ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 620 แม้ประมุขภูเขาจะแข็งแกร่ง แต่ก็ยังถูกทำให้สับสน!
บทที่ 620 แม้ประมุขภูเขาจะแข็งแกร่ง แต่ก็ยังถูกทำให้สับสน!
ลู่เฉินมองดูไป๋หลี่ซานที่มั่นใจเพียงนี้และพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าไม่สามารถทำอันใดข้าได้จริง ๆ!”
“ดูหมือนว่า หากข้าไม่แสดงความเก่งกาจให้เจ้าได้เห็น เจ้าคงหลงคิดว่าตัวเจ้านั้นเก่งกาจเสียแล้ว” เมื่อไป๋หลี่ซานพูดจบก็ใช้มือเพียงข้างเดียวหลอมรวมแส้สีน้ำตาลศาสตราวิญญาณขึ้นมา
เพียงไม่นาน ศาสตราวิญญาณจึงถูกปล่อยออกไปโจมตีบนวิญญาณของลู่เฉินซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไป๋หลี่ซานคิดว่าจะได้ยินเสียงกรีดร้องของอีกฝ่าย
แต่สิ่งที่ทำให้ไป๋หลี่ซานตกตะลึงคือ เมื่อลู่เฉินถูกโจมตีในตอนนั้นกลับไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย
สิ่งนี้จึงทำให้ไป๋หลี่ซานยิ่งตกตะลึง “เหตุใดเจ้าจึงไม่เป็นอันใด?”
“ข้าบอกแล้ว เจ้าไม่สามารถทำอันใดข้าได้” ชายหนุ่มยิ้มพลางมองไปยังไป๋หลี่ซาน
ไป๋หลี่ซานร้อนใจ แววตาทั้งสองมองพิจารณาอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ “เจ้าเพียงอยู่ในขั้นหลอมแก่นแท้ชัด ๆ!”
“ถึงแม้จะเป็นขั้นหลอมแก่นแท้ แต่ทักษะที่ข้าทำได้นั้นนับว่าไม่น้อย” เมื่อลู่เฉินพูดจบจึงเริ่มเคลื่อนไหวไปรอบ ๆ
ไป๋หลี่ซานคิดว่าชายหนุ่มคิดจะหนี จึงพูดขึ้นมาว่า “ไม่ต้องตามหา นี่คือพื้นที่จิตของข้า เจ้าไม่สามารถหนีออกไปได้”
“หนี?” ลู่เฉินยิ้มประหลาด
“หรือเจ้าไม่คิดจะหนีกัน?” ไป๋หลี่ซานย้อนถาม
“เจ้าคิดมากไปแล้ว” ชายหนุ่มยิ้มพลางมองไป๋หลี่ซาน จากนั้นจึงเริ่มเคลื่อนไหวรุนแรงยิ่งขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น ชายหนุ่มยังแบ่งเงาวิญญาณออกมามากมายเพื่อเพิ่มความเร็ว
ไป๋หลี่ซานตื่นตระหนก “เขาเป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้เท่านั้น เหตุใดจึงแบ่งเงาวิญญาณออกมาได้มากมายเพียงนี้?”
นอกจากนี้ ไป๋หลี่ซานยังพบเรื่องที่น่ากลัวอีกเรื่อง นั่นก็คือตนไม่รู้ว่าร่างวิญญาณใดคือร่างที่แท้จริงของอีกฝ่าย
ดังนั้นไป๋หลี่ซานจึงโจมตีเงาวิญญาณเหล่านี้ไปเรื่อย ๆ
เงาวิญญาณเหล่านั้น ส่วนใหญ่ไม่มี ‘พลังในการต่อสู้’ ดังนั้นเมื่อถูกไป๋หลี่ซานโจมตีจึงค่อย ๆ หายไป
ไป๋หลี่ซานคับแค้นใจจนก่นด่าออกมา “สมควรตาย ร่างไหนคือร่างที่แท้จริงของเขากันแน่!”
ส่วนลู่เฉินนั้น เพื่อทำให้อีกฝ่ายรู้สึกสับสน จึงยังคงใช้เงาวิญญาณมากมายก่อกวนต่อไป
เมื่อเป็นเช่นนี้ ชายหนุ่มจึงสามารถสร้างปราการวิญญาณภายในร่างกายของอีกฝ่ายได้อย่างเสร็จสมบูรณ์ ไม่เพียงแค่ชั้นเดียวเท่านั้น แต่ยังสร้างได้หลายชั้นอีกด้วย
นอกจากนี้ ลู่เฉินยังเพิ่มอักขระยันต์บางส่วนด้านบนปราการวิญญาณนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่สามารถหลบหนีไปได้
เมื่อทุกอย่างถูกจัดการเรียบร้อย ชายหนุ่มจึงเก็บเงาวิญญาณเหล่านั้นกลับเข้ามา
ไป๋หลี่ซานรู้สึกโมโหเล็กน้อย โดยเฉพาะเมื่อที่นี่เป็นพื้นที่จิตของตน แต่ตนกลับไม่สามารถทำลายอีกฝ่ายได้
ดังนั้นดวงตาทั้งสองของไป๋หลี่ซานจึงจับจ้องไปยังลู่เฉินพลางเอ่ยถามขึ้น “เจ้าเป็นใครกันแน่?!”
“ข้าเป็นเพียงคนที่ต้องการมาภูเขาเดียวดายเพื่อท้าประลองกับเจ้าเท่านั้น” ลู่เฉินไม่ได้บอกถึงตัวตนที่แท้จริง แต่เพียงแค่หาเหตุผลมาบอกกล่าวเท่านั้น
ไป๋หลี่ซานรู้สึกว่าไม่สามารถเชื่อเหตุผลเช่นนี้ได้ จึงถามซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง “เจ้าจะบอกหรือไม่?!”
“อยากรู้หรือ?”
“หยุดพูดไร้สาระ!”
“รอให้ข้าทำให้เจ้ายอมแพ้เสียก่อน แล้วข้าจะพูด!” ชายหนุ่มฉีกยิ้ม
“ทำให้ข้ายอมแพ้? เจ้ากำลังเพ้อฝันอยู่หรือ?” ไป๋หลี่ซานเคยเห็นคนอวดดี แต่ไม่เคยพบคนอวดดีเช่นนี้มาก่อน
ชายหนุ่มเพียงยิ้มแต่ไม่พูดคำใด จนกระทั่งปราการวิญญาณรอบ ๆ ค่อย ๆ บีบอัดเข้ามา
เมื่อไป๋หลี่ซานรู้สึกว่าราวกับพลังวิญญาณถูกพันรัดอยู่นั้นจึงมีสีหน้าจริงจังขึ้นมา “เจ้าทำอันใดกับพื้นที่จิตของข้า?”
“ไม่ได้ทำสิ่งใด เพียงแค่พันรัดเจ้าไว้เล็กน้อยเท่านั้น ทำให้เจ้าซื่อสัตย์เสียหน่อย” ลู่เฉินตอบเสียงเรียบ
“ดูเหมือนว่า ข้าจะประเมินเจ้าต่ำไปเสียแล้ว”
“รู้ก็ดี” ชายหนุ่มยิ้ม
ไป๋หลี่ซานจึงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าคงไม่คิดว่าข้าจะไม่มีวิธีอื่นแล้ว?”
“โอ้? เจ้ายังมีวิธีหรือ?” ลู่เฉินเอ่ยถาม
ไป๋หลี่ซานตอบด้วยแววตาเย็นชา “ในเมื่อข้าสามารถเป็นประมุขยอดเขาได้ เช่นนั้นข้าก็ต้องมีจุดแข็ง!”
เมื่อพูดจบ ภายในพื้นที่จิตนี้ก็เกิดวิญญาณของไป๋หลี่ซานขึ้นมามากมาย และสิ่งที่ถูกกักขังอยู่ตรงนั้นก็หายไปเสียแล้ว และด้านนอกปราการวิญญาณยังมีเพิ่มขึ้นมา จากนั้นวิญญาณเหล่านั้นจึงทับซ้อนเข้าด้วยกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ลู่เฉินทำนั้นจึงสูญเปล่า
“เห็นแล้วหรือไม่?” ไป๋หลี่ซานยิ้มเย็นชา
“ดูเหมือนว่า สิ่งที่ข้าทำไปจะสูญเปล่าเสียแล้ว”
“ที่แท้เมื่อครู่ที่เจ้าลอยไปลอยมาอยู่ตั้งนาน ก็เพื่อที่จะกักขังวิญญาณของข้า?” ดูเหมือนไป๋หลี่ซานจะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว
“ใช่”
“เช่นนั้น เจ้าก็คิดผิดเสียแล้ว”
“ถึงแม้ตอนนี้ข้าจะยังทำอันใดเจ้าไม่ได้ แต่เจ้าก็ทำอันใดข้าไม่ได้เช่นกัน”
“เจ้าหนุ่ม เจ้าต้องเข้าใจเสียก่อน อย่างไรเจ้าก็ไม่สามารถเป็นคู่ต่อสู้ของข้าที่นี่ได้!” ไป๋หลี่ซานพูดพลางเปล่งแสงสีน้ำตาลขึ้นมาโดยรอบ
เห็นเพียงรอบ ๆ เกิดเงาพรางตาที่มีพลังแข็งแกร่งพันรัดไว้รอบ ๆ และเมื่อเงาพรางตาเหล่านี้ปรากฏขึ้นก็มีโซ่ตรวนมากมายพันรัดลู่เฉินไว้ แต่ชายหนุ่มกลับหายไปทันที จากนั้นจึงปรากฏตัวขึ้นบริเวณอื่นและพูดขึ้นว่า “เจ้าก็เป็นเช่นนี้”
ไป๋หลี่ซานบันดาลโทสะ ราวกับอยากจะจับลู่เฉินให้ได้จนทนไม่ไหว
ลู่เฉินยิ้ม “ตราบใดที่ข้าอยู่ที่นี่ เจ้าก็ไม่สามารถกลับเข้าสู่กายเนื้อและควบคุมร่างกายได้ตลอดกาล”
“เจ้า!” ไป๋หลี่ซานรู้ว่าที่นี่คือพื้นที่จิตของตน ถ้าหากไม่สามารถจับอีกฝ่ายได้ก็ทำได้เพียงจับตาดูลู่เฉินเช่นนี้ไปตลอด ป้องกันไม่ให้เขาซุ่มโจมตีตนได้
ส่วนชายหนุ่มนั้น เมื่อเห็นอีกฝ่ายโมโหจนอยากจะฉีกทึ้งตนเป็นชิ้น ๆ ก็พูดขึ้นว่า “เป็นอันใดหรือ?”
“ไร้ยางอาย!”
ลู่เฉินเพียงยิ้ม “นี่ถือว่าไร้ยางอายหรือ?”
“ว่ามา เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกัน?!” ไป๋หลี่ซานเอ่ยถามด้วยความโมโห
“ข้าก็แค่อยากท้าประลองเจ้า!”
“เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือ?”
“ได้ เช่นนั้นข้าจะเข้าประเด็น!”
“พูดมา!” ไป๋หลี่ซานทนไม่ไหวที่จะเอา ‘สิ่งชั่วร้าย’ นี้ ออกไปจากพื้นที่จิตของตน
“ข้าได้ยินมาว่าภูเขาเดียวดายมีสถานที่ฝึกฝนอยู่แห่งหนึ่ง มีเพียงเจ้าและผู้ที่สามารถเอาชนะเจ้าได้ จึงจะสามารถเข้าไปได้ ข้าจึงคิดว่าสถานที่แห่งนั้นต้องน่าสนใจแน่”
“เจ้าต้องการไปยังแดนต้องห้ามภูเขาเดียวดาย?” ไป๋หลี่ซานเบิกตากว้าง
“ใช่ ข้าอยากเอาชนะเจ้าแล้วเข้าไปที่นั่น” ลู่เฉินยิ้ม
“ข้าให้เจ้าเข้าไปก็ได้!”
“ง่ายเช่นนี้?”
“แล้วอย่างไรกัน?” ไป๋หลี่ซานทนไม่ไหวที่จะรีบส่งลู่เฉินเข้าไปทันที
ชายหนุ่มเอ่ยด้วยความคลางแคลงใจ “ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะใจดีเช่นนั้น!”
“บอกเจ้าตามตรง แดนต้องห้ามนั้นอันตรายยิ่งนัก และหากข้าส่งเจ้าเข้าไปที่นั่นย่อมเป็นการส่งเจ้าเข้าไปตาย” ไป๋หลี่ซานกล่าว
ลู่เฉินราวกับเข้าใจอะไรบางอย่างจึงยกยิ้มขึ้น “เช่นนั้นก็นำทางเถิด”
“เจ้าออกไปก่อน!”
“ได้!” เมื่อชายหนุ่มพูดจบ จึงแสดงเคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณและหายไปจากตรงนั้นทันที
ขณะนั้นเอง ผู้คนที่อยู่ด้านนอก เมื่อเห็นลู่เฉินกลายเป็นเงาอัสนีต่างก็รู้สึกแปลกใจขึ้นมา
“ดูนั่น เขาไม่ตายจริงหรือ?”
“คิดว่าน่าจะหนีออกมา!”
กานจิ่วเม่ยยิ่งแปลกใจ “หรือประมุขยอดเขาจะเมตตาเขากัน?”
“หรือประมุขยอดเขาทำไม่สำเร็จ?” กู่ซานฉงสงสัย
และในขณะนั้นเอง ลู่เฉินก็กลายเป็นเงาคน และไป๋หลี่ซานก็ค่อย ๆ กลับเข้าสู่ร่างของตนและลืมตาขึ้น แต่แววตานั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
ทุกคนคิดว่าไป๋หลี่ซานจะระเบิดพลังออกมา แต่ละคนจึงรีบถอยห่างออกไปเล็กน้อย