ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 610 อีกฝ่ายสามารถทำลายปราการวิญญาณได้?
บทที่ 610 อีกฝ่ายสามารถทำลายปราการวิญญาณได้?
“สอนข้าว่าควรเป็นมนุษย์เช่นไร?” ลู่เฉินยิ้ม จากนั้นจึงใช้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’ เพื่อสัมผัสสถานการณ์รอบ ๆ
ชิงอีถงไม่รู้ถึงสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังคิด แต่เมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม เขาก็หัวเราะขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม เจ้าคงไม่คิดว่าเมื่อตอนกลางวันนั้น ข้าไม่ได้ใช้ร่างที่แท้จริงปล่อยให้เจ้าเอาเปรียบข้าได้ แล้วเจ้าจะดูเก่งกาจอย่างนั้นหรอกนะ?”
“อย่าพูดถึงว่าเจ้าได้ใช้ร่างกายของผู้อื่นเลย แม้จะเป็นร่างของเจ้าเองก็ไม่ต่างกันนัก ยิ่งไปกว่านั้น วิญญาณของเจ้า วันนี้ได้ใช้เคล็ดวิชาสับเปลี่ยนวิญญาณนั่นก็น่าจะอ่อนแอลงไปมาก” คำพูดของชายหนุ่มทำให้ชิงอีถงรู้สึกไม่พอใจ
ขณะนั้นเองในมุมหนึ่งก็มีเสียงของชายชราผู้หนึ่งดังขึ้น “เจ้าหนุ่ม เจ้าช่างอวดดีนัก”
“ออกมาเถิด อย่ากลัวจนหัวหดนักเลย” คำพูดของชายหนุ่มทำให้ชายชราผู้นั้นเผยรอยยิ้มประหลาด
เพียงไม่นานก็ปรากฏรูปปั้นหินขึ้นมาไม่ไกลจากตรงหน้าลู่เฉิน
รูปปั้นหินนี้เป็นสีดำ และมีสามศีรษะหกแขน ดูแล้วช่างเป็นหินที่แปลกประหลาดนัก
“มาเถิด นำมือของเจ้าวางลงไปเพื่อทดสอบวิญญาณ หากผ่านแล้วเจ้าก็สามารถไปได้” ชายชรากล่าว
ลู่เฉินเผยรอยยิ้มประหลาด “เจ้าต้องการทำให้ข้าอับอายไม่ใช่หรือ?”
“ไม่ว่ายามใดก็สามารถทำให้เจ้าอับอายได้ เหตุใดจึงต้องทำตอนนี้กัน?”
คำพูดของอีกฝ่ายดูเหมือนจะซื่อตรง
แต่ชายหนุ่มรู้ดีว่าต้องมีอุบายบางอย่าง แต่เขายังคงเดินตรงไปหาอีกฝ่าย จากนั้นจึงเอ่ยถามว่า “เหตุใดพวกเจ้าจึงต้องจัดข้าไว้ลำดับสุดท้าย?”
“เมื่อเจ้าสัมผัสไปยังรูปปั้นหินนั่น ก็จะรู้ว่าเพราะเหตุใด” เสียงนั้นตอบกลับ
ชิงอีถงที่อยู่อีกด้านหนึ่งแสยะยิ้มชั่วร้าย
ชายหนุ่มใช้มือข้างหนึ่งวางลงบนรูปปั้นหิน จึงเกิดชั้นแสงสีดำสว่างขึ้นมารอบกายเขาทันที จากนั้นลู่เฉินจึงได้ยินเสียงดังเบา ๆ ออกมา และเสียงนี้เป็นเสียงประหลาดที่สามารถพรากวิญญาณของผู้คนไปได้ ทำให้คนผู้นั้นไม่รู้ว่าตนกำลังทำสิ่งใด
แต่วิญญาณของลู่เฉินมีความแข็งแกร่งมากและผ่านโลกมาเยอะ ดังนั้นเสียงนี้จึงไม่สามารถทำอะไรเขาได้
แต่เมื่อเสียงนี้ผ่านไป จู่ ๆ ลู่เฉินก็ไปปรากฏตัวอยู่บนยอดเขา รอบข้างมืดสนิท มีเพียงบนท้องฟ้าที่มีแสงสีขาวอ่อน ๆ แสงสีขาวที่ส่องสว่างอยู่ตรงนั้นพูดขึ้นว่า “เจ้าคือผู้ใด?”
น้ำเสียงนี้ดูเหมือนกำลัง ‘เค้นถาม’ ลู่เฉินอยู่
ชายหนุ่มจึงตอบกลับไป ‘ตรง ๆ ’ ว่า “ลู่เฉิน”
“เจ้ามาทำสิ่งใดที่หุบเขาลึก?”
