ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 633 หญิงสาวผู้นี้ แตกต่างเล็กน้อย!
บทที่ 633 หญิงสาวผู้นี้ แตกต่างเล็กน้อย!
ลู่เฉินได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายก็ยกยิ้ม “หมายความว่า เจ้าคิดจะกักขังข้าต่อไป?”
“ไร้สาระ!” เฮยหลวนคิดว่าการขังอีกฝ่ายไว้นั้นไม่ใช่ปัญหา
“เช่นนั้น ก็ต้องขออภัย!” ชายหนุ่มกล่าว
ขออภัย?
เฮยหลวนไม่รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร จนกระทั่งลู่เฉินโยนศิลาวิญญาณบางส่วนไว้ตรงนั้น เฮยหลวนจึงรู้สึกได้ว่า ค่ายกลที่กักขังชายหนุ่มไว้นั้นกำลังเกิดปัญหา
“เป็นไปได้อย่างไร?” เฮยหลวนพูดด้วยความตะลึงงัน
จากนั้น เรื่องที่น่ากลัวจึงเกิดขึ้น นั่นก็คือลู่เฉินทำลายทั้งค่ายกลได้อย่างง่ายดาย ค่ายกลนี้และถ้ำที่อยู่รอบ ๆ ได้กลายเป็นสิ่งเดียวกัน
ดังนั้น เมื่อค่ายกลถูกทำลายลงในขณะนั้น ความสามารถในการหลอมรวมพลังปราณบนถ้ำบริเวณรอบ ๆ นั้นก็ค่อย ๆ หายไป
สิ่งนี้ทำให้เฮยหลวนโมโหจนตัวสั่นเทิ้ม “เจ้า เจ้าทำลายถ้ำของข้า!”
“เมื่อครู่ข้าได้พูดไปแล้ว เจ้ามีเพียงทางเลือกเดียว แต่เจ้ากลับไม่ฟัง เช่นนั้นโทษข้าได้หรือ?” ลู่เฉินย้อนถามอีกฝ่าย
เฮยหลวนจ้องมองไปยังชายหนุ่มด้วยความโกรธแค้น “เจ้า!”
“ข้าแนะนำเจ้า ทางที่ดีอย่าคิดจัดการข้า เช่นนั้นในที่สุดแล้ว ผู้ที่จะพ่ายแพ้จนต้องอับอายนั้น อย่างไรก็ต้องเป็นตัวเจ้าเอง” ลู่เฉินยกยิ้มพลางมองเฮยหลวน
เฮยหลวนอยู่ในหุบเขาลึกมานานหลายปี ถูกขนานนามว่าเป็นยอดฝีมือสตรีอันดับหนึ่งมาโดยตลอด จะยอมแพ้ให้ขั้นหลอมแก่นแท้อย่างลู่เฉินได้อย่างไร จึงตะโกนว่า “หวังว่าอีกไม่นาน เจ้ายังจะพูดเช่นนี้ได้!”
หลังจากพูดจบ รอบ ๆ ก็เริ่มปรากฏเงาพรางตาออกมามากมาย
เพียงไม่นาน อสูรปีศาจกลุ่มหนึ่งก็พุ่งตัวออกมา และพวกมันก็ค่อย ๆ ล้อมรอบลู่เฉินไว้ทีละตัว
เหล่าอสูรปีศาจพวกนี้ไม่ธรรมดา เพราะบนตัวของพวกมันแผ่กระจายปราณภูตผีออกมา ดังนั้น เมื่อชายหนุ่มมองดูแล้วก็รู้ได้ว่าพวกมันเป็นอสูรปีศาจ
แต่อสูรปีศาจนั้น ปกติแล้วมีอยู่แต่ในแดนชุมนุมภูตผี แต่เหตุใดจึงมาปรากฏอยู่ที่นี่มากมายหลายตัวเช่นนี้
ไม่เพียงเท่านั้น อสูรปีศาจเหล่านี้ยังเชื่อฟังคำสั่งของเฮยหลวนเป็นอย่างดีอีกด้วย
เมื่อเห็นเฮยหลวนให้อสูรปีศาจเหล่านี้หมอบอยู่รอบ ๆ ตัวลู่เฉิน พวกมันก็ทำตาม แต่ดวงตาทั้งสองข้างยังคงเปล่งแสงสีดำออกมา ขณะเดียวกันทั้งร่างยังเต็มไปด้วยปราณภูตผี ดูแล้วน่ากลัวยิ่งนัก
“เจ้าหนุ่ม เจ้าเริ่มกลัวแล้วหรือ?” เฮยหลวนควบคุมความโมโหของตนพลางย้อนถาม
ชายหนุ่มฉีกยิ้ม “ข้าก็ว่า เจ้าทำท่าทางแปลก ๆ ทำไมกัน?”
