ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 628 ยอดฝีมือที่เก่งกาจผู้หนึ่ง
บทที่ 628 ยอดฝีมือที่เก่งกาจผู้หนึ่ง
กานจิ่วเม่ยเห็นเช่นนั้นก็มีสีหน้าแปลกใจ “นี่ เกิดสิ่งใดขึ้น?”
กู่ซานฉงก็อยากรู้เช่นกัน เมื่อไป๋หลี่ซานและหลงซวงสบตากันแล้ว พวกเขาก็นำลู่เฉินและคนอื่น ๆ เดินไปด้านหลังกำแพง
เมื่อทุกคนทะลุผ่านแสงสีดำไปแล้ว ก็ได้เห็นว่าที่นั่นมีกระท่อมสีดำหลังเล็กตั้งอยู่
ภายในกระท่อมสีดำนี้มีชายชราผู้หนึ่งนั่งอยู่ด้านหน้าโต๊ะตัวหนึ่ง
ชายชราผู้นี้สวมเสื้อคลุมหลวงจีน และมีหนวดเครายาว ดวงตาทั้งสองกลมโต
เมื่อเห็นเขา ไป๋หลี่ซานและหลงซวงก็พูดขึ้นมาด้วยความเคารพ “ผู้อาวุโสชิว!”
กู่ซานฉงและกานจิ่วเม่ยชะงักงัน ทั้งสองมองไปยังชายชราด้วยความแปลกใจ ไป๋หลี่ซานรีบส่งเสียงไปยังลู่เฉินทันที “นี่คือผู้อาวุโสอันดับที่สิบแห่งตำหนักหุบเขาลึก ชิวฉางชิง”
ดวงตาทั้งสองของผู้อาวุโสชิวมองไปยังไป๋หลี่ซานและหลงซวง รวมทั้งลู่เฉินและคนอื่น ๆ “ครั้งนี้ ภูเขาเดียวดายคิดจะส่งพวกเขาทั้งสามมาเข้าร่วมหรือ?”
ไป๋หลี่ซานขานรับ “ขอรับ”
ผู้อาวุโสชิวมองลู่เฉินและคนอื่น ๆ อย่างพิจารณา จากนั้นเขาก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย “สองคนนี้เข้าร่วม ข้าพอจะเข้าใจได้ แต่เขานั้น เป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้มิใช่หรือ?”
เพราะลู่เฉินมีขั้นพลังที่ต่ำ ไป๋หลี่ซานจึงได้คิดหาข้อแก้ตัวไว้แล้ว เขาพูดกับผู้อาวุโสชิวว่า “ผู้อาวุโสชิว มีบางอย่างที่ท่านไม่รู้ ถึงแม้เขาจะเป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้ แต่การป้องกันของเขานั้นนับว่าดีที่สุดในกลุ่มคนของภูเขาเดียวดาย”
“ดีที่สุด?” ผู้อาวุโสชิวไม่เชื่อ
“ข้าขอยืนยัน” ไป๋หลี่ซานย้ำอีกครั้ง
หลงซวงก็พูดแทนลู่เฉินด้วยเช่นกัน แต่การกระทำนี้ยิ่งทำให้ผู้อาวุโสชิวรู้สึกแปลกใจ เพราะสถานะของหลงซวงนั้นนับว่าเป็นสถานะที่พิเศษในหุบเขาลึกแห่งนี้ เพราะเหตุใดเขาจึงยอมพูดแทนอีกฝ่ายเช่นนี้ได้
ดังนั้นผู้อาวุโสชิวจึงมองไปยังลู่เฉินด้วยความสงสัย “ดูเหมือนว่า ข้าจะต้องลองดูเสียหน่อย”
ลองดู?