“ได้ยินว่าหุบเขาลึกนี้มีความแข็งแกร่ง และยังสามารถเรียกเคล็ดวิชาภูตได้มากมาย ข้าจึงลองมาดู” ชายหนุ่มตอบ
น้ำเสียงนั้นคิดว่าลู่เฉินคง ‘ถูกหลอก’ จึงเอ่ยถามต่อไปว่า “เจ้าและปรมาจารย์หยวน รู้จักกันได้อย่างไร?”
“รู้จักกันในภูเขาวิญญาณแตกสลาย”
“โอ้? ภูเขาวิญญาณแตกสลาย? เช่นนั้น เจ้าไม่ได้ถูกก้อนหินที่ภูเขานั่นฆ่าตายหรือ?”
“ข้าไม่ได้ขึ้นไปบนภูเขา แต่พบเขาที่เชิงเขา” คำพูดของชายหนุ่มนั้น แม้แต่ตัวเองยังแทบจะไม่เชื่อ
ส่วนอีกฝ่ายนั้นดันเชื่อสนิท จากนั้นแสงสีขาวจึงสว่างวาบขึ้น ลู่เฉินจึงหายไปจากยอดเขา และกลับมาถึงตำหนักอีกครั้ง เสียงรอบข้างก็หายไปเช่นกัน เหลือเพียงชิงอีถงที่จ้องมองชายหนุ่มอยู่ใกล้ ๆ
ขณะนั้นเอง ลู่เฉินเห็นว่าตนนั่งอยู่บนเก้าอี้ภายในตำหนัก และรอบ ๆ ตำหนักนี้ก็มีแสงไฟเป็นจำนวนมาก เพียงแต่บนร่างของเขามีโซ่ตรวนเปล่งแสงสีดำจำนวนมากพันรัดอยู่
ในขณะเดียวกัน ชายชราผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงหน้าลู่เฉิน ใบหน้าของชายผู้นี้เต็มไปด้วยริ้วรอย แต่บนร่างกายนั้นกลับมีพลังปราณที่หนาแน่นมาก และมือทั้งสองยังสวมถุงมือสีแดงเพลิงไว้
“รู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร?” ชายชราโน้มตัวลงไปมองชายหนุ่ม
“ผู้นำโถงรายนาม?”
“ใช่ ผู้นำโถงรายนาม เลี่ยเย่าเทียน” ชายชราหัวเราะชั่วร้าย
ลู่เฉินมองดูตัวเอง จากนั้นมองไปยังเลี่ยเย่าเทียน “เจ้าคิดจะทำสิ่งใด?”
“เมื่อครู่เจ้าก็เห็นแล้ว หากข้าต้องการจัดการเจ้านั้นง่ายเสียยิ่งกว่าปรบมือ ดังนั้นหากเจ้าไม่อยากตายก็จงต้องคำถามข้าดี ๆ เสียเถิด” เลี่ยเย่าเทียนฉีกยิ้มพลางมองอีกฝ่าย
“เมื่อครู่ตอบไปแล้วมิใช่หรือ?” ลู่เฉินถาม
“เมื่อครู่เป็นรูปปั้นหิน การทดสอบของตำหนักทดสอบวิญญาณ แต่ตอนนี้เป็นข้า” เลี่ยเย่าเทียนคลี่ยิ้ม
“พวกเจ้า ไม่ใช่พวกเดียวกัน?”
“ตำหนักทดสอบวิญญาณเป็นของหุบเขาลึก ส่วนข้าคือข้า เข้าใจหรือไม่?” เลี่ยเย่าเทียนมองลู่เฉินราวกับคนโง่
เมื่อชายหนุ่มขานรับ เลี่ยเย่าเทียนจึงกล่าวว่า “มา บอกข้า เหตุใดวิญญาณของเจ้าจึงแข็งแกร่งเพียงนั้น ฝึกฝนอย่างไรกัน?”
“เจ้าอยากรู้?” ลู่เฉินถาม
“ใช่!”
