ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 635 ขโมยต้นไม้ล้ำค่าและรากของมันไป!
บทที่ 635 ขโมยต้นไม้ล้ำค่าและรากของมันไป!
เพียงพริบตาถัดมา กระดูกเหล่านี้จึงหลุดออกไป ขณะเดียวกันกระดูกก็ยังกลายเป็นลูกไฟเพลิงสีดำล้อมเฮยหลวนไว้ ทำให้เฮยหลวนหายไปจากตำแหน่งเดิมในทันที
เมื่อเห็นเช่นนั้น ลู่เฉินก็ยกยิ้ม “น่าสนใจ”
เห็นเพียงจิตของลู่เฉินกลับไปยังกายเนื้อ จากนั้นจึงพบว่าเฮยหลวนหายไปเสียแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงถ้ำที่ว่างปล่า
“จะหนีไปเช่นนี้หรือ?” ชายหนุ่มแสยะยิ้ม
จากนั้นลู่เฉินก็สงบสติลง เตรียมที่จะออกไปจากที่นี่
แต่ก่อนออกไปนั้น เขาพบว่ากำแพงบางส่วนในถ้ำนี้มีความพิเศษ เขามักจะรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายบางอย่างที่ทะลุผ่านออกมาจากด้านใน จึงหมุนตัวเดินไปดูด้วยความแปลกใจ
เมื่อเขายืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก็พบว่าบนกำแพงนี้มีกลไกบางอย่างอยู่
กลไกในนี้ใช้ค่ายกลในการเคลื่อนไหว ดังนั้นเมื่อลู่เฉินพิจารณาดูแล้ว ก็ทำลายกลไกนี้ลงทันที จากนั้นเขาจึงเปิดประตูออกไป สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขาก็คือต้นไม้ต้นหนึ่ง
ต้นไม้ต้นนี้มีแสงสีแดงจาง ๆ ปราศจากใบ มีเพียงลำต้นและกิ่ง ขณะเดียวกันลำต้นและกิ่งก้านของมันก็ยังปล่อยปราณภูตผีออกมาจาง ๆ
“ดูเหมือนว่า ต้นไม้ต้นนี้จะมอบการฝึกปราณภูตผีให้นาง” เมื่อลู่เฉินเห็นเช่นนั้นก็เผยรอยยิ้มประหลาดออกมา
หลังจากนั้น ชายหนุ่มจึงขุดต้นไม้และรากของมันขึ้นมา และนำเข้าไปไว้ในภูเขาซากศพ
เมื่อเห็นเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้น ต้นไม้ที่อยู่ภายในภูเขาซากศพจึงเปล่งแสงไฟที่ทรงพลัง และบนต้นไม้ยังเต็มไปด้วยใบไม้สีแดงเพลิง
“ดูเหมือนว่า ต้นนี้จะเป็นต้นไม้ผีไฟเพลิง” ลู่เฉินเห็นเช่นนั้นก็รู้ได้ถึงที่มาของต้นไม้ต้นนี้
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อชายหนุ่มมองอยู่ครู่หนึ่ง ก็นำตุ๊กตาไม้ของหั่วเตาหลางวางไว้บนต้นไม้นี้ จากนั้นจึงสร้างค่ายกลรอบ ๆ ต้นไม้ ทำให้ต้นไม้และตุ๊กตาไม้กลายเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกัน ส่งผลให้ตุ๊กตาไม้สามารถดูดซับพลังบนต้นไม้นี้ได้อย่างบ้าคลั่ง
เมื่อวิญญาณของหั่วเตาหลางที่อยู่ภายในตุ๊กตาไม้นั้นสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงรอบ ๆ ก็พูดขึ้นมาอย่างอ่อนแรง “นายท่าน นี่คือ?”
“ข้าจะใช้ต้นไม้ผีไฟเพลิงกระตุ้นกายเนื้อปลอมนี้ของเจ้าเสียก่อน ค่อย ๆ ทำให้มันมีชีวิตขึ้นมา”
“มีชีวิต?”
“ตุ๊กตาไม้นี้จะค่อย ๆ กลายเป็นกายเนื้อ จากนั้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเจ้า เมื่อถึงเวลานั้น ก็จะไม่แตกต่างจากกายเนื้อที่แท้จริง” ชายหนุ่มอธิบาย
หั่วเตาหลางตกตะลึง “จริงหรือ?”