“ท่าทางแปลก ๆ?”
“ทุกครั้งที่เจ้าคิดจะลงมือมักจะเหลือทางหนีทีไล่ไว้ ราวกับกำลังคิดว่าจะทำให้ข้าตายได้หรือไม่” หลังจากลู่เฉินต่อสู้กับอีกฝ่ายมาสองสามครั้ง ก็พบว่าอีกฝ่ายมักจะกังวลอะไรบางอย่างอยู่เสมอ
ราวกับว่ามีคนรู้ทันความคิดของนาง เฮยหลวนจึงแค่นเสียงขึ้นมา “นั่นเป็นเพราะข้าไม่ต้องการให้เจ้าตายง่าย ๆ อย่างไรเล่า!”
“ข้าคิดว่าน่าจะไม่ใช่เช่นนั้น” ลู่เฉินส่ายศีรษะ
“ใช่หรือไม่นั้น อีกไม่นานเจ้าก็จะได้รู้” เฮยหลวนพูดจบ จึงออกคำสั่งกับอสูรปีศาจที่ดูเหมือนเสือดาวสีดำตัวหนึ่ง มันพุ่งออกมาราวกับเงาสีดำโดยเป้าหมายคือลู่เฉิน
เมื่อเห็นอสูรปีศาจตัวนี้กระโจนมายังตัวเขา ชายหนุ่มก็เผยรอยยิ้มชั่วร้าย จากนั้นจึงแผ่กระจายกลิ่นอาย ‘อสูร’ บนร่างกายออกมา
อสูรปีศาจก็คืออสูรชนิดหนึ่ง ดังนั้นบนตัวของมันจึงเกิดความหวาดกลัวแบบไร้สาเหตุทันที หวาดกลัวจนมันหมุนตัวกลับถอยไปยังตำแหน่งเดิม จากนั้นค่อย ๆ ถอยออกไปทีละก้าวและส่งเสียงประหลาดดังลั่น
อสูรปีศาจตัวอื่น ๆ ก็เป็นเช่นนี้ มันถอยออกไปทีละตัว
เฮยหลวนสงสัย นางมองไปยังอสูรปีศาจเหล่านั้นพลันตะโกนขึ้น “พวกเจ้ากำลังทำสิ่งใดกัน?”
อสูรปีศาจต่างพากังส่งเสียงครวญครางราวกับกำลังทำผิดอยู่
เฮยหลวนไม่เข้าใจ จึงพูดขึ้นด้วยความโมโห “ข้าบอกให้พวกเจ้าโจมตีเขาซะ!”
“ดูเหมือนว่า เจ้าจะไม่รู้ว่าอสูรปีศาจเหล่านี้พูดสิ่งใด”
“แล้วเจ้ายุ่งอะไรด้วย?” เฮยหลวนพูดด้วยความฉุนเฉียว
“ข้าเพียงแค่แปลกใจ ในเมื่อเจ้าไม่รู้ว่าพวกมันพูดสิ่งใด คิดสิ่งใด เช่นนั้นเจ้าควบคุมพวกมันได้อย่างไรกัน?” ชายหนุ่มจ้องมองเฮยหลวนด้วยแววตาแปลกประหลาด
เฮยหลวนกลอกตามองบน “เหตุใดจึงต้องบอกเจ้า?”
