ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 640 พบลูกพี่ลูกน้องที่สติฟั่นเฟือน
บทที่ 640 พบลูกพี่ลูกน้องที่สติฟั่นเฟือน
เงาอัสนีวิญญาณของลู่เฉินปล่อยให้เงาสายฟ้านี้โจมตีได้อย่างอิสระ แต่ไม่ว่ามันจะโจมตีอย่างไร ไม่ว่าสายฟ้าจะฟาดลงไปบนเงาอัสนีวิญญาณของลู่เฉินกี่ครั้งก็ไม่เกิดผล นั่นจึงทำให้เงาสายฟ้าตกตะลึงนิ่งอึ้งไปทันที
“เจ้าอ่อนแอเช่นนี้ เหตุใดจึงต้านทานการโจมตีของข้าได้?” เงาสายฟ้าพลันร้อนใจ
ลู่เฉินยิ้ม “เพราะเคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณของข้า ใช้กำราบเคล็ดวิชาสายฟ้าได้โดยเฉพาะพอดี ดังนั้นหากเจ้าใช้เพียงเคล็ดวิชาสายฟ้าเช่นนี้โจมตีข้า ข้าขอแนะนำให้เจ้ายอมแพ้ไปเสีย”
“กำราบเคล็ดวิชาสายฟ้า?” เงาสายฟ้าไม่เชื่อ
“ทำไม? มีปัญหาหรือ?”
“บนโลกใบนี้ มีทักษะเช่นนี้ที่ไหนกัน?” เงาสายฟ้ายังคงมั่นใจในสิ่งที่ตนรู้
ลู่เฉินเผยรอยยิ้มประหลาด “ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่นั้น อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเจ้าในตอนนี้ก็มีเพียงทางเลือกเดียว นั่นก็คือยอมจำนนต่อข้าซะ มิเช่นนั้นข้าจะค่อย ๆ บีบพลังของเจ้าจนแห้งเหือดไป”
“บีบข้า? เจ้าหรือ?” เงาสายฟ้าแทบจะไม่เชื่ออีกฝ่าย
ชายหนุ่มฉีกยิ้ม “เช่นนั้น เจ้าก็จงดูให้ดี”
ขณะนั้นเอง ลู่เฉินพเนจรอยู่ภายในระฆังนี้ และสายฟ้าโดยรอบเหล่านั้นก็ค่อย ๆ ถูกลู่เฉินกลืนกินลงไป และเมื่อเงาสายฟ้าเห็นพวกมันค่อย ๆ หายไปก็เริ่มร้อนใจขึ้นมาจริง ๆ แล้ว “เจ้าทำอะไรกับพวกมัน?”
“กลืนกินลงไปแล้ว”
เงาสายฟ้าหวาดกลัว “เจ้าคนสารเลว!”
“ถ้าไม่อยากให้ข้าดูดซับสายฟ้าเหล่านี้ไปทั้งหมด ก็ยอมจำนนต่อข้าซะ” ลู่เฉินยิ้มพลางมองเงาสายฟ้า
แน่นอนว่าเงาสายฟ้าไม่ยินยอม และยังคงแสดงความไม่พอใจออกมา แต่สุดท้ายก็ไม่อาจหลีหนีความจริงนี้ไปได้ โดยเฉพาะเมื่อลู่เฉินไปถึงตรงหน้ามัน คิดจะกลืนกินพลังของมันลงไปนั้น เงาสายฟ้านี้ก็ตะโกนดังลั่น “ได้ ข้ายอมแพ้!”
“โอ้? ยอมแพ้จริงหรือ?”
“ไม่เช่นนั้นข้าควรทำอย่างไรเล่า?” เงาสายฟ้าหดหู่ใจ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เต็มใจ
ลู่เฉินยกมุมปากขึ้น จากนั้นจึงเพิ่มตราประทับวิญญาณลงบนเงาสายฟ้า เงาสายฟ้าจึงค่อย ๆ ปรากฏเด่นชัดขึ้น และกลายเป็นเงาวิญญาณ
“เมื่อครู่เจ้าทำสิ่งใดกับข้า?” เงาสายฟ้าที่ดูราวกับชายหนุ่มอ่อนวัยเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เพียงแค่เพิ่มพลังเข้าไป พลังนี้ทำให้เจ้าไม่สามารถหักหลังข้าได้”
คำอธิบายของลู่เฉินทำให้งาสายฟ้าพลันตื่นตระหนก และเมื่อชายหนุ่มเห็นอีกฝ่ายกังวลใจก็เอ่ยเตือนว่า “วางใจเถิด เพียงแค่เจ้าไม่ทรยศต่อข้า ข้าจะไม่ทำให้เจ้าต้องลำบากใจ”
เงาสายฟ้าเริ่มคลายกังวล “เช่นนั้นก็ดี”
“แต่ตอนนี้ข้ามีคำถามที่อยากถามเจ้า”
“ว่ามาเถิด”
“สายฟ้าหากต้องการกลายเป็นวิญญาณ นับเป็นเรื่องยาก ไม่รู้ว่าเจ้าทำได้อย่างไร?” ลู่เฉินมองมันพลางเอ่ยถามขึ้นมา อีกฝ่ายกลายเป็นวิญญาณและมีจิตของตนเองอยู่ นับว่าไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่าย ๆ
เงาสายฟ้าอธิบายว่า “ตั้งแต่ข้ามีวิญญาณนี้ ข้าก็อยู่ที่ภูเขาสายฟ้านี้มาโดยตลอด จากนั้นก็ถูกกักขังอยู่ภายในสมบัติวิญญาณ”
“โอ้? ตอนที่เจ้ามีจิตนั้น ก็ถูกขังอยู่ภายในระฆังนี้มาโดยตลอด?”