ทุกคนต่างแปลกใจว่าผู้อาวุโสชิวจะทดลองอย่างไร
และในขณะนั้นเอง ผู้อาวุโสชิวก็ลงมือ บนฝ่ามือของเขาปรากฏแส้ขนจามรีสีเทา และแส้จามรีนี้มีแสงสีทองสว่างปรากฏออกมาตกลงตรงหน้าลู่เฉิน
ชายหนุ่มได้เตรียมตัวมาก่อนแล้ว จึงได้รวบรวม ‘กำแพงพันชั้น’ ขึ้นมาทันที
เห็นเพียงแสงสีทองนั้นโจมตีไปบน ‘กำแพงพันชั้น’ แต่อีกฝ่ายตั้งใจควบคุมพลังไว้ ดังนั้นจึงทำลายไปเพียงหกร้อยถึงเจ็ดร้อยชั้นเท่านั้น
ทว่ากลับยิ่งทำให้ผู้อาวุโสชิวรู้สึกแปลกใจมากขึ้น “ดูเหมือนว่าจะมีความสามารถไม่น้อยจริง ๆ”
“ผู้อาวุโสชิว พวกเราไม่ได้หลอกท่าน” ไป๋หลี่ซานพูดพร้อมกับยกยิ้ม
“ได้ ลงนามพร้อมข้อมูลเล็กน้อย และรับแผ่นป้ายเข้าออกไปยังตำหนักหุบเขาลึกได้”
เมื่อพูดจบ ผู้อาวุโสชิวก็ให้ทุกคนลงนาม จากนั้นจึงมอบแผ่นป้ายวงกลมสีดำพิเศษสามชิ้นให้แก่ลู่เฉินและอีกสองคน และมีดอกไม้ไฟเพลิงดอกหนึ่งสลักไว้ด้านบน ขณะเดียวกันยังให้ทั้งสามเพิ่มพลังปราณเข้าไป
และเมื่อพลังของทั้งสามคนไปกระตุ้นการใช้งานของแผ่นป้ายนี้แล้ว ผู้อาวุโสชิวจึงได้พูดขึ้นว่า “พวกเจ้าจงพกแผ่นป้ายนี้ตลอดเวลา มิเช่นนั้นค่ายกลหรือกลุ่มคนลาดตระเวนของหุบเขาลึกจะสามารถโจมตีพวกเจ้าได้ทุกเมื่อ”
กานจิ่วเม่ยและคนอื่น ๆ ต่างก็สูดหายใจเข้าจนสุดปอด
ไป๋หลี่ซานแสดงท่าทีว่าเข้าใจแล้ว ก่อนจะนำทั้งสามออกไป หลงซวงเองก็ขอตัวออกไปเช่นกัน
เมื่อออกไปจนหมด ผู้อาวุโสก็แสดงสีหน้าสงสัย “ขั้นหลอมแก่นแท้? ช่างน่าประหลาดใจเสียจริง!”
…
หลังจากที่ลู่เฉินและคนอื่น ๆ ออกมาจากกระท่อมเล็กหลังนั้นแล้ว พวกเขาจึงเดินขึ้นบันไดด้านข้างเพื่อไปยังตำหนักหุบเขาลึก
เมื่อมีแผ่นป้ายสถานะ พวกเขาก็สามารถทะลุผ่านเขตแดนค่ายกลสีดำเข้าไปภายในได้อย่างง่ายดาย
กานจิ่วเม่ยที่มาที่นี่เป็นครั้งแรกจึงรู้สึกตื่นเต้นระคนประหลาดใจ “ที่นี่ ช่างแตกต่างจริง ๆ”
ภายในภูเขานี้นั้นรอบด้านเป็นสีดำเสียส่วนใหญ่ ทั้งก้อนหินสีดำ ต้นไม้สีดำ กลุ่มคนสีดำ แม้แต่สิ่งปลูกสร้างที่อยู่ไกลออกไปเล็กน้อยก็ล้วนเป็นสีดำ
แต่ระยะการมองเห็นก็ถูกจำกัดเช่นกัน เขาสามารถมองเห็นได้เพียงสถานการณ์ภายในระยะหนึ่งร้อยก้าวเท่านั้น
ทว่าระยะนี้สำหรับชายหนุ่มแล้วนับว่าเพียงพอ ดังนั้นเขาจึงกวาดตามองไปรอบ ๆ จากนั้นจึงจ้องไปยังสิ่งปลูกสร้างสีดำและก้อนหินรอบ ๆ เหล่านั้น เขาพึมพำว่า “คิดไม่ถึงว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหินวิญญาณทมิฬทั้งสิ้น”
หินวิญญาณทมิฬเป็นหินวิญญาณชนิดหนึ่งที่สามารถเลี้ยงวิญญาณและยังช่วยรวบรวมพลังวิญญาณได้ รวมถึงยังใช้ฝึกเคล็ดวิชาวิญญาณได้ด้วย
เช่นเดียวกับศิลาวิญญาณ ซึ่งมีไว้ใช้ในการฝึกฝน และสิ่งเหล่านี้เหมาะสำหรับผู้ฝึกฝนวิถีภูต
เพียงแค่ภูเขาลูกหนึ่ง แม้แต่สิ่งปลูกสร้างยังใช้หินวิญญาณทมิฬในการสร้างขึ้นมาก็ดูจะ ‘มากเกินไป’ เล็กน้อย
ดังนั้น ชายหนุ่มจึงหันไปถามไป๋หลี่ซานและหลงซวงด้วยความแปลกใจ “หุบเขาลึกนี้ อยู่มานานกี่ปีแล้ว?”