“ดูเหมือนว่า พวกเราจะควรคุยกันดี ๆ เสียหน่อย” ลู่เฉินฉีกยิ้ม
“คุย? เจ้าคิดมากไปแล้ว!” เมื่อเฮยหลวนพูดจบ หญิงสาวก็นำเม็ดยาสีดำออกมา จากนั้นใช้มือขวาบดขี้จนมันปล่อยกลิ่นอายแปลกประหลาด
เมื่ออสูรปีศาจได้กลิ่นอายแปลกประหลาดนี้ก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที จากนั้นก็ค่อย ๆ หมดสติไปทีละตัว
“เข้ามา!” นางออกคำสั่ง
เหล่าอสูรปีศาจ ‘บ้าคลั่ง’ ขึ้นมาทันที มันพุ่งไปยังลู่เฉิน คิดจะกระโจนใส่ชายหนุ่มแต่อีกฝ่ายกลับไม่สะทกสะท้านทั้งยังยกยิ้ม
และในขณะนั้นเอง เฮยหลวนก็ได้เห็นภาพที่ทำให้ตกตะลึง นั่นก็คือการโจมตีของอสูรปีศาจนั้น เมื่อกระทบลงบนร่างของเขา กลับไม่ส่งผลใด ๆ ต่ออีกฝ่าย
“นี่ เกิดสิ่งใดขึ้น?” เป็นครั้งแรกที่เฮยหลวนเห็นว่าอสูรปีศาจไม่สามารถทำอะไรมนุษย์ได้
ลู่เฉินยกยิ้มพลางมองนาง “ไม่ใช่พวกมันแข็งแกร่งไม่มากพอ แต่การโจมตีของพวกมันไม่มีผลอันใดต่อข้า”
เฮยหลวนไม่เชื่อ “เป็นไปไม่ได้”
“พวกมันใช้เคล็ดวิชาอสูรปีศาจ และทักษะเช่นนี้นับเป็นเคล็ดวิชาอสูรชนิดหนึ่ง แต่ไม่เหมือนกับเคล็ดวิชาอสูรทั่วไป พลังของพวกมันสามารถโจมตีวิญญาณได้ แต่เจ้าก็รู้ดีว่าวิญญาณของข้าแข็งแกร่งเพียงใด ดังนั้นพวกมันจึงทำอะไรวิญญาณของข้าไม่ได้”
“วิญญาณของเจ้าแข็งแกร่ง แต่กายเนื้อของเจ้าต้องไม่สามารถต้านทานการโจมตีของพวกมันได้สิ”
เฮยหลวนรู้ดีว่าอสูรปีศาจไม่เพียงแต่ทำร้ายวิญญาณคนได้ ที่สำคัญยังสามารถทำลายกายเนื้อได้ แต่ตอนนี้ทั้งกายเนื้อและวิญญาณกลับไม่เป็นอะไร จึงเป็นสิ่งที่นางแปลกใจที่สุด
ชายหนุ่มยกยิ้มชั่วร้าย “เจ้าอยากรู้หรือ?”
“ไร้สาระ”
“เช่นนั้นเจ้าให้พวกมันโจมตีข้าต่อไป จากนั้นเจ้าจงมองดูบนร่างกายของข้าให้ดี ๆ ว่ามีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่”
เฮยหลวนไม่รู้ว่าชายหนุ่มพูดถึงสิ่งใด ดังนั้นจึงให้อสูรปีศาจโจมตีลู่เฉินต่อไป
นางเห็นเพียงอสูรปีศาจโจมตีลู่เฉินอย่างบ้าคลั่ง
หลังจากนั้นเฮยหลวนจึงได้เห็นว่ารอบกายอีกฝ่ายนั้นมีเขตแดนหลอมรวมขึ้นมา และเขตแดนนี้ หากยิ่งโจมตีก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
“นี่มันเขตแดนประหลาดอะไรกัน?”