“ใช่!” เงาสายฟ้าขานรับ
ลู่เฉินพลันแปลกใจ “เช่นนั้น เจ้ารู้ว่าเป็นภูเขาสายฟ้าได้อย่างไร?”
“เมื่อก่อน ถึงแม้ข้าจะถูกขัง แต่จิตของข้ายังสามารถทะลุผ่านพันธนาการของระฆังนี้ เพื่อดูสถานการณ์ด้านนอกได้ และยังสามารถดูดซับสายฟ้ารอบ ๆ ภูเขาสายฟ้าเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตนเองได้ด้วย” เงาสายฟ้าอธิบาย
เมื่อชายหนุ่มเข้าใจทุกอย่างแล้วก็พูดขึ้นว่า “ได้ ต่อไปนี้ ข้าจะมอบสมบัติวิญญาณที่เหมือนกันให้เจ้า เพื่อให้เจ้าและสมบัติวิญญาณนี้หลอมรวมเป็นหนึ่งได้ เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าจะแข็งแกร่งขึ้น”
“สิ่งใดกัน?”
ขณะนั้นเอง ลู่เฉินก็นำไข่มุกอัสนีวิญญาณออกมา เงาสายฟ้าจึงมองมาอย่างสงสัย “นี่คือ?”
“มันสามารถทำให้พลังปราณเปลี่ยนเป็นสายฟ้าได้” ลู่เฉินอธิบาย
เมื่อเงาสายฟ้าได้ฟังก็ตกตะลึง จากนั้นเพียงไม่นานก็เข้าไปยังภายในไข่มุกอัสนีวิญญาณ และพูดอย่างพึงพอใจอยู่ภายในไข่มุก “สบาย สบายเกินไปเแล้ว”
“ที่นี่มีพลังปราณไม่เพียงพอ ข้าจะพาเจ้าไปซึมซับด้านนอกเสียหน่อย” ลู่เฉินพูดจบจึงเดินออกจากระฆังไปและเก็บมันไว้ แต่อีกมือหนึ่งกลับนำไข่มุกอัสนีวิญญาณออกมา เพื่อเตรียมที่จะออกไปจากห้องใต้หลังคา
เมื่อกานจิ่วเม่ยเห็นว่าชายหนุ่มกำลังจะออกไปก็รีบเอ่ยถามอีกฝ่าย “เจ้าหนุ่ม เจ้าจะไปที่ใด?”
“ข้าจะไปเดินเล่นรอบ ๆ” ลู่เฉินตอบกลับเพียงสั้น ๆ และให้ไป๋หลี่ซานและพวกอยู่ที่นี่ ไม่ต้องตามไป
สิ่นนี้มันยิ่งทำให้กานจิ่วเม่ยรู้สึกสงสัย “ประมุขยอดเขา ไม่ตามไปจริงหรือ?”
