ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 634 อย่าขัดขืน เจ้าหนีไปไม่รอด!
บทที่ 634 อย่าขัดขืน เจ้าหนีไปไม่รอด!
ขณะที่ลู่เฉินกำลังแปลกใจว่าอีกฝ่ายจะกลายเป็นสิ่งใด ทั้งร่างของเฮยหลวนก็ถูกปกคลุมไปด้วยกระดูก
เห็นเพียงกระดูกเหล่านี้ราวกับเถาวัลย์ที่พันรัดเฮยหลวนเอาไว้ ทำให้นางดูราวกับกำลังสวมเกราะกระดูกอยู่
“ดูดีไม่น้อย” เมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่าย ชายหนุ่มก็เอ่ยชม
เฮยหลวนกางมือทั้งสองข้างออก หลังฝ่ามือทั้งสองมีคมกระดูกแหลมงอกออกมา
“แค่ดูดีเท่านั้นหรือ?” เฮยหลวนยิ้มพลางมองไปยังอีกฝ่าย
ลู่เฉินมองแล้วจึงพูดขึ้นมาอีกครั้ง “พลังวิญญาณเพิ่มขึ้นบางส่วน และพลังกายก็ยังเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย”
“เพียงเล็กน้อยหรือ?” เฮยหลวนปัดมือไปทางด้านข้าง เสาหินที่ตั้งอยู่ถูกปัดออกไปทันที ราวกับใบมีดคมกริบที่สามารถตัดทุกสิ่งออกเป็นสองท่อนได้
เพียงแต่ยากที่จะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จนกระทั่งเฮยหลวนปล่อยพลังออกมา
ทั้งสองส่วนแยกออกจากกันกลางอากาศ จากนั้นก็มี ‘เสียงดังสนั่น’ เกิดขึ้น
“เห็นแล้วหรือไม่?” เฮยหลวนคิดว่าความแหลมคมนี้จะทำให้ชายหนุ่มหวาดกลัวได้
ทว่าใครจะคิดว่าอีกฝ่ายกลับยิ้มพลางพูดขึ้นว่า “เก่งยิ่งนัก แต่เจ้าก็รู้ ถึงแม้เจ้าจะโจมตีบนร่างกายข้า ข้าก็สามารถกลายเป็นมนุษย์กระดาษได้ ดังนั้นสิ่งที่เจ้าตัดได้มากที่สุดก็คือมนุษย์กระดาษเท่านั้น”
คำพูดดังกล่าวทำให้เฮยหลวนไม่ค่อยยินดีนัก
“ข้าไม่เชื่อว่าข้าจะขังเจ้าไว้ไม่ได้!”
เพียงความคิดเดียวของเฮยหลวน รอบกายลู่เฉินก็ปรากฏกระแสลมสีดำ กระแสลมนี้กลายเป็นเขตแดนกักขังชายหนุ่มไว้ภายใน จากนั้นกระบี่กระดูกทั้งสองของเฮยหลวนจึงฟันลงมาอีกครั้ง
และในขณะนั้นเอง ลู่เฉินก็ได้ใช้เคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณ กลายเป็นเงาอัสนีวิญญาณหลบเลี่ยงการโจมตีกระบี่ทั้งสองของอีกฝ่าย
“ไร้กายเนื้อ?” เฮยหลวนตกตะลึง
ชายหนุ่มยิ้ม “รู้ก็ดี”
เฮยหลวนจ้องมองลู่เฉินพลางเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “นี่คือเคล็ดวิชาประหลาดอันใดของเจ้า?”
“เคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณ”
เฮยหลวนไม่รู้ว่าเคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณคือสิ่งใด แต่นางจ้องมองท่าทางของลู่เฉินพลางตะคอกว่า “อย่าคิดว่าเจ้าเป็นเช่นนี้แล้วข้าจะจัดการเจ้าไม่ได้!”
“โอ้? จะต่อหรือ!”
เฮยหลวนใช้ฝ่ามือขวาเผชิญหน้ากับลู่เฉิน กระดูกสีขาวที่กลายเป็นโซ่ตรวนพุ่งออกมาจากฝ่ามือขวาและพันรัดอัสนีวิญญาณของอีกฝ่ายเอาไว้ทันที จากนั้นจึงพูดด้วยความพึงพอใจ “เป็นอย่างไร ถูกข้าจับได้เสียแล้วหรือ?”
