ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 636 การติดตามถูกเปิดเผย
บทที่ 636 การติดตามถูกเปิดเผย
กุ่ยเจี๋ยที่อยู่ภายใต้การควบคุมของลู่เฉินได้ติดตามไปยังบันไดขั้นที่สองไปจนถึงที่แห่งหนึ่ง
ชั้นนี้มีเพียงทางเดินเดียว
สุดทางเดินนี้ เป็นประตูหินบานหนึ่ง
เฮยหลวนเดินไปถึงหน้าประตูแต่ไม่ได้เปิดออก เพียงแต่ยืนลังเลอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง
“อย่างไรกัน?” เสียงของหญิงชราผู้หนึ่งดังมาจากหลังประตูหิน
“อาจารย์ ข้า…” เฮยหลวนไม่รู้ว่าควรจะเริ่มพูดอย่างไร
เมื่อชายหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็พึมพำออกมา “เป็นอาจารย์ของนางงั้นหรือ?”
“ลังเลหรือ? นี่ไม่ใช่นิสัยของเจ้าเลยนะ” หญิงชราเอ่ยด้วยความแปลกใจ
“ต้นไม้ที่ท่านมอบให้ข้านั้นหายไปแล้ว” ในที่สุดเฮยหลวนก็พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
“ว่าอย่างไรนะ! หายไปแล้ว?” หญิงชรามีท่าทีตกใจ
“ใช่”
“เกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่?” หญิงชราพลันร้อนใจ
ลู่เฉินคิดว่าเฮยหลวนต้องเปิดเผยถึงตนแน่ แต่เฮยหลวนกลับพูดขึ้นว่า “ข้าก็ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น รู้เพียงแค่วันนี้เมื่อข้ากลับไปถึงภายในถ้ำ ต้นไม้ต้นนั้นก็หายไปแล้ว”
หญิงชราบันดาลโทสะ “ต้องเป็นผู้อาวุโสคนอื่นแน่!”
“อาจารย์ ท่านหมายถึง?”
“เหล่าผู้อาวุโสภายในตำหนักหุบเขาลึก แต่ละคนต่างก็น่าสงสัย!” หญิงชราพูดด้วยความขุ่นเคือง
เฮยหลวนรู้สึกไม่มั่นใจเล็กน้อย “ถ้าหากไม่ใช่เล่า?”
“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องสนใจ ข้าจะไปตามหาเอง”
เฮยหลวนทำทีเป็นเข้าใจแล้วจึงพูดว่า “อาจารย์ งานชุมนุมยอดเขาใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว!”
“เรื่องนี้ข้ารู้”
“เช่นนั้นข้า?”
“เจ้าเลือกมาสองคนเพื่อรวมกลุ่มกับเจ้าแล้วเข้าร่วมด้วยตัวเองเถิด แต่เจ้าต้องชิงอันดับหนึ่งในสนามมาให้ได้ อย่าให้ผู้อาวุโสท่านอื่นตราหน้าเอาได้”
เฮยหลวนขานรับก่อนจะเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “อาจารย์ ได้ยินมาว่าช่วงนี้หุบเขาลึกกำลังหากลุ่มคนที่มีการป้องกันที่แข็งแกร่ง เพราะเหตุใดกัน?”
“จำเป็นต้องทำภารกิจพิเศษเล็กน้อย”
“ภารกิจพิเศษ?” เฮยหลวนสงสัย
“ใช่”
“เรื่องใดกัน?”
“เจ้าเข้ามานี่”
เฮยหลวนไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องเข้าไปใกล้ แต่นางก็ยังเดินเข้าไปใกล้หน้าประตูหินมากขึ้น เพื่อจะเอาใบหูไปแนบกับประตู ในขณะที่ลู่เฉินเองให้กุ่ยเจี๋ยเข้าไปใกล้มากขึ้นเช่นกัน
และในขณะนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเงาหนึ่งโผล่ออกมาจากประตูบานนั้น และเข้ามาตรงหน้ากุ่ยเจี๋ยก่อนจะฟาดกำปั้นออกมา ทำให้กุ่ยเจี๋ยถูกเปิดเผยตัวตน ชายหนุ่มจึงจำต้องให้กุ่ยเจี๋ยถอยออกไป
กุ่ยเจี๋ยหายตัวไปในทันที
เงาคนผู้นี้ค่อย ๆ กลายเป็นหญิงชราคนหนึ่ง สวมชุดคลุมตัวยาวสีดำ ผมถูกม้วนไปเกลียวกลม ดูราวกับแม่ชี
เฮยหลวนเห็นอีกฝ่ายแล้วจึงรีบแสดงความเคารพทันที “อาจารย์”
“ถูกคนสะกดรอยตามมา เจ้าไม่รู้หรือ?” หญิงชราพลันขมวดคิ้วมุ่น
เฮยหลวนพูดด้วยความตื่นตระหนก “ข้าไม่รู้ว่าจะมีสิ่งประหลาดเช่นนี้”
หญิงชราพูดอย่างเย็นชาว่า “สิ่งนี้คือสิ่งใดกัน?”
“ข้า ข้าไม่รู้!” เฮยหลวนส่ายศีรษะปฏิเสธ
หญิงชราเริ่มโมโห “ไป ไปตรวจสอบมาให้ข้า!”
“เจ้าค่ะ!” เฮยหลวนพูดจบก็หมุนตัวเดินออกไป
หญิงชราพลันมีสีหน้าเคร่งเครียด “ผู้ใดกัน จึงกล้าเข้ามายังพื้นที่ของข้า?”
เมื่อเฮยหลวนเดินออกมาจากวัง ผู้อาวุโสพลันพูดออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เจ้าหนุ่มนั่น กล้าสะกดรอยตามข้ามางั้นหรือ!”
ราวกับเมื่อครู่เฮยหลวนได้พบกับกุ่ยเจี๋ย และนางรู้ว่าคือลู่เฉิน เพราะว่าก่อนหน้านี้ ลู่เฉินได้ใช้กุ่ยเจี๋ยในการทำลายเคล็ดวิชาภูตผีของตน
ดังนั้นเฮยหลวนจึงออกไปจากที่นี่ด้วยความโมโห
ส่วนลู่เฉินได้พากุ่ยเจี๋ยกลับไปยังสวนแล้ว
เมื่อลู่เฉินลืมตาขึ้นก็มองไปยังกานจิ่วเม่ยและคนอื่น ๆ ที่กำลังพูดคุยกันอยู่อีกด้านหนึ่ง “ข้ามีเรื่องหนึ่งที่จะพูดกับพวกเจ้า”
เมื่อกานจิ่วเม่ยเห็นว่าลู่เฉินไม่ได้ฝึกฝน จึงยกยิ้มพลันเอ่ยถามขึ้นมา “พูดเรื่องใดกัน?”
“อาจารย์ของเฮยหลวนคือผู้ใดกัน?” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“อาจารย์ของนาง?” กานจิ่วเม่ยไม่รู้ว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงถามเช่นนี้
“ใช่”
“อาจารย์ของนางคือผู้อาวุโสรองแห่งหุบเขาลึก ถูกขนานนามว่าเป็นยายเฒ่าภูต”
“โอ้? ยายเฒ่าภูต?”
“ใช่ พลังวิญญาณของนางแข็งแกร่งมากนัก และศิษย์ที่ดูแลนั้นต่างก็เก่งกาจเช่นกัน” กานจิ่วเม่ยอธิบาย
ลู่เฉินจึงพึมพำขึ้นว่า “หญิงชราผู้นี้มีทักษะมากจริง ๆ”
“ว่าอย่างไรนะ?” กานจิ่วเม่ยเอ่ยถามชายหนุ่มด้วยความแปลกใจ
ลู่เฉินได้สติกลับมาทันที “ไม่มีอะไร”
จากนั้นลู่เฉินก็หลับตาลงอีกครั้ง กานจิ่วเม่ยและกู่ซานฉงเริ่มสงสัย และในขณะนั้นเอง กระแสลมสีดำก็พัดผ่านเข้ามา ทั้งห้องใต้หลังคาจึงปรากฏค่ายกลพรางตาปกคลุมไว้
เมื่อเห็นเช่นนี้ กานจิ่วเม่ยก็เอ่ยขึ้นอย่างตกตะลึง “มาอีกแล้วหรือ?”
กู่ซานฉงขมวดคิ้ว “เหตุใดนางจึงมาอีก?”
ขณะนั้นเอง เฮยหลวนก็ปรากฏตัว นางกวาดตามองไปยังกานจิ่วเม่ยและพรรคพวก “หากพวกเจ้าไม่อยากมีปัญหาก็ลงไปซะ!”
กานจิ่วเม่ยกำลังจะพูดอะไรบาง แต่ลู่เฉินกลับหันมายิ้มให้พวกเขาพลางพูดขึ้นว่า “ลงไปเถิด”
“แต่นาง…” กานจิ่วเม่ยมีท่าทีกังวล
ชายหนุ่มยกยิ้มพลางพูดว่า “วางใจเถิด นางทำอะไรข้าไม่ได้”
กานจิ่วเม่ยได้ยินลู่เฉินพูดเช่นนี้ก็ทำได้เพียงเดินลงไปด้านล่างพร้อมกับกู่ซานฉง จากนั้นจึงไม่สามารถรับรู้ได้ถึงสถานการณ์ด้านบนอีก
“ศิษย์พี่ หญิงผู้นั้นต้องการทำสิ่งใดกันแน่?” กานจิ่วเม่ยเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
กู่ซานฉงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าก็ไม่รู้”
กานจิ่วเม่ยยิ่งอยากขึ้นไปดูมากขึ้น แต่ทางเข้าด้านล่างนั้นได้ถูกเขตแดนปิดกั้นไว้แล้ว ทำให้พวกเขาไม่สามารถขึ้นไปได้ พวกเขาจึงทำได้เพียงรอคอยอยู่ตรงนั้น
ในขณะนั้นที่ด้านบน ลู่เฉินนั่งลงพลางมองไปยังเฮยหลวน “มีเรื่องใดหรือ?”
“เจ้าขโมยต้นไม้ผีไฟเพลิงของข้าไป และยังส่งคนสะกดรอยตามข้า?” เฮยหลวนถาม
ลู่เฉินยิ้ม “ใช่แล้วอย่างไร?”
“เจ้า! เหตุใดจึงไร้เมตตาเช่นนี้?” เฮยหลวนพูดด้วยความโมโห
“เมตตา? ดูเหมือนว่าเจ้าจะยังไม่คุ้นชินกับข้า อีกอย่าง เป็นเพราะเจ้ามายั่วยุข้าก่อน” ชายหนุ่มตอบกลับ
เฮยหลวนพูดด้วยความร้อนใจ “หากมีความสามารถก็เอาชนะข้าให้ได้ อย่าทำเรื่องลับ ๆ ล่อ ๆ เช่นนี้!”
ลู่เฉินยิ้มประหลาด “เอาชนะเจ้า?”
“ใช่ เจ้าอยากให้ข้าเป็นศิษย์ของเจ้ามิใช่หรือ? เช่นนั้นต้องดูว่าเจ้ามีความสามารถที่จะเอาชนะข้าได้หรือไม่!” เฮยหลวนพูดด้วยน้ำเสียงโมโห
“ข้าผู้นี้ ไม่บังคับผู้ใด ถ้าหากเจ้าไม่ต้องการ ข้าก็ไม่บังคับเจ้า แต่ข้าต้องเตือนเจ้าไว้เสียก่อน ครั้งหน้าหากเจ้าร้องขอเป็นศิษย์ข้า ข้าคงต้องให้เจ้าลำบากขึ้นมาเสียหน่อย” ชายหนุ่มแสยะยิ้ม
“เจ้าคิดมากไป ข้าก็มีอาจารย์ของข้า จะไปขอเป็นศิษย์เจ้าได้อย่างไร!”
“ได้ เช่นนั้นเท่านี้ก่อน”
“อะไรคือเท่านี้ก่อน?”
“หรือว่าเรายังมีเรื่องใดต้องคุยกันอีกหรือ?” ลู่เฉินเอ่ยถาม
“เหตุใดจึงต้องสะกดรอยตามข้า และต้นไม้ต้นนั้น เหตุใดจึงต้องขโมยไป?”
“เจ้าจัดการข้าเพราะถือว่าข้าเป็นศัตรู เช่นนั้น การที่ข้านำของของศัตรูมา เหตุใดจึงต้องมีเหตุผลกัน?” ลู่เฉินย้อนถาม
เฮยหลวนร้อนใจจนกัดฟันกรอด “เจ้ารอก่อนเถิด ในงานชุมนุมยอดเขา ข้าจะเอาชนะเจ้าได้แน่!”
“ตอนนี้เจ้ายังทำอะไรข้าไม่ได้ ยังจะรอถึงงานชุมนุมยอดเขาหรือ?”
“งานชุมนุมยอดเขา ต่อสู้สามต่อสาม และอีกสองคนของเจ้านั้นไม่ค่อยมีความสำคัญนัก ส่วนเจ้า ข้าจะไปหาอีกสองคนมาร่วมมือกับข้า เมื่อถึงเวลานั้นการจัดการเจ้าก็จะง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ!” เฮยหลวนตอบกลับด้วยความมั่นใจ