“เรื่องนี้ ต้องให้เจ้าเข้ามาภายในร่างกายข้า ข้าถึงจะสามารถแสดงให้เจ้าดูได้” ลู่เฉินกล่าว
เลี่ยเย่าเทียนมองดูลู่เฉินที่ถูกตนพันธนาการด้วยเชือก เมื่อคิดว่าน่าจะไม่มีปัญหาใด จึงฉีกยิ้มพลางพูดว่า “ได้ ข้าจะเข้าไปดูวิญญาณภายในร่างกายเจ้าว่าเป็นอย่างไร”
“อาจารย์ อย่าหลงกลวิญญาณเจ้าหนุ่มผู้นี้” ชิงอีถงพูดด้วยความกังวลใจ
“วางใจเถิด เขาก็เพียงแค่เจ้าหนุ่มคนหนึ่ง ถึงแม้จะแข็งแกร่ง แต่สำหรับข้าก็เป็นเพียงตุ๊กตาตัวเล็กตัวหนึ่งเท่านั้น” เลี่ยเย่าเทียนพูดอย่างอวดดี
ชิงอีถงยังคงรู้สึกกังวลใจ
เลี่ยเย่าเทียนหลับตาลง วิญญาณเขาพุ่งเข้าสู่ภายในร่างของลู่เฉิน ภายในพื้นที่จิตของลู่เฉินนั้น ชายหนุ่มได้รอคอยอยู่ที่นั่นนานแล้ว
เมื่อเลี่ยเย่าเทียนเข้าไปจึงมองไปยังวิญญาณของลู่เฉินพลางฉีกยิ้ม “ว่ามาเถิด เจ้าฝึกทักษะใดกัน เหตุใดจึงฝึกวิญญาณได้แข็งแกร่งมากกว่าผู้คนทั่วไปนัก”
“เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะจับเจ้าหรือ?” ชายหนุ่มยิ้ม
เลี่ยเย่าเทียนเอ่ยอย่างมั่นใจ “เจ้าหนุ่ม ถึงแม้เจ้าจะแข็งแกร่งกว่านี้ถึงสิบเท่า เจ้าก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า และไม่สามารถทำอันใดข้าได้”
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?”
“อย่างไรหรือ? ไม่เชื่อ?” เลี่ยเย่าเทียนเห็นอีกฝ่ายยังกล้าอวดดีเช่นนี้จึงยื่นมือขวาออกมา ตรวนวิญญาณสีแดงเพลิงจึงปรากฏขึ้นและพันรัดลู่เฉินไว้ทันที
“เชือกศาสตราวุธภูต”
“ใช่ สิ่งนี้เรียกว่าตรวนวิญญาณเพลิง เมื่อถูกพันรัด ไฟนั่นจะทำให้วิญญาณของเจ้าเจ็บปวด จนไม่รู้สึกว่าอยากมีชิวิตอยู่อีกต่อไป” เลี่ยเย่าเทียนพูดด้วยความพึงพอใจ
ลู่เฉินส่ายศีรษะพลางคลี่ยิ้ม“แต่ถ้าข้าทำลายศาสตราวุธภูตนี่ล่ะ?”
“ศาสตราวุธภูตนี้เป็นของข้า นับว่าแข็งแกร่งมาก เจ้าคิดว่าจะทำลายได้?”
ลู่เฉินจึงปล่อยกุ่ยเจี๋ยออกมา
เลี่ยเย่าเทียนจึงเก็บตรวนวิญญาณเพลิงเข้าไปทันที และเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เมื่อครู่คือสิ่งใด?”
“วิญญาณภูตที่ข้าเลี้ยงไว้ เพราะความแข็งแกร่งของมันจึงเรียกมันว่าเทพภูตสงคราม”
“หรือว่าเป็นเพราะมัน จึงทำให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้น?” เลี่ยเย่าเทียนราวกับค้นพบอะไรบางอย่าง จึงพูดขึ้นมาด้วยความดีใจ
ชายหนุ่มคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะโง่เพียงนี้ “เจ้าคิดเช่นนั้น?”
“ข้าจะต้องจับเจ้ามาตรวจสอบดูให้ได้” เมื่อเลี่ยเย่าเทียนพูดจบ จึงรวบรวมม่านไฟเพลิง จากนั้นก็พันรัดกุ่ยเจี๋ยไว้
ลู่เฉินยกยิ้ม “นี่คือพื้นที่จิตของข้า เจ้าคิดว่าอยากจะทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้นหรือ?”
“เจ้าหนุ่ม เพราะข้าแข็งแกร่ง ข้าจึงคิดว่าอยากจะทำอันใดก็ย่อมได้!” อีกฝ่ายพูดด้วยความมั่นใจ
“ดูเหมือนว่า เจ้าจะไม่รู้จริง ๆ ว่าสิ่งใดที่เรียกว่าแข็งแกร่ง!”
เลี่ยเย่าเทียนไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหมายความว่าอย่างไร แต่เพียงความคิดเดียวของลู่เฉิน ปราการวิญญาณก็ปรากฏขึ้นมา จากนั้นก็ล้อมเลี่ยเย่าเทียนไว้ภายใน
เมื่อเลี่ยเย่าเทียนเช่นนั้นก็ยิ้มเย็นชา “ศิษย์ของข้าได้บอกเคล็ดวิชานี้ของเจ้าแก่ข้าไว้แล้ว”
“โอ้? เช่นนั้นเจ้ายังจะกล้าเข้ามาหรือ?”
“นั่นเป็นเพราะว่าข้ามีวิธีที่จะทำลายมัน”
เลี่ยเย่าเทียนเผยยิ้มชั่วร้าย