“จับข้าได้ แต่กลับไม่สามารถทำอะไรข้าได้” ลู่เฉินมองเฮยหลวนด้วยรอยยิ้ม
“ข้าจะบอกเจ้าให้ กระบี่กระดูกของข้ายังสามารถกลายเป็นกระบี่วิญญาณได้!”เมื่อเฮยหลวนพูดจบ นางก็ดึงโซ่ตรวนกระดูกด้วยมือขวา และกลายเป็นเงากระบี่สีดำที่ดูเลือนราง
กระบี่นี้เป็นกระบี่วิญญาณที่เฮยหลวนหลอมขึ้นมา
แต่ชายหนุ่มกลับยิ้มหยัน “ถึงแม้กระบี่วิญญาณนี้จะสัมผัสวิญญาณของข้าได้ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรข้าได้อยู่ดี”
“ข้าไม่เชื่อ” เฮยหลวนไม่เชื่อ ดังนั้นจึงเริ่มเคลื่อนไหวกระบี่วิญญาณในมือขวาแทงไปยังหัวไหล่ เพื่อต้องการสั่งสอนลู่เฉิน
เพียงแต่เมื่อกระบี่วิญญาณกระทบไปบนหัวไหล่ของลู่เฉิน ชายหนุ่มกลับไม่เป็นอะไร ราวกับไม่สนใจการโจมตีของกระบี่วิญญาณของอีกฝ่ายด้วยซ้ำ
เฮยหลวนสงสัยอย่างหนัก นางจึงดึงกระบี่ออกมาและแทงเข้าไปอีกครั้ง
แต่ผลยังคงเป็นเช่นเดิม กระบี่วิญญาณของเฮยหลวนไม่สามารถทำอะไรลู่เฉินได้
ดังนั้นเฮยหลวนจึงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “เพราะเหตุใด?”
“เจ้าเป็นสตรีอันดับหนึ่งแห่งหุบเขาลึกมิใช่หรือ? เหตุใดจึงถามคำถามง่าย ๆ เช่นนี้กัน?” ลู่เฉินยิ้ม
เฮยหลวนค่อย ๆ มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก และรู้สึกว่าชายผู้อยู่ในขั้นหลอมแก่นแท้ผู้นี้ไม่ธรรมดา
“จะต่อหรือไม่?”
เฮยหลวนสูดหายใจเข้าลึก ๆ “ดูเหมือนว่า ข้าต้องเข้าไปยังพื้นที่จิตของเจ้าด้วยตัวเอง แล้วสัมผัสวิญญาณของเจ้าเสียหน่อย!”
“โอ้? เจ้าอยากเข้ามายังพื้นที่จิตของข้าหรือ?” ลู่เฉินแสยะยิ้ม จากนั้นจึงกลับกลายเป็นคน
เมื่อเฮยหลวนเห็นอีกฝ่ายกลายเป็นคนก็ขมวดคิ้ว “อย่างไรกัน? กลายเป็นคนไปเสียแล้ว?”
“เจ้าพูดว่าต้องการเข้ามายังพื้นที่จิตของข้ามิใช่หรือ? ตอนนี้ข้ากลายเป็นคนแล้ว เจ้าสามารถเข้ามาได้ตามสะดวกเลย” ลู่เฉินล่อลวงหญิงสาว
เมื่อเฮยหลวนเห็นลู่เฉินพูดจายั่วยุตนเช่นนี้ ก็พูดขึ้นด้วยความโมโห “เจ้าคงไม่คิดว่าข้าจะไม่กล้าใช่หรือไม่?”
“เช่นนั้นก็เข้ามา อย่าพูดให้มากความ” ลู่เฉินยกยิ้ม
เฮยหลวนรู้สึกโมโห เงากะโหลกสีดำก็พลันพุ่งเข้าสู่ร่างของลู่เฉิน และตรงเข้าไปยังพื้นที่จิตทันที
เพียงแต่เฮยหลวนคิดไม่ถึงว่าพื้นที่จิตของลู่เฉินจะดูราวกับท้องฟ้าที่กว้างใหญ่เช่นนี้
เฮยหลวนเริ่มรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนัก ดังนั้นนางจึงคิดที่จะออกไป แต่กลับพบว่าไม่สามารถออกไปได้
เฮยหลวนจึงใช้เงากระดูกห่อหุ้มทั้งร่างของตนไว้ในทันที จากนั้นมือทั้งสองก็หลอมรวมกระบี่วิญญาณ จ้องมองไปรอบ ๆ พลันตะโกนขึ้นว่า “เจ้าออกมาซะ!”
“มาแล้ว อย่าเสียงดังไปสิ” ลู่เฉินปรากฏตัวขึ้น และยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า
เมื่อเฮยหลวนจ้องมอง ‘ขั้นหลอมแก่นแท้’ ผู้นี้ นางมักจะรู้สึกว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา “เจ้าคือใครกันแน่?”
