ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 637 บนภูเขาของหุบเขาลึก เกิดเสียงฟ้าร้องประหลาดขึ้นเป็นครั้งคราว
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 637 บนภูเขาของหุบเขาลึก เกิดเสียงฟ้าร้องประหลาดขึ้นเป็นครั้งคราว
บทที่ 637 บนภูเขาของหุบเขาลึก เกิดเสียงฟ้าร้องประหลาดขึ้นเป็นครั้งคราว
ได้ยินเพียงลู่เฉินหัวเราะนางอยู่ “ถึงแม้เจ้าจะให้อาจารย์ของเจ้าขึ้นประลอง ก็ไม่สามารถทำอะไรข้าได้!”
“เจ้า!” เฮยหลวนโมโหจนพูดไม่ออก
“หากมีอารมณ์คิดเช่นนี้ สู้กลับไปคิดว่าจะจัดการข้าอย่างไรจะดีกว่า อย่าเสียเวลาอยู่ที่นี่เลย” ลู่เฉินยิ้มพลางมองนาง
เฮยหลวนพูดด้วยความโมโห “รอก่อนเถิด เมื่อถึงเวลาประลอง ข้าจะทำให้เจ้าพ่ายแพ้อย่างแน่นอน”
“ข้าจะรอดู”
เฮยหลวนแค่นเสียง จากนั้นจึงหมุนตัวจากไป เขตแดนรอบ ๆ นั้นหายไปทันที กานจิ่วเม่ยและพรรคพวกต่างก็รีบวิ่งขึ้นมาด้านบน
ในตอนแรก ทั้งสองต่างก็คิดว่าลู่เฉินต้องมีปัญหาเกิดขึ้นแน่ แต่เมื่อมาถึงด้านบนกลับพบว่าชายหนุ่มไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย
“นางไม่ได้ลงมือกับเจ้าหรือ?” หลังจากกานจิ่วเม่ยมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง
กู่ซานฉงก็มองลู่เฉินด้วยความแปลกใจ
ลู่เฉินฉีกยิ้มพลางมองทั้งสอง “นาง? ไม่มีความสามารถเช่นนั้นหรอก!”
“ไม่มีความสามารถ?” กานจิ่วเม่ยงงงวย กู่ซานฉงก็มีสีหน้าไม่เข้าใจ
ลู่เฉินไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงหลับตาลงและให้กุ่ยเจี๋ยออกมา
เมื่อมาถึงสวนใกล้ ๆ เฮยหลวนซึ่งอยู่ตรงนั้นก็มองไปรอบ ๆ เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดติดตามตนมา นางจึงเรียกผู้หญิงสองคนออกมา
หญิงทั้งสองกล่าวแสดงความเคารพ “ศิษย์พี่หญิง”
พวกนางเป็นฝาแฝดกัน เพียงแต่คนหนึ่งเป็นธาตุไฟ ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นธาตุน้ำ และทั้งสองต่างก็เป็นรากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ดูแล้วช่างแตกต่างกันยิ่งนัก
ทั้งสองต่างก็แปลกใจว่าเฮยหลวนให้พวกนางออกมาทำสิ่งใด
เฮยหลวนพูดกับพวกนางว่า “ข้าให้พวกเจ้าออกมาเพื่อเตรียมตัวสำหรับงานชุมนุมยอดเขาที่จะเกิดขึ้นในอีกสามวันข้างหน้า”
ทั้งสองต่างก็มองหน้ากัน
“พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงเลือกพวกเจ้า?”
ทั้งสองส่ายศีรษะ
“ข้าต้องการให้พวกเจ้าช่วยข้าในการฝึกฝน!” เฮยหลวนพูดจบ ก็สร้างค่ายกลขนาดเล็กไว้รอบ ๆ จากนั้นจึงฝึกฝนอยู่ภายในกับแฝดทั้งสอง
ส่วนกุ่ยเจี๋ยที่ยืนอยู่นอกค่ายกลมองไปยังทั้งสามที่นั่งอยู่ภายใน เมื่อลู่เฉินที่อยู่ในพื้นที่จิตของกุ่ยเจี๋ยเห็นภาพดังกล่าวก็ยกยิ้ม “นางกำลังฝึกฝนสิ่งใดกัน?”
ขณะที่ลู่เฉินกำลังแปลกใจอยู่นั้น เสียงฟ้าร้องได้ดังขึ้นมาจากหุบเขาลึก
เสียงฟ้าร้องนี้ทำให้ผู้ที่มาเข้าร่วมงานประลองที่อยู่รอบ ๆ สวนต่างก็ตกใจ มีเพียงหญิงทั้งสามที่อยู่ภายในค่ายกลที่ยังคงนั่งไม่ขยับกาย ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้องใด ๆ
ลู่เฉินนำกุ่ยเจี๋ยกลับไปยังสวนของตน
ขณะนั้นเอง กานจิ่วเม่ยและกู่ซานฉงยังคงถกเถียงเรื่องเสียงฟ้าร้องเมื่อครู่อยู่ตรงนั้น
ชายหนุ่มชันกายลุกขึ้นพลางเอ่ยถามว่า “รู้ว่าคือสิ่งใดหรือไม่?”