“ต้นไม้ผีไฟเพลิงเป็นธาตุไฟ เหมาะสมกับขั้นพลังของเจ้า และต้นไม้ผีนั้น ตัวมันสามารถทำให้ไม้กลายเป็นซากศพได้ ดังนั้นเมื่อใช้มันเพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างกายเนื้อที่เหมาะสมกับเจ้าได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หั่วเตาหลางก็รู้สึกตื่นเต้น
“ข้าสามารถใช้ศาสตราวุธวิญญาณบางส่วน สร้างค่ายกลภายในพื้นที่จิตของเจ้าได้ จากนั้นศาสตราวุธวิญญาณเหล่านี้จะหล่อเลี้ยงวิญญาณของเจ้า ทำให้วิญญาณของเจ้ามีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”
“แข็งแกร่ง?”
“ไม่ได้อ่อนแอเช่นนี้ แต่จะฟื้นฟูไปถึงขั้นสูงสุด”
ถึงแม้หั่วเตาหลางจะไม่รู้ว่าลู่เฉินพูดสิ่งใด แต่เขาก็ตอบกลับอย่างมีความหวัง “ขอบคุณนายท่านยิ่งนัก”
ชายหนุ่มปล่อยให้อีกฝ่ายพักผ่อนให้เต็มที่ ก่อนจะนำศาตราวิญญาณที่นำมาจากยอดเขา ค่อย ๆ เพิ่มเข้าไปภายในร่างกายของหั่วเตาหลาง
ไม่เพียงเท่านั้น ชายหนุ่มยังนำก้อนหินที่มีไฟอันทรงพลังออกมาบางส่วนวางไว้รอบ ๆ ค่ายกล ทำให้กายเนื้อของหั่วเตาหลางค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปตามที่ลู่เฉินวางแผนไว้
แต่การที่จะฟื้นฟูกายเนื้อที่ดีนั้น จำเป็นต้องใช้ระยะเวลา
ดังนั้น หลังจากที่ลู่เฉินนำหั่วเตาหลางไปไว้ในภูเขาซากศพแล้ว ก็เก็บภูเขาซากศพกลับเข้ามา จากนั้นจึงเดินออกจากถ้ำแห่งนี้ไป
ด้านนอกถ้ำมีค่ายกลอยู่จำนวนมาก เห็นได้ชัดว่าต้องการขัดขวางไม่ให้ผู้ใดเข้าไปได้ แต่ค่ายกลเหล่านี้ไม่มีผลอะไรต่อลู่เฉิน ดังนั้นเพียงไม่นานเขาก็ออกไปจากที่นี่ได้
…
ขณะนั้นเอง เฮยหลวนยืนจ้องมองลู่เฉินอยู่ไม่ไกลมากนัก โดยเฉพาะเมื่อเห็นอีกฝ่ายเดินออกมาจากค่ายกลและจากไป นางก็พูดขึ้นมาด้วยความหดหู่ใจ “เจ้าหนุ่มผู้นี้คือตัวประหลาดอะไรกันแน่ เหตุใดจึงจัดการได้ยากนัก?”
แต่เฮยหลวนไม่อยากทำให้เรื่องวุ่นวายไปมากกว่านี้ นางขมวดคิ้วพลางพูดขึ้นว่า “ดูเหมือนว่าจะทำได้เพียงเฝ้าดูเขาด้วยตัวเอง เมื่อหาจุดอ่อนของเขาพบแล้วค่อยว่ากัน!”
จากนั้น เฮยหลวนจึงตามลู่เฉินไปอย่างเงียบ ๆ
จนกระทั่งเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ลู่เฉินกลับไปถึงสวนในหุบเขาลึก และได้พบกับกานจิ่วเม่ยและพวกที่รออยู่
เมื่อกานจิ่วเม่ยเห็นลู่เฉินปรากฏตัวก็นิ่งอึ้งไปทันที “เจ้าไม่เป็นอะไรหรือ?”
กู่ซานฉงมองลู่เฉินอย่างเหลือเชื่อ
“ข้าจะเป็นอะไรได้ล่ะ?” ชายหนุ่มพูดด้วยความมั่นใจ
กานจิ่วเม่ยพูดด้วยความสับสน “เฮยหลวนผู้นั้นเป็นสตรียอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งหุบเขาลึก ด้วยความสามารถของนาง แม้แต่ประมุขยอดเขายังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง”
“จริง ๆ แล้วก็เป็นเช่นนั้น” ลู่เฉินยิ้ม
“เป็นเช่นนั้น?” กานจิ่วเม่ยและกู่ซานฉงต่างก็สับสน
ส่วนเฮยหลวนที่อยู่ในมุมมืด เมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าวก็ยิ่งรู้สึกหดหู่ใจ “เจ้าหนุ่มผู้นี้ กล้าดูถูกข้าหรือ?”