“วางใจเถิด เขาจะไม่เป็นอะไร”
“แต่เฮยหลวน แล้วยังมีจูเก๋อหลิงเฟิงต่างก็คิดจะจัดการเขา ถ้าหากพวกนั้นไปหาคนมาจัดการเขาล่ะ?” กานจิ่วเม่ยกลัวว่าจะมีคนร้าย
ไป๋หลี่ซานลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะอธิบาย “วางใจเถิด คนเหล่านี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลย”
กานจิ่วเม่ยและกู่ซานฉงต่างก็แปลกใจ เหตุใดประมุขยอดเขาจึงเชื่อมั่นลู่เฉินเช่นนี้
หลังจากนั้น ลู่เฉินก็เดินออกจากสวน เริ่มมองหาและไปยังสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังปราณ ไข่มุกอัสนีวิญญาณค่อย ๆ ดูดพลังปราณบริเวณรอบ ๆ เข้าไปยังไข่มุก และในขณะเดียวกันนั้น เงาสายฟ้าภายในไข่มุกอัสนีวิญญาณก็ค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น ลู่เฉินยังได้ยินเสียงตกกระทบภายในไข่มุกอัสนีวิญญาณ “ดูเหมือนว่า พายุฟ้าคะนองของเจ้าใกล้จะสำเร็จแล้ว”
“พายุฟ้าคะนองคือสิ่งใดกัน?” เงาสายฟ้าเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
ชายหนุ่มอธิบายว่า “ไม่ว่าจะเป็นวิญญาณใด ครั้งแรกต่างก็มีสถานะเช่นเจ้า เป็นเพียงวิญญาณชนิดหนึ่ง แต่เมื่อใดที่วิญญาณแข็งแกร่งได้ถึงระดับหนึ่ง ก็จะสามารถระเบิดพลังออกมาได้ เช่น ไฟ พายุเพลิง ลม พายุ และอื่น ๆ ส่วนสายฟ้าเช่นเจ้า ก็จะหลอมรวมเป็นพายุฟ้าคะนอง”
“พายุฟ้าคะนองรุนแรงหรือไม่?” เงาสายฟ้ายังไม่หลอมรวม ดังนั้นจึงรู้สึกแปลกใจยิ่งนัก
“เมื่อพายุฟ้าคะนองก่อตัวขึ้นมา ก็จะใช้เคล็ดวิชาพายุฟ้าคะนองได้ และเคล็ดวิชาพายุฟ้าคะนองนี้จะทำให้หมดสติไปได้”
“หมดสติ?” เงาสายฟ้าตกตะลึง
ชายหนุ่มทำท่าครุ่นคิดแล้วจึงพูดขึ้นว่า “รอให้พลังยุทธ์ของเจ้าเพิ่มขึ้นกว่านี้ พายุฟ้าคะนองก่อตัวขึ้นแล้ว เจ้าก็จะรู้ว่ามีผลอย่างไร”
เงาสายฟ้าขานรับแล้วจึงพูดด้วยความตื่นเต้น “ขอบคุณนายท่านยิ่งนัก”
ลู่เฉินไม่ได้พูดสิ่งใดอีก แต่ยังคงมองหาสถานที่ที่เหมาะสมต่อไป
แต่เมื่อเดินไปเรื่อย ๆ ก็มาถึงป่าผลไม้แห่งหนึ่ง ต้นไม้ที่นี่มีความอุดมสมบูรณ์ ขณะเดียวกันผลวิญญาณด้านบนก็มีจำนวนมากและเต็มไปด้วยพลังปราณ
ลู่เฉินมองไปรอบ ๆ เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีผู้ใด เขาจึงใช้ไข่มุกรวบรวมวิญญาณดูดซับพลังปราณรอบ ๆ จากนั้นร่วมมือกับไข่มุกอัสนีวิญญาณในการสร้างพลังให้เงาสายฟ้าตนนี้
แต่ช่วงเวลาดี ๆ เช่นนี้กลับสั้นยิ่งนัก
เพียงไม่นาน ก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา
ชายหนุ่มรีบเก็บไข่มุกทั้งสองเข้าไปทันที จากนั้นคนกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏตัว และคนเหล่านี้ต่างก็ถกเถียงกันถึงสาเหตุที่ทำให้พลังปราณรอบ ๆ นี้ดูบางตาลง
ไม่เพียงเท่านั้น ลู่เฉินยังได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย นั่นก็คือชิงอีถง
เมื่อชิงอีถงเห็นลู่เฉินในขณะนั้นก็เบิกตากว้างพลางพูดขึ้นว่า “เจ้าอีกแล้ว”
“ชิงอีถง เขาคือใครกัน?” ชายที่แบกธนูไว้ด้านหลังและยืนอยู่ด้านข้างชิงอีถงเอ่ยถามอย่างสงสัย
“เจ้าหนุ่มผู้นี้ก็คือคนที่ข้าเคยพูดให้เจ้าฟังก่อนหน้านี้” ชิงอีถงหันไปพูดกับชายผู้นั้น
เมื่อชายผู้นั้นได้ฟังก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา “วันนี้ คอยดูว่าพี่จะจัดการเขาอย่างไร”
แม้ว่าชิงอีถงอยากจะฉีกทึ้งลู่เฉินจนแทบจะทนไม่ไหว แต่ที่นี่คือภูเขาหุบเขาลึก ไม่สามารถลงมือได้ตามใจ ดังนั้นเขาจึงหันไปพูดกับชายผู้นี้ว่า “ท่านพี่ ช่างเถิด หากเจอกับผู้พิทักษ์หุบเขาลึกจะลำบากเอาได้”
“หากพบกับผู้พิทักษ์หุบเขาลึก นั่นก็เป็นเพราะพวกเรามีเหตุผล” ชายผู้นั้นเผยรอยยิ