ทั้งสองตกใจจนถอยออกมา แต่กานจิ่วเม่ยสงบสติลงได้อย่างรวดเร็ว “คาดว่าน่าจะเป็นเสียงฟ้าร้องของหุบเขาลึก!”
“ฟ้าร้อง?”
“ในภูขาหุบเขาลึก ว่ากันว่าจะมีเสียงฟ้าร้องดังขึ้นมาหนึ่งครั้งเป็นช่วง ๆ ดังนั้นผู้ที่ไม่ใช่คนของภูเขาหุบเขาลึกจะไม่ค่อยได้มีโอกาสพบเห็น จึงรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง” กานจิ่วเม่ยอธิบาย
ลู่เฉินพลันสงสัย “หรือว่าเสียงฟ้าร้องนี้ หากอยู่ในภูเขาลูกอื่นจะไม่ได้ยิน?”
กานจิ่วเม่ยส่ายศีรษะ กู่ซานฉงจึงอธิบายต่อ “เสียงนี้ ถูกค่ายกลรอบ ๆ ปิดกั้นไว้ น่าจะไม่ดังออกไปข้างนอก”
ชายหนุ่มยังคงสงสัย จึงถอยออกไปพักผ่อนอีกด้านหนึ่ง และควบคุมกุ่ยเจี๋ยต่อไป
กุ่ยเจี๋ยกระโจนพุ่งออกไปยังท้องฟ้า
บนพื้นที่สูงสุดของภูเขาหุบเขาลึก พื้นที่ที่ใกล้ขอบค่ายกลมากที่สุดมีรอยร้าวจาง ๆ ปรากฏอยู่
ขณะนั้นเอง เสียงฟ้าร้องก็ดังออกมาจากรอยร้าวนั้น
“เปรี้ยง!”
ลู่เฉินแปลกใจ “เสียงฟ้าร้องดังออกมาจากรอยร้าวนี้?”
และในขณะนั้นเอง คนจำนวนไม่น้อยก็พุ่งออกมาจากภายในสวนเพื่อพิจารณารอยร้าวนี้ ดังนั้นบริเวณรอบ ๆ นี้จึงมีผู้คนมารวมตัวกันอยู่ไม่น้อย บางคนโยนสมบัติวิญญาณออกไป และหายเข้าไปยังรอยร้าวนี้
เมื่อเข้าใกล้รอยร้าว เงาสายฟ้าสีขาวก็สว่างขึ้น สมบัติวิญญาณนั้นถูกทำลายลงทันที และตกลงไปจากฟากฟ้า
ทุกคนถึงกับอ้าปากค้าง
บางคนพูดขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อ “นี่ น่ากลัวเกินไปแล้ว”
“นี่เป็นสถานที่ใดกันแน่?” มีบางคนอดถามขึ้นมาไม่ได้
และในขณะนั้นเอง ชายชราผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น ชายชราผู้นี้คือชิวฉางชิง ผู้อาวุโสลำดับที่สิบ ผู้ที่รับผิดชอบดูแลงานชุมนุมยอดเขาในครั้งนี้
เสียงเคร่งขรึมของเขาดังขึ้น “ยังไม่กลับไปพักผ่อนหรือ?”
ทุกคนหวาดกลัวจนรีบถอยกลับออกไป ชิงฉางชิงจ้องมองไปยังรอยร้าวนั้นพลางพึมพำราวกับกำลังพูดอะไรบางอย่าง
จนกระทั่งเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ชิวฉางชิงจึงหมุนตัวเดินออกไป
ชายหนุ่มที่อยู่ในร่างของกุ่ยเจี๋ยจ้องมองไปยังรอยร้าวมาโดยตลอด “ภายในนี้ เหตุใดจึงเกิดเสียงฟ้าร้องขึ้นได้?”
อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้ใดอธิบายแก่ลู่เฉินได้ ดังนั้นชายหนุ่มจึงให้กุ่ยเจี๋ยกลับไป ขณะเดียวกันจิตของลู่เฉินและหลงซวงก็เริ่มสื่อสารกัน
หลงซวงเป็นคนของภูเขาหุบเขาลึก ดังนั้นลู่เฉินจึงอยากดูว่าจะสามารถรู้เรื่องใดจากอีกฝ่ายได้บ้าง
เมื่อหลงซวงสัมผัสได้ว่าลู่เฉินกำลังเรียกตน เขาจึงรีบหาสถานที่และหลับตาลง จากนั้นจึงเริ่มสื่อสารกับลู่เฉินผ่านตราประทับวิญญาณ
“นายท่าน ท่านเรียกหาข้าหรือ?” หลงซวงที่เป็นเงาวิญญาณยืนอยู่ภายในพื้นที่จิตของลู่เฉินเอ่ยถามขึ้นมา
ชายหนุ่มที่อยู่ภายในพื้นที่จิตจ้องมองเงาวิญญาณของหลงซวงพลางเอ่ยถาม “เสียงฟ้าร้องของภูเขาหุบเขาลึก คือสิ่งใดกัน?”
