ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 630 การมาเยือนของเฮยหลวน ทำให้ผู้คนตกตะลึง
บทที่ 630 การมาเยือนของเฮยหลวน ทำให้ผู้คนตกตะลึง
ไป๋หลี่ซานพยักหน้าก่อนจะพูดออกมา “ผู้พิทักษ์หุบเขาลึกเหล่านี้ หากจับผู้ใดก็จะถูกส่งไปยังตำหนักสอบสวน เมื่อถึงเวลานั้น นอกจากจะถูกยกเลิกสถานะแล้ว ยังจะถูกลงโทษตามสถานการณ์ด้วย”
กานจิ่วเม่ยได้ยินถึงความวุ่นวายเช่นนี้ก็อดตัวสั่นขึ้นมาไม่ได้
ไป๋หลี่ซานมองไปยังทุกคน “ไปเถิด”
อยู่ ๆ หลงซวงก็พูดขึ้นว่า “ข้าไม่ไปแล้ว เพราะข้าไม่ใช่ผู้ที่จะเข้าร่วมการประลอง”
พูดจบ หลงซวงก็มองไปยังลู่เฉิน ราวกับรอให้อีกฝ่ายตอบกลับ และเมื่อเขาพยักหน้า หลงซวงก็ได้เดินออกไป
การกระทำนี้ยิ่งทำให้กานจิ่วเม่ยรู้สึกแปลกใจ ลู่เฉินกับหลงซวงผู้นี้มีความสัมพันธ์ใดกัน เหตุใดก่อนหน้านี้ลู่เฉินต้องพยายามตามหาอีกฝ่ายเพียงนั้น แต่ตอนนี้ไม่ว่าหลงซวงจะทำการใด ก็ดูเหมือนว่าต้องสบตาลู่เฉินก่อนจึงจะลงมือทำสิ่งนั้นได้
ไม่เพียงแต่กานจิ่วเม่ยเท่านั้น กู่ซานฉงก็อยากรู้เช่นกัน
หลังจากไป๋หลี่ซานเร่งให้พวกเขาออกไป พวกเขาก็ได้สติกลับมา จากนั้นจึงเดินตามไป๋หลี่ซานไป
…
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ทุกคนจึงมาถึงหมู่บ้านที่อยู่กลางหุบเขา หมู่บ้านนี้มีขนาดกว้างขวาง ขณะเดียวกันยังแบ่งออกเป็นหลายเขต
หลังจากที่ไป๋หลี่ซานและคนอื่น ๆ เข้าไปแล้ว ก็ได้พบกับลานรับรองที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย
จากนั้นไป๋หลี่ซานก็หันมาพูดกับทุกคนว่า “อีกไม่กี่วันหลังจากนี้ ทุกคนจะอยู่ที่นี่ อย่าสร้างความวุ่นวายเล่า”
กานจิ่วเม่ยขานรับ “เจ้าค่ะ ประมุขยอดเขา”
กู่ซานฉงก็ขานรับเช่นกัน “ขอรับ”
จากนั้นไป๋หลี่ซานจึงให้ทุกคนปักหลักอยู่ภายในลานนี้ และลานนี้มีห้องใต้หลังคาอยู่หลายห้อง กานจิ่วเม่ยเลือกห้องที่อยู่สูงที่สุด จากนั้นก็มองไปข้างหน้าพลางพูดขึ้นว่า “ดูนั่น ที่นั่นสามารถมองเห็นสถานการณ์รอบ ๆ ภายในระยะหนึ่งร้อยก้าวได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กู่ซานฉงก็เดินขึ้นไปด้านบนสุดของห้องใต้หลังคา
เมื่อเห็นว่าห้องใต้หลังคานี้มีห้าชั้น และเมื่อยืนอยู่ชั้นที่ห้านั้นสามารถมองเห็นเหตุการณ์รอบ ๆ ในระยะหนึ่งร้อยก้าวได้จริง ๆ และยังสามารถมองเห็นสถานการณ์ของลานอื่นผ่านลานและกำแพงที่ล้อมรอบลานนี้ได้
เมื่อลู่เฉินเดินขึ้นไปกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แล้ว ชายหนุ่มก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แต่กลับมองหาสถานที่ในการพักผ่อน
หลังจากที่กานจิ่วเม่ยมองไปยังลู่เฉินที่กำลังพักผ่อนอยู่ และมองไปยังไป๋หลี่ซานและคนอื่น ๆ ที่อยู่ในลานแล้ว นางก็หันไปถามกู่ซานฉง “ศิษย์พี่ ท่านคิดว่าพวกเราจะได้รับชัยชนะหรือไม่?”