แต่เฮยหลวนก็ไม่กล้าออกไปแก้ต่างให้กับตนเอง กลัวว่าเมื่อถูกผู้อื่นรู้เข้า จะถูกต่อว่าว่าตนไม่สามารถจัดการขั้นหลอมแก่นแท้ได้
“เอาล่ะ ไม่คุยแล้ว ข้าจะไปพักผ่อนเสียหน่อย”
เมื่อพูดจบ ลู่เฉินก็เดินขึ้นห้องใต้หลังคาและนั่งอยู่ในนั้นต่อไป
กานจิ่วเม่ยมองไปยังไป๋หลี่ซาน “ประมุขยอดเขา ท่านคิดว่าเป็นเพราะเฮยหลวนปล่อยเขากลับมา หรือว่า…?”
“ข้าคิดว่าเฮยหลวนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา” ไป๋หลี่ซานตอบ
กานจิ่วเม่ยคิดว่าเป็นไปไม่ได้ จึงตอบกลับไปว่า “เฮยหลวนแข็งแกร่งเพียงนั้น เขาเป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้ ถึงแม้จะมีการป้องกันที่แข็งแกร่ง แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะหนีกลับมาได้?”
“หนี? เหตุใดเจ้าจึงไม่คิดว่าเขาเอาชนะเฮยหลวนได้กัน?”
“เรื่องนี้…” กานจิ่วเม่ยคิดว่าเป็นไปไม่ได้
ในเมื่อลู่เฉินไม่พูด พวกเขาก็ไม่รู้ และทำได้เพียงคาดเดาเท่านั้น
ส่วนลู่เฉิน ถึงแม้ในขณะนั้นจะนั่งอยู่ที่นั่น แต่จิตของเขาได้ผนึกเข้ากับกุ่ยเจี๋ยไปเสียแล้ว
เพราะทักษะการซ่อนอำพรางตัวของกุ่ยเจี๋ยนั้นแข็งแกร่งมาก และยิ่งเขาไม่ใช้พลังแบบสิ้นเปลือง ก็ยากที่จะพบการมีตัวตนอยู่ได้ ดังนั้นกุ่ยเจี๋ยจึงสามารถเดินทะลุผ่านผู้คนไปได้อย่างง่ายดาย
โดยเฉพาะเมื่อกุ่ยเจี๋ยอยู่ภายใต้การควบคุมของลู่เฉิน เพียงไม่นานก็มาถึงด้านข้างของเฮยหลวน
เมื่อเห็นเฮยหลวนที่สวมหมวกไม้ไผ่อยู่ และสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวแทน อีกทั้งถุงมือก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ทำให้ผู้คนต่างก็ดูไม่ออกว่านางคือเฮยหลวน
ไม่เพียงเท่านั้น เฮยหลวนยังอยู่ภายในสวนส่วนตัวซึ่งอยู่ไม่ไกลจากลู่เฉินและคนอื่น ๆ
ขณะนั้นเอง เฮยหลวนกำลังเดินวนไปวนมา ริมฝีปากก็บ่นพึมพำ “เจ้าหนุ่มผู้นี้สมควรตาย”
เมื่อเห็นเฮยหลวนพูดเช่นนั้น ลู่เฉินก็แอบหัวเราะอยู่ในใจ “หญิงสาวคนนี้”
จากนั้นลู่เฉินจึงให้กุ่ยเจี๋ยรออยู่ข้าง ๆ คอยดูความเคลื่อนไหวของนาง จนเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เฮยหลวนก็จากไป
เมื่อเฮยหลวนกลับไปยังถ้ำของตน เมื่อพบว่าต้นไม้ผีไฟเพลิงหายไป นางก็บันดาลโทสะออกมา “สารเลว แม้แต่ต้นไม้ของข้าก็ยังไม่ปล่อยไป!”
หลังจากก่นด่าอยู่พักใหญ่ เฮยหลวนก็จากไปอย่างไม่สบอารมณ์
เมื่อเฮยหลวนปรากฏตัวอีกครั้งก็มาถึงตำหนักแห่งหนึ่ง
ตำหนักแห่งนี้คือวังผู้อาวุโส
เฮยหลวนเดินเข้าไปด้านใน กุ่ยเจี๋ยติดตามไปอย่างเงียบ ๆ ลู่เฉินมองดูจนกระทั่งเข้าไปยังภายในวังผู้อาวุโส ลู่เฉินจึงได้เห็นบันไดหลายขั้น และด้านข้างของบันไดแต่ละขั้นนั้นมีตัวเลขถูกสลักติดไว้
ตั้งแต่หนึ่งไปถึงสิบตามลำดับ
“นี่ใช้แทนสิ่งใดกัน?” ขณะที่ลู่เฉินกำลังแปลกใจอยู่นั้น เฮยหลวนก็เดินไปยังบันไดขั้นที่สอง