจัดการตน จะสามารถให้ตนเข้าไปเป็นลำดับแรกจากนั้นค่อยฆ่าก็ยังได้
อย่างไรก็ตาม ฟ่านหลงไม่ได้อธิบาย เขาเพียงแค่จัดแถวให้ทุกคน
ส่วนลู่เฉินก็รอคนอื่น ๆ อยู่ที่นั่นเช่นกัน
ระยะเวลาการทดสอบนั้นไม่ยาวและสั้นเกินไป ทุกคนใช้เวลาหนึ่งถ้วยชาโดยประมาณ ผสมกับมีระยะเวลาการพักคั่นกลาง ดังนั้นกว่าจะถึงลู่เฉินก็กินเวลาไปประมาณหนึ่งชั่วยาม
แต่ยามนี้ท้องฟ้ามืดลงแล้ว
“ช่วงเวลากลางวันและกลางคืนของพระราชวังสินธุเหมันต์นั้นเหมือนกับภายนอก” เขาจึงมั่นใจได้ว่า กลางวันและกลางคืนของที่นี่เชื่อมต่อกับโลกภายนอก
“มัวอึ้งอันใด ถึงตาเจ้าแล้ว” ฟ่านหลงพูดตัดบทความคิดของลู่เฉิน และให้ชายหนุ่มเข้าไปทันที
ลู่เฉินไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่เดินเข้าไปภายในตำหนัก
ฟ่านหลงมองตามหลังของอีกฝ่าย ก่อนจะยกยิ้มขึ้นด้วยรอยยิ้มแปลกประหลาด “อีกไม่นานจะรอดูว่าเจ้าจะตายอย่างไร!”
…
เมื่อเข้าไปภายในตำหนัก เดิมทียังมีแสงผ่านทะลุเข้ามาภายในจึงสามารถมองเห็นทางด้านหน้าได้ แต่เพียงไม่นาน เส้นทางนี้ก็มืดสลัวลง จากนั้นรอบด้านก็มืดสนิท
เสียงของชิงอีถงดังขึ้นมา
เขากำลังหัวเราะมาจากตรงไหนสักแห่ง “เจ้าหนุ่ม เจ้ามาหาที่ตายที่นี่ทำไมกัน?”
พูดจบ แสงสีน้ำเงินของชิงอีถงจึงสว่างวาบและปรากฏอยู่ในมุมหนึ่ง จากนั้นร่างของเขาก็ยืนอยู่ตรงนั้นพลางมองมายังลู่เฉินที่ยืนอยู่กลางตำหนัก
ลู่เฉินเอ่ยออกมาว่า “ว่ามาเถิด จะทดสอบวิญญาณอย่างไร!”
“เจ้าเชื่อจริง ๆ หรือว่าที่เรียกเจ้าเข้ามาก็เพื่อทดสอบวิญญาณ?”
“โอ้? ไม่ใช่การทดสอบวิญญาณหรือ?” ถึงแม้ชายหนุ่มจะรู้ว่าพวกเขาทำสิ่งใด แต่ยังตั้งใจเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
ชิงอีถงเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา “อาจารย์ของข้าอยากพบเจ้า และจะสั่งสอนเจ้าเสียหน่อยว่าควรเป็นมนุษย์เช่นไร!”