ลู่เฉินแสดงเคล็ดวิชานักรบสัตว์ร้ายออกมา ตราบใดที่เป็นเคล็ดวิชาอสูร ก็สามารถทำให้เขตแดนนี้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นได้ ดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่สนใจว่ากายเนื้อจะได้รับบาดเจ็บเช่นไร
แต่เฮยหลวนไม่รู้ ดังนั้นแววตาทั้งสองจึงจ้องมองไปยังอีกฝ่าย นางต้องการให้ชายหนุ่มอธิบาย
“อยากรู้หรือ?”
“ใช่”
“นอกเสียจากเจ้าจะกลายเป็นศิษย์ข้า ข้าจึงจะสามารถบอกเจ้าได้” ลู่เฉินยิ้มพลางมองนาง
“กลายเป็นศิษย์เจ้า? ช่างน่าตลกนัก” เฮยหลวนรู้สึกว่ากำลังพบเจอกับเรื่องน่าตลกที่สุดอยู่
ชายหนุ่มเพียงยิ้มและมองนาง “ข้าเห็นว่ารากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเจ้านั้นไม่แย่ และยังเป็นผู้ฝึกตนสองวิถี ทั้งยังควบคุมอสูรปีศาจได้ จึงคิดที่จะรับเจ้าเป็นศิษย์ แต่ถ้าข้าไม่อยากได้เจ้าเมื่อไหร่ แม้เจ้าขอร้องอ้อนวอนข้า ข้าก็จะไม่รับเจ้า”
เฮยหลวนคิดว่า การที่อีกฝ่ายคิดจะรับตนเป็นศิษย์นั้นช่างเป็นเรื่องน่าตลก และตอนนี้เขายังใช้น้ำเสียงเช่นนี้พูดกับตน นางจึงไม่พอใจขึ้นมา “ทำอย่างกับว่าข้าอยากจะเป็นศิษย์ของเจ้านักแหละ”
“ไม่เป็นไร อีกไม่นานเจ้าก็จะอยาก” ลู่เฉินยกยิ้ม
แววตาทั้งสองของลู่เฉินจ้องมองไปยังเฮยหลวน พบว่าบนศีรษะของเฮยหลวน มีกระแสน้ำวนจาง ๆ อยู่
กระแสน้ำวนนี้ เขาเคยเห็นมันมาก่อน แต่เคยเห็นในแดนชุมนุมภูตผี แต่มีเพียงคนเดียวที่มี และคนผู้นั้นไม่ควรจะปรากฏตัวในมหาทวีปจิ่วโหยวนี้ได้
ดังนั้นลู่เฉินจึงอยากรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
แต่เห็นได้ชัดว่าตัวเฮยหลวนเองนั้นก็ไม่รู้ว่ามีกระแสน้ำวนสีดำนี้ลอยอยู่บนศีรษะของตัวเองมาตลอด
ดังนั้นกระแสน้ำวนสีดำนี้ จำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีพลังภูตผีแข็งแกร่งมากพอจึงจะสามารถมองเห็นได้
ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลว่า เหตุใดลู่เฉินถึงสนใจอีกฝ่าย และต้องการรับนางมาเป็นศิษย์
อย่างไรก็ตาม เฮยหลวนคิดว่าลู่เฉินกำลัง ‘ดูถูก’ ตนอยู่ จึงพูดด้วยความโมโห “ข้าขั้นแปลงเซียน เจ้าขั้นหลอมแก่นแท้ เจ้าคิดว่าข้าจะสามารถเป็นศิษย์เจ้าได้หรือ?”
“ได้” ชายหนุ่มแสยะยิ้ม
“เช่นนั้นต้องดูว่าเจ้าจะเอาชีวิตรอดจากเคล็ดวิชานี้ของข้าได้หรือไม่!” เฮยหลวนโมโหจนแทบทนไม่ไหว ถุงมือกระดูกทั้งสองข้างจึงเริ่มแผ่กระจายแสงสีดำออกมา ราวกับกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลง