ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 615 สุดท้ายเขาก็ไม่ตาย
บทที่ 615 สุดท้ายเขาก็ไม่ตาย
“รากวิญญาณรูปธรรม เมื่อเทียบกับศาตราศักดิ์สิทธิ์แล้วนับว่าแข็งแกร่งกว่ามากนัก และยังไม่จำเป็นต้องผ่านการหลอม อีกทั้งผู้อื่นยังไม่สามารถทำลายและควบคุมมันได้ ขณะเดียวกันผู้ที่ใช้มันนั้นสามารถควบคุมมันได้ ทำให้มันมีความเร็วสูงสุด” ลู่เฉินอธิบาย
กานจิ่วเม่ยได้ฟังดังนั้นจึงพูดขึ้นว่า “ไม่เลว สิ่งที่เจ้ารู้นั้นนับว่าไม่น้อย”
“แต่…”
“แต่อันใดกัน?” กานจิ่วเม่ยเห็นอีกฝ่ายทำท่าทางดูลึกลับก็รู้สึกแปลกใจ
ชายหนุ่มยกยิ้มชั่วร้าย “แต่รากวิญญาณรูปธรรมนั้นแม้จะแข็งแกร่ง ทว่าต้องใช้พลังปราณจำนวนมากในการทำมัน ซึ่งมันง่ายต่อการทำให้พลังปราณอ่อนแอลง จนทำให้ผู้คนหาโอกาสในการลงมือได้”
“เรื่องนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวล ข้าสามารถเพิ่มพลังปราณได้ตลอดเวลา ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่จุดอ่อนของข้า”
“โอ้? เช่นนั้นมาเถิด ให้ข้าได้ชื่นชมเสียหน่อย รากวิญญาณรูปธรรมของเจ้านี้ แท้จริงแล้วแข็งแกร่งเพียงใดกัน” ชายหนุ่มยิ้มพลางมองอีกฝ่าย
กานจิ่วเม่ยรู้ว่านี่เป็นการโจมตีครั้งสุดท้ายแล้ว ดังนั้นนางจึงต้องรักษามันไว้ และรวบรวมพลังทั้งหมดไปบนรากวิญญาณรูปธรรมนี้
หลังจากนั้น แสงสีน้ำเงินสองสายก็สว่างขึ้นมา ทำลาย ‘กำแพงพันชั้น’ ของลู่เฉิน ทำลายแผ่นกระดาษทั้งหมดของชายหนุ่ม
ชายหนุ่มปรากฏตัวขึ้นที่บริเวณอื่นพลางพูดขึ้นว่า “ทั้งสามครั้งผ่านไปแล้ว”
กานจิ่วเม่ยชะงัก “เมื่อครู่นั้นไม่นับ!”
“เหตุใดจึงไม่นับ?”
“เพราะเจ้าหนีไป จึงไม่นับ” นางเถียงออกมา
ลู่เฉินยกยิ้ม “การเดิมพันเมื่อครู่ ไม่ได้บอกว่าข้าไม่สามารถหนีได้”
กานจิ่วเม่ยได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายก็ร้อนใจขึ้นมา “เช่นนั้นขออีกครั้ง”
“ทั้งสามครั้งผ่านไปแล้ว จะมีอีกครั้งได้อย่างไร?” ลู่เฉินราวกับกำลังย้ำเตือนอีกฝ่าย ก่อนจะยกยิ้มอย่างมีเลศนัย
กานจิ่วเม่ยรู้สึกขุ่นเคืองใจเป็นอย่างมาก กู่ซานชิงที่อยู่อีกด้านหนึ่งจึงพูดขึ้นมาว่า “ศิษย์พี่กาน ท่านกำลังแสดงจุดอ่อนออกมาอยู่”
“แสดงจุดอ่อน? เจ้าคิดว่ามันเป็นเช่นนั้นหรือ?” กานจิ่วเม่ยกำลังรู้สึกกังวล คำพูดของกู่ซานชิงทำให้นางรู้สึกโมโหขึ้นมา
กู่ซานชิงเห็นสีหน้าผิดปกติของกานจิ่วเม่ยจึงไม่กล้าพูดอะไรมากนัก ได้แต่เฝ้ามองอย่างเงียบ ๆ
ลู่เฉินมองไปยังกานจิ่วเม่ย “เจ้าจะนำทางข้าไป? หรือให้ข้าไปด้วยตัวเอง?”
กานจิ่วเม่ยรีบพูดขึ้นมาด้วยความร้อนใจ “ครั้งนี้จะเป็นสุดท้าย ถ้าหากข้าเอาชนะเจ้าได้ เจ้าก็จะได้ขึ้นไป แต่ถ้าหากเจ้าแพ้ เจ้าต้องลงไปจากภูเขานี้ซะ!”
“ไม่จำเป็นต้องประลองกับเจ้า ข้าก็สามารถขึ้นไปได้ เหตุใดจึงต้องประลองกันให้มากความ?” ลู่เฉินยิ้ม
“เช่นนั้น เจ้ามีความคิดเห็นอย่างไร?” กานจิ่วเม่ยพูดด้วยความกังวลใจ
“อยากจะประลองครั้งสุดท้ายนั้นย่อมได้ แต่อาจจะต้องให้ผลประโยชน์กับข้าสักเล็กน้อย?” ชายหนุ่มยิ้ม
“สมบัติวิญญาณ เม็ดยา หรือเคล็ดวิชา เจ้าเลือกได้หนึ่งอย่าง” กานจิ่วเม่ยพูดออกมาตรง ๆ
ช่ายหนุ่มส่ายหัว “ข้าไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้”
“เช่นนั้น เจ้าต้องการสิ่งใด?”
“เพียงคำตอบเดียว” ลู่เฉินยิ้ม
“คำตอบ?” กานจิ่วเม่ยรู้สึกสงสัยในความต้องการของอีกฝ่าย กู่ซานชิงที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็อยากรู้เช่นกันว่าเกิดสิ่งใดขึ้น เขาจึงมองกานจิ่วเม่ยด้วยความประหลาดใจ
ลู่เฉินพยักหน้ารับพลางคลี่ยิ้ม “ใช่”
กานจิ่วเม่ยคิดว่าหากชนะลู่เฉินก็ไม่มีปัญหาใด ดังนั้นนางจึงตอบตกลง “ตกลง ไม่มีปัญหา!”
“เช่นนั้น เราก็มาเดิมพันกันต่อเถิด” ลู่เฉินแสยะยิ้ม
กานจิ่วเม่ยราวกับแกะที่รอการเชือด นางเดินเข้าประตูไปอย่างว่าง่าย กู่ซานชิงที่อยู่อีกด้านหนึ่งจึงพูดด้วยความปวดหัว “ศิษย์พี่กาน ท่านอย่าลองเลย!”
“หุบปากไปซะ!” กานจิ่วเม่ยตวาด
กู่ซานชิงจึงทำได้เพียงถอนหายใจออกมา
กานจิ่วเม่ยเริ่มทำข้อตกลงกับลู่เฉิน
เมื่อทุกอย่างจัดการเรียบร้อย กานจิ่วเม่ยพลันเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา ซึ่งกู่ซานซิงไม่เข้าใจเช่นกันว่าเหตุใดนางจึงยกยิ้มเช่นนั้น
ชายหนุ่มยิ้ม “อย่างไรกัน? หาวิธีใหม่ได้แล้วหรือ?”
“ใช่!” เมื่อกานจิ่วเม่ยพูดจบ รอบกายจึงมีแสงสีน้ำเงินสว่างขึ้นมา ขณะเดียวกันรอบ ๆ ก็ปรากฏเสาสีน้ำเงินดูเลือนรางขึ้นมามากมาย ถึงแม้จะแตกต่างกับเสาสีทองของกู่ซานชิง แต่ผลลัพธ์นั้นไม่แตกต่างกัน
เพียงแต่ครั้งนี้ รอบกายลู่เฉินปรากฏแสงสีน้ำเงิน จึงทำให้เขากลายเป็นมนุษย์น้ำแข็งในทันที ราวกับถูกแช่แข็งไว้ตรงนั้น
ดังนั้น เมื่อกานจิ่วเม่ยแช่แข็งลู่เฉินไว้ตรงนั้นได้ จึงพูดขึ้นมาด้วยความดีใจ “จัดการเรียบร้อย”
กู่ซานชิงเผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมาเช่นกัน “ศิษย์พี่กาน ท่านทำเช่นนี้ตั้งแต่แรกก็ได้แล้วมิใช่หรือ?”
“ช่วยไม่ได้ ข้าเพียงแค่อยากลองดูว่าการป้องกันของเขานั้นแข็งแกร่งมากเพียงใด ในเมื่อทำลายไม่ได้ก็มีแต่เพียงต้องทำเช่นนี้เท่านั้น”
กู่ซานชิงพยักหน้ารับ “เป็นเพราะความเก่งกาจของศิษย์พี่ จึงหลอกเขาเช่นนี้ได้!”
“ใช่ ศิษย์พี่ของเจ้าเคยโง่เขลาด้วยหรือ?” กานจิ่วเม่ยกล่าวอย่างพึงพอใจ
เพียงแต่ในตอนนั้นเอง ชั้นน้ำแข็งรอบกายลู่เฉินก็ละลายลงแล้ว เพียงไม่นานเขาก็ฟื้นตัวกลับไปเป็นเช่นเดิม สิ่งนี้ทำให้ทั้งสองรู้สึกสับสนขึ้นมา
โดยเฉพาะกานจิ่วเม่ยที่จ้องมองไปทางชายหนุ่ม “เหตุใดเจ้าจึงไม่เป็นอันใดแม้แต่น้อย?”
“คิดจะให้ข้าเป็นอย่างไรหรือ?”