“เจ้าต้องการจัดการข้า แต่ไม่รู้ว่าข้ามีนามว่าอย่างไรหรือ?”
“คนที่โถงรายนามบอกว่าเจ้ามีนามว่าลู่เฉิน ขั้นหลอมแก่นแท้”
“โถงรายนาม ชิงอีถงผู้นั้นหรือ?”
“ใช่ คือเขา!”
“ข้าก็คิดว่าผู้ใดกันที่มาขอให้เจ้าทดสอบข้า”
เฮยหลวนไม่รู้ว่าลู่เฉินกำลังคิดสิ่งใด จึงถามด้วยความร้อนใจ “ตอนนี้บอกได้หรือยังว่าเจ้าคือผู้ใดกันแน่”
“คนของโถงรายนามบอกแล้วไม่ใช่หรือ? ข้ามีนามว่าลู่เฉิน อยู่ในขั้นหลอมแก่นแท้” ชายหนุ่มตอบกลับ
“เป็นไปไม่ได้ เจ้าไม่ใช่ขั้นหลอมแก่นแท้แน่ ส่วนนามของเจ้านั้นต้องเป็นชื่อปลอมอย่างแน่นอน” เฮยหลวนไม่เชื่ออีกฝ่าย
ลู่เฉินยกยิ้มพลางมองนาง “เชื่อหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับเจ้า เพราะอย่างไรข้าก็ไม่เคยเปลี่ยนชื่อ”
“เช่นนั้นข้าก็จะจับเจ้า” เมื่อเฮยหลวนพูดจบก็ขยับกระบี่ทั้งสอง จากนั้นรอบวิญญาณของลู่เฉินก็เต็มไปด้วยเงากระบี่
ลู่เฉินยิ้มพลางมองนาง ราวกับรอให้นางลงมือ
เมื่อเฮยหลวนเห็นว่าลู่เฉินกล้าเพิกเฉยตนมาโดยตลอด หญิงสาวจึงฟันออกไปอย่างบ้าคลั่ง แต่อีกฝ่ายกลับไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย ยังคงยิ้มพลางมองนาง “เล่นพอแล้วหรือยัง?”
“เป็นไปไม่ได้ การโจมตีของข้า เหตุใดจึงไม่เป็นผลกับวิญญาณของเจ้าแม้แต่น้อย?” เฮยหลวนเริ่มหวาดกลัว
“เพราะเจ้าอ่อนแอเกินไปอย่างไรล่ะ”
“ข้าอ่อนแอ? ข้าเป็นยอดฝีมือสตรีอันดับหนึ่งแห่งหุบเขาลึก! มีคนจำนวนไม่มากที่มีพลังวิญญญาณเทียบกับข้าได้” เฮยหลวนเริ่มร้อนใจ
ลู่เฉินส่งเสียงขานรับ “แล้วอย่างไรกัน? เจ้าก็ยังคงทำอะไรข้าไม่ได้?”
เฮยหลวนเริ่มรู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย แววตาทั้งสองจ้องมองไปยังลู่เฉินครู่หนึ่งก่อนจะพูดด้วยท่าทางจริงจัง “เจ้าไม่ใช่คนของภูเขาเดียวดาย”
“ข้าเพิ่งเข้าร่วมภูเขาเดียวดายได้ไม่นาน เหตุใดจะไม่ใช่คนของภูเขาเดียวดายเล่า?” ลู่เฉินแสยะยิ้ม
เฮยหลวนมักรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ธรรมดา นางจึงเอ่ยถามอีกครั้ง “เจ้ามาทำสิ่งใดที่หุบเขาลึก?”
“ประลอง…” ลู่เฉินตอบกลับ
“ไม่ใช่!” เฮยหลวนยังคงมั่นใจว่าลู่เฉินไม่ได้มาเพื่อประลอง
“ช่างเถิด อธิบายไปเจ้าก็ไม่เข้าใจ”
“หลังจากข้าออกไปแล้ว จะให้คนของตำหนักหุบเขาลึกตรวจสอบที่มาของเจ้าอย่างละเอียด!”
พูดจบ เฮยหลวนก็ลอยตัวไปรอบ ๆ เพื่อหาทางออก
ชายหนุ่มมองนางด้วยรอยยิ้ม “อย่าเสียพลังไปเปล่า ๆ เลย เจ้าไม่สามารถออกไปได้หรอก”
“ข้ามีวิธีของข้า!” เฮยหลวนพูดจบก็ยืนอยู่ตรงนั้นโดยไม่ขยับกาย แต่เกราะกระดูกวิญญาณรอบ ๆ ได้เกิดการเปลี่ยนแปลง และยังส่งเสียงครืดคราดออกมา