ไป๋หลี่ซานส่ายศีรษะ “พวกเราไม่รู้จริง ๆ”
หลงซวงก็มีท่าทีไม่เข้าใจเช่นกัน แต่กานจิ่วเม่ยกลับพูดขึ้นว่า “หุบเขาลึกนี้มีประวัติยาวนานหลายปี โดยเฉพาะตำหนักหุบเขาลึกที่มีความลึกลับมากกว่าที่อื่น!”
“เจ้ารู้มากน้อยเพียงใด?” ลู่เฉินได้ยินนางพูดเช่นนั้นจึงมองมาด้วยความแปลกใจ
กานจิ่วเม่ยตอบด้วยสีหน้าลำบากใจ “ข้ารู้เพียงเท่านั้น”
ชายหนุ่มอดส่ายศีรษะออกมาไม่ได้ ไป๋หลี่ซานจึงนำทางต่อไป จนกระทั่งเดินไปถึงเส้นทางเล็ก ๆ จึงได้พบกับกลุ่มคนที่มาจากอีกสถานที่หนึ่งพอดี
ท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านี้ มีคนหนึ่งที่เมื่อเห็นลู่เฉินแล้วจึงรู้สึกกระตือรือร้นขึ้นมา“ข้าก็คิดว่าเจ้าจะไปที่ใด! คิดไม่ถึงว่าจะมาที่นี่เช่นกัน”
ผู้พูดไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นชิงอีถงแห่งโถงรายนามผู้นั้น
ชายหนุ่มเห็นเขาแล้วแต่ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรนัก กานจิ่วเม่ยจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้าคือผู้ใด?”
“ข้าคือชิงอีถงแห่งโถงรายนาม!” ชิงอีถงพูดด้วยความภาคภูมิใจ
กานจิ่วเม่ยกลับยิ้มเยาะออกมา “โถงรายนาม? เช่นนั้นพวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าพวกเรามาจากที่ใด?”
ชิงอีถงไม่เคยไปยังภูเขาเดียวดาย จึงไม่สามารถรู้ได้ว่าคนเหล่านี้มาจากที่ใด ดังนั้นเขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ที่ใดกัน?”
“ภูเขาเดียวดาย!” กานจิ่วเม่ยตอบอย่างพึงพอใจ และเมื่อคนกลุ่มนั้นได้ยินชื่อภูเขาเดียวดาย แต่ละคนต่างก็สูดหายใจเข้าลึก
ชิงอีถงมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย “ภูเขาเดียวดาย?”
“ใช่ ภูเขาเดียวดาย!” กานจิ่วเม่ยย้ำ
“เช่นนั้น เขาล่ะ?” ชิงอีถงมีสีหน้าแปลกใจ
“เขาก็มาจากภูเขาเดียวดายเช่นกัน!” กานจิ่วเม่ยตอบ
ยิ่งได้ฟัง ชิงอีถงก็ยิ่งมีสีหน้าจริงจัง
และในขณะนั้นเอง ชิงอีถงและคนกลุ่มอื่น ๆ ก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น “ข้าก็คิดว่าคนของภูเขาเดียวดายจะไม่กล้ามาร่วมสนุกเสียแล้ว คิดไม่ถึงว่าจะมา”
ทุกคนต่างหันไปมองตามเสียง จึงได้เห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินเข้ามาพอดี
ชายหนุ่มผู้นี้แต่งกายด้วยชุดสีเขียวอ่อน บริเวณลำคอมีแหวนสีดำคล้องอยู่ บนหน้าผากมีรอยเปลวไฟสีดำสลักไว้ ดูแล้วช่างแปลกตานัก
ในกลุ่มคนของชิงอีถง มีคนพูดเยินยอว่า “ศิษย์ยอดฝีมือของผู้อาวุโสแปด จูเก๋อหลิงเฟิง!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนอื่น ๆ ก็เริ่มเอ่ยเยินยอ แต่เมื่อกานจิ่วม่ยเห็นคนผู้นั้นก็รู้สึกไม่สบอารมณ์นัก “ข้าก็คิดว่าผู้ใด ที่แท้ก็เจ้าหัวหมูนี่เอง!”
จูเก๋อหลิงเฟิงไม่ได้โกรธเคืองใด ๆ แต่กลับหัวเราะขึ้นมา “ดูเหมือนว่าครั้งที่แล้วบนภูเขาเดียวดาย จะไม่ได้มอบบทเรียนให้เจ้า!”
กานจิ่วเม่ยพูดจาดูถูก “ครั้งที่แล้ว ศิษย์พี่ของข้าเก็บตัวจึงไม่ได้ลงมือ มิเช่นนั้นลำพังเจ้า? ศิษย์พี่ของข้าเพียงใช้นิ้วเดียวก็สามารถเอาชนะเจ้าได้!”
จูเก๋อหลิงเฟิงหัวเราะอย่างเย็นชาก่อนจะมองไปยังกู่ซานฉง “ดูเหมือนว่า ครั้งที่แล้วศิษย์พี่ท่านนี้ของเจ้า คงจะไม่กล้าลงมือ?”
กู่ซานฉงไม่ได้พูดตอบกลับใด ๆ กานจิ่วเม่ยกำลังจะพูด แต่ไป๋หลี่ซานกลับหันไปพูดกับกานจิ่วเม่ยว่า “เอาล่ะ ไม่ต้องพูดแล้ว!”
กานจิ่วเม่ยรู้สึกคับข้องใจเป็นอย่างมาก และในขณะนั้นเอง ไป๋หลี่ซานก็เตรียมที่จะพาลู่เฉินและคนอื่น ๆ ออกไปจากที่นี่ แต่ชิงอีถงกลับกระซิบบางอย่างข้างหูจูเก๋อหลิงเฟิง “ศิษย์พี่จูเก๋อ เจ้าหนุ่มที่ข้าพูดให้ท่านฟังวันนี้ก็คือเขา!”
ชิงอีถงพูดพลางชี้ไปยังชายหนุ่ม
“ข้าก็คิดว่าจะเก่งกาจเพียงใด ที่แท้ก็เป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้?” จูเก๋อหลิงเฟิงเอ่ยสบประมาท
“อย่าดูถูกเขา”
เมื่อจูเก๋อหลิงเฟิงได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “หรือว่าหากช่วยเจ้าสั่งสอนเขา แล้ว เจ้าจะมอบของสิ่งนั้นให้ข้า?”
“ใช่!”
จูเก๋อหลิงเฟิงรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก จากนั้นจึงขวางทางลู่เฉินและคนอื่น ๆ ที่กำลังจะเดินออกไป “พวกเจ้าคนอื่น ๆ ของภูเขาเดียวดายสามารถไปได้ แต่เจ้าหนุ่มผู้นี้ไปไม่ได้!”
ทุกคนต่างแปลกใจว่าเหตุใดจูเก๋อหลิงเฟิงผู้นี้จึงต้องขัดขวางลู่เฉินเอาไว้