กู่ซานฉงมองไปยังลานอื่น ๆ ก่อนจะตอบกลับ “เมื่อครู่ตอนที่มานั้น ข้าพบว่ามีผู้แข็งแกร่งอยู่ในลานไม่น้อย และคนเหล่านี้น่าจะเป็นศิษย์เอกของผู้อาวุโสบางส่วน”
“ดูเหมือนว่า หากคิดจะเอาชนะพวกเขานั้น คงจะยากเสียหน่อย” กานจิ่วเม่ยตอบด้วยความหดหู่ใจ
“มีเขา บางทีสถานการณ์อาจจะแตกต่างออกไป” กู่ซานฉงมองไปยังลู่เฉินที่กำลังนั่งพักผ่อนอยู่
“เขา? ขั้นหลอมแก่นแท้?”
“เขาไม่ธรรมดา และไม่ได้อ่อนแอไปกว่าพวกเราด้วยซ้ำ” หลังจากที่กู่ซานฉงได้สังเกตมาระยะหนึ่ง จึงพูดความคิดของตนออกมา
กานจิ่วเม่ยเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “แต่ว่า เขามีเพียงการป้องกันที่แข็งแกร่งเล็กน้อย แต่ถ้าหากต้องการชนะนั้น เกรงว่า…”
“ไม่ง่ายเช่นนั้น” กู่ซานฉงตอบด้วยความแปลกใจ
“ศิษย์พี่ ท่านมีความคิดอย่างไร?” กานจิ่วเม่ยแปลกใจ
“ข้าก็ไม่รู้ แต่ข้ามักจะรู้สึกว่า เขาน่าจะเอาชนะประมุขยอดเขาได้”
“ว่าอย่างไรนะ? เอาชนะประมุขยอดเขา?” กานจิ่วเม่ยไม่เชื่อ
“รอก่อนเถิด”
กานจิ่วเม่ยรู้สึกสงสัย และในขณะนั้นเอง ห้องใต้หลังคาที่พวกเขาอยู่นั้น จู่ ๆ ก็เกิดแสงสีดำสว่างขึ้นมา
กานจิ่วเม่ยหวาดกลัวจนกระโดถอยห่างออกไป “นี่ เกิดสิ่งใดขึ้น?”
ไม่เพียงเท่านั้น ห้องใต้หลังคาของพวกเขาได้ถูกตัดขาดจากบริเวณรอบ ๆ ทันที ทำให้ภายในห้องมีแต่ความมืดมิด
กู่ซานฉงรีบรวบรวมแสงไฟเพลิงออกมาเพื่อส่องสว่างไปรอบ ๆ จากนั้นก็พูดด้วยท่าทางจริงจัง “มีคนบุกเข้ามา!”
“บุก? ไม่กลัวจะถูกผู้พิทักษ์จับหรือ?” กานจิ่วเม่ยพูดขึ้นมาด้วยความร้อนใจ
และในขณะนั้นเอง ก็เกิดลมกระโชกพัดมา จากนั้นเสียงสตรีนางหนึ่งก็ดังขึ้น “ผู้พิทักษ์เหล่านั้น จะจับข้าได้อย่างไร?”
กานจิ่วเม่ยและกู่ซานฉงต่างก็หวาดกลัว
ร่างของสตรีผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้น สตรีผู้นี้สวมหน้ากากขนนกสีดำ ขณะเดียวกันยังสวมชุดกระโปรงยาวสีดำ รวมทั้งถุงมือกระดูกอีกด้วย ดูแล้วช่างแปลกประหลาดนัก
แต่เมื่อกานจิ่วเม่ยและกู่ซานฉงได้เห็นนาง ทั้งสองก็พูดออกมาเป็นเสียงเดียวกัน “เฮยหลวน!”
เฮยหลวนฉีกยิ้มพลางมองทั้งสอง “ทั้งสองท่าน ยังจำข้าได้สินะ”
กานจิ่วเม่ยพูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น “เฮยหลวน สตรียอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งตำหนักหุบเขาลึก เรื่องนี้ผู้ใดก็รู้”
กู่ซานฉงพูดเสริมขึ้นอีกคน “ความสามารถของท่าน ทุกคนต่างรู้กันทั้งนั้น”
“ในเมื่อพวกเจ้ารู้ถึงที่มาและความสามารถของข้า เช่นนั้นหลังจากนี้ พวกเจ้าอย่ารบกวนข้า เข้าใจหรือไม่?” เฮยหลวนฉีกยิ้มพลางเอ่ยเตือน
“ท่านคิดจะทำสิ่งใด?” กานจิ่วเม่ยเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ ในขณะที่กู่ซานฉงจ้องมองนางด้วยแววตาประหลาดใจ
เฮยหลวนเผยรอยยิ้มประหลาด จากนั้นจึงเดินไปหาลู่เฉินที่กำลังนั่งอยู่ทีละก้าว
กานจิ่วเม่ยเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “หรือว่า นางมาที่นี่เพราะเจ้าหนุ่มผู้นั้น?”
กู่ซานฉงมีสีหน้าจริงจัง “ดูเหมือนว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นเสียแล้ว”
แต่ลู่เฉินที่นั่งพักผ่อนอยู่ตรงนั้น ไม่ขยับกายใด ๆ ราวกับไม่มีเรื่องใดเกี่ยวกับตนทั้งสิ้น
เฮยหลวนเดินไปหยุดอยู่ด้านข้างลู่เฉิน และฉีกยิ้มพลางมองเขา “นิ่งสงบเพียงนี้เชียวหรือ?”
ถึงแม้ชายหนุ่มจะกำลังหลับตาอยู่นั้น แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงบางอย่าง “ไม่ว่าจ้าจะมีจุดประสงค์ใด โปรดอย่ายุ่งกับข้า”
“โอ้ ขั้นหลอมแก่นแท้ตัวจิ๋ว ปากเก่งจริงเชียว” เฮยหลวนหยอกล้อ
ชายหนุ่มไม่ตอบ เฮยหลวนจึงยื่นมือขวา จากนั้นบนฝ่ามือขวาก็มีนกสีดำพุ่งออกมาและเข้าล้อมลู่เฉิน
เพียงไม่นาน ลู่เฉินก็ถูกเขตแดนสีดำกักขังไว้
กานจิ่วเม่ยตกตะลึง “ท่านคิดจะทำสิ่งใด?”
กู่ซานฉงก็ขมวดคิ้วเช่นกัน “ที่นี่ไม่สามารถต่อสู้กันได้!”
เฮยหลวนฉีกยิ้มพลางตอบกลับ “ข้าไม่เรียกว่าการต่อสู้ ข้าเรียกมันว่าการเจรจา!”
กานจิ่วเม่ยรู้สึกโมโห แต่กู่ซานฉงกลับรู้สึกกังวลใจ
ส่วนชายหนุ่มกลับพูดว่า “อย่างไรกัน? จะลงมือจริงหรือ?”
เฮยหลวนเมื่อได้สติก็ยิ้มพลางมองอีกฝ่าย “เจ้าหนุ่ม ตัวข้านั้นเดิมทีไม่ได้มีความขุ่นเคืองใจกับเจ้า แต่เพียงแค่มีคนยอมมอบของมีประโยชน์บางอย่าง เพื่อให้ข้ามาจัดการเจ้า ดังนั้นเจ้าต้องไปกับข้า”
“ไป?”
“ใช่!”
“โดยอาศัยเจ้านกตัวนี้หรือ?” ลู่เฉินลืมตาขึ้น จ้องมองไปยังนกสีดำที่ล้อมรอบตนเองอยู่
เฮยหลวนตอบกลับด้วยความมั่นใจ “นกตัวนี้ สามารถพันธนาการพลังเจ้าไว้ได้”
“โอ้? งั้นหรือ?” ชายหนุ่มไม่เชื่อ
เฮยหลวนเห็นท่าทางอวดดีของลู่เฉินก็เผยรอยยิ้มประหลาดออกมา “โอ้? ไม่เชื่ออย่างนั้นหรือ?”
“อีกไม่นาน เจ้าก็จะได้รู้” เมื่อลู่เฉินพูดจบ จู่ ๆ นกสีดำตัวนั้นก็ราวกับว่าหวาดกลัวอะไรบางอย่าง จากนั้นมันก็บินกลับไปบนฝ่ามือของเฮยหลวน จนทำให้เขตแดนรอบ ๆ ลู่เฉินหายไปในทันที
กานจิ่วเม่ยและกู่ซานฉงต่างแปลกใจว่าเกิดเรื่องใดขึ้น
เฮยหลวนเองก็มีสีหน้าแปลกใจเช่นกัน นางยังจ้องมองไปยังลู่เฉินอยู่ครู่หนึ่ง แล้วมองไปยังนกสีดำบนฝ่ามือของตน จากนั้นจึงคิดอยากรู้อะไรบางอย่างบนตัวของเจ้านกตัวนี้
แต่ดูเหมือนว่านกสีดำนี้กำลังหวาดกลัว จนต้องส่งเสียงร้องออกมา
สิ่งนี้จึงทำให้เฮยหลวนรู้สึกสงสัย นางจ้องมองไปยังลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม เจ้าทำสิ่งใดกับมัน?”
“ก็ไม่ได้ทำสิ่งใด” คำพูดของอีกฝ่ายทำให้เฮยหลวนอดขมวดคิ้วไม่ได้
แต่เพียงไม่นาน เฮยหลวนก็เผยรอยยิ้มอีกครั้ง “ดูเหมือนว่า ข้าจะต้องให้เจ้าเห็นถึงความแข็งแกร่งเสียหน่อย ทำให้เจ้าได้รู้ถึงฝีมือของข้า”
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?” ลู่เฉินลุกขึ้นยืน
เมื่อเฮยหลวนเห็นชายหนุ่มลุกขึ้นยืน อีกทั้งยังไม่สนใจตน นางก็เผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา “ดูเหมือนว่า จะต้องให้เจ้าได้ดูถึงความแข็งแกร่งของข้าจริง ๆ เสียแล้ว!”