“ไร้สาระ!” กานจิ่วเม่ยคิดว่าความสามารถของตนนั้นแข็งแกร่งกว่ากู่ซานชิง ดังนั้นหากคิดจะแช่แข็งลู่เฉินย่อมง่ายกว่ามาก
เพียงแต่ครั้งนี้ อีกฝ่ายกลับไม่เป็นอะไร กานจิ่วเม่ยจึงรู้สึกสงสัย
สำหรับคำถามนี้ กู่ซานชิงอยากรู้เช่นกัน จึงมองลู่เฉินด้วยแววตาประหลาดใจ
ลู่เฉินฉีกยิ้มพลางมองคนทั้งสอง “ที่จริงแล้ว ไม่ว่าพวกเจ้าจะแช่แข็งข้าหรือทำให้ข้ากลายเป็นรูปปั้นสีทอง ข้าก็สามารถทำลายออกมาได้อย่างง่ายดาย”
“เป็นไปไม่ได้!” กานจิ่วเม่ยไม่เชื่อ
ลู่เฉินฉีกยิ้ม “ในเมื่อเจ้าแพ้แล้ว ก็ควรจะตอบคำถามของข้าได้แล้ว”
กานจิ่วเม่ยมีสีหน้าเปลี่ยนไป และพึมพำขึ้นมาในใจ “เหตุใดจึงเคราะห์ซ้ำกรรมชัดเช่นนี้!”
“อย่าคิดเล่นตุกติก เราตกลงกันแล้ว” ลู่เฉินยิ้ม
กานจิ่วเม่ยคิดจะเล่นตุกติกแต่กลับไม่กล้า นางจึงทำเพียงมองไปยังลู่เฉินพลางพูดด้วยความโมโห “ว่ามาเถิด เจ้าอยากให้ข้าตอบคำถามใด?”
“หลงซวงผู้นั้น เจ้ารู้จักหรือไม่?” ชายหนุ่มถามนาง
กานจิ่วเม่ยถามด้วยความแปลกใจ “หลงซวง?”
“ใช่!”
กานจิ่วเม่ยและกู่ซานชิงสบตากันแล้วต่างก็มองไปยังลู่เฉินด้วยความแปลกใจ ลู่เฉินรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนัก “ว่ามาเถิด!”
กานจิ่วเม่ยกล่าวว่า “รู้จัก เขาเป็นผู้ที่มีวิญญาณที่แข็งแกร่งคนหนึ่ง เพียงแต่ช่วงนี้เขาเก็บตัว”
“เก็บตัว?” ลู่เฉินยิ้ม
“เจ้ายิ้มอันใดกัน?” กานจิ่วเม่ยกลอกตา
ชายหนุ่มจึงอธิบายว่า “แต่ข้าได้ยินมาว่า เร็ว ๆ นี้เขาตายแล้ว และวิญญาณก็ถูกฆ่าไปแล้วเช่นกัน!”
เมื่อกานจิ่วเม่ยได้ฟังก็ตกตะลึง “เป็นไปได้อย่างไร? เมื่อวานข้าเห็นเขาปรากฏตัว!”
“ปรากฏตัว?” ลู่เฉินยิ่งรู้สึกสงสัย
“ไร้สาระ! เมื่อวานที่ประมุขภูเขาเรียกรวมตัวทุกคน เขาก็ยังมาปรากฏตัวอยู่เลย ถึงแม้จะปรากฏตัวออกมาเพียงไม่นานก็เข้าไปเก็บตัวต่อก็เถอะ” กานจิ่วเม่ยอธิบาย
ลู่เฉินไม่เชื่อ “เจ้าคงไม่ได้โกหกข้าใช่หรือไม่?”
“ไม่ได้โกหก? เช่นนั้นเจ้าก็ลองถามเขาดู” กานจิ่วเม่ยชี้ไปยังกู่ซานชิง
กู่ซานชิงพยักหน้ารับพลางพูดว่า “ใช่ เขาเก็บตัวมาหลายปีแล้ว นอกเสียจากประมุขภูเขาเรียกรวมตัวทุกคน เขาจึงออกมาเป็นครั้งคราว”
ชายหนุ่มถามออกมาอย่างสงสัย “เข้าตายไปแล้ว? จะปรากฏตัวได้อย่างไร?”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ชายหนุ่มก็รู้สึกประหลาดใจ แต่ก็ยังมีความหวัง เพราะเพียงแค่จับอีกฝ่ายได้ก็จะสามารถตามหาผู้ที่ต้องการจัดการตนได้เร็วขึ้น
ดังนั้นเมื่อได้สติกลับมา ลู่เฉินจึงจ้องมองไปยังกานจิ่วเม่ยพลางคลี่ยิ้ม “พาข้าขึ้นภูเขาไปพบเขา”
“เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ?” กานจิ่วเม่ยมองลู่เฉินราวกับอีกฝ่ายเป็นคนโง่งม