“เรื่องนี้จะเกิดทุก ๆ ช่วงเวลาหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่มีอะไร” หลงซวงอธิบาย
“ไม่มีอะไร?”
“ใช่”
“เช่นนั้น มันมีอะไรพิเศษ? ภูเขาหุบเขาลึกมีบันทึกสิ่งเหล่านี้หรือไม่?” ลู่เฉินเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
หลงซวงลังเลก่อนจะพูดขึ้นว่า “เรื่องนี้เกรงว่าจะต้องไปหาผู้อาวุโสหกจึงจะรู้ได้ เพราะเขาเป็นผู้สังเกตการณ์เรื่องเสียงฟ้าร้องนี้มาโดยตลอด”
“ผู้อาวุโสหก?”
“ใช่ ถูกขนานนามว่าผู้เฒ่าสายฟ้า ดูแลเรื่องการค้นคว้าเสียงฟ้าร้องในภูเขาหุบเขาลึก และภายในห้องค้นคว้าของเขา ว่ากันว่ามีบันทึกเกี่ยวกับเสียงฟ้าร้องอยู่มากมาย” หลงซวงอธิบาย
“เช่นนั้น ผู้เฒ่าสายฟ้าอยู่ที่ใดกัน?”
“วังผู้อาวุโส!”
พูดถึงวังผู้อาวุโส ลู่เฉินก็เอ่ยถามเรื่องบันไดสิบขั้น เดิมทีนั้นบันไดแต่ละขั้นตรงกับทางเดินหนึ่งแห่ง ปลายทางของแต่ละทางเดินนั้นเป็นห้องลับของผู้อาวุโสแต่ละท่าน
ส่วนผู้เฒ่าสายฟ้านี้อยู่ปลายทางของบันไดขั้นที่หก
เมื่อเข้าใจแล้ว จิตของลู่เฉินผ่านร่างของกุ่ยเจี๋ยเดินทางไปยังวังผู้อาวุโสอีกครั้ง
…
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ลู่เฉินได้เดินมาถึงปลายทางเดินที่หก และเมื่อเข้าใกล้ประตูหินที่อยู่ปลายทางนั้น ก็ได้ยินเสียงสายฟ้าดังขึ้นมา และยังดูแข็งแกร่งว่าด้านนอก ราวกับว่าภายในนี้ได้ดูดซับเสียงฟ้าร้องไว้มากมาย
“ที่นี่น่าสนใจนัก” เมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้องหลายรูปแบบ ชายหนุ่มก็ยกยิ้ม จากนั้นจึงให้กุ่ยเจี๋ยเข้าไป
ทว่าประตูหินนั้นมีค่ายกลอยู่ และยังเห็นกระแสไฟฟ้าสว่างขึ้น เห็นได้ชัดว่าเป็นการป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเข้ามาได้
แต่มันไม่ยากเลยสำหรับลู่เฉิน เพราะเพียงพริบตาเดียวก็สามารถทะลุผ่านค่ายกลนี้เข้าไปได้ จากนั้นจึงสื่อสารกับกุ่ยเจี๋ยผ่านพื้นที่จิต ให้กุ่ยเจี๋ยผ่านค่ายกลเข้ามาได้อย่างง่ายดาย เพื่อมายังด้านหลังประตูหิน
เมื่อลู่เฉินมาถึงภายในห้องลับ สิ่งแรกที่เห็นก็คือระฆังทองสัมฤทธิ์ และเสียงฟ้าร้องเหล่านั้นได้ดังก้องกังวานอยู่ภายในระฆังทีละเสียง ส่วนรอบ ๆ ก็เต็มไปชั้นวางหนังสือมากมาย
บนชั้นวางหนังสือ มีหนังสือวางอยู่จำนวนมาก
แต่สิ่งที่ทำให้ลู่เฉินตกใจก็คือ ชายชราผมยุ่งเหยิงผู้หนึ่งที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยกระดิ่ง ยืนอยู่ด้านหลังระฆังขนาดใหญ่นั้น ในมือถือค้อนสีดำไว้และคอยตีไปยังระฆัง จากนั้นจึงใช้แผ่นไม้บันทึกเสียงนี้ไว้
โดยเฉพาะขณะที่กำลังตีนั้น กระดิ่งเล็ก ๆ เหล่านั้นบนตัวก็ส่งเสียงไม่หยุด
เมื่อเห็นเช่นนั้น ชายหนุ่มจึงถามด้วยความสงสัย “ทำสิ่งใดกัน?”
ทว่าในขณะนั้นเอง เสียงระฆังก็ส่งเสียงดังกังวานขึ้นมา จนทำให้ชายชรากระเด็นออกไปจากตรงนั้น
เลือดสด ๆ ถูกพ่นออกมาจากริมฝีปาก
จากนั้น ระฆังก็ปรากฏเงาหนึ่งออกมา
ชายชราเบิกตากว้าง “แย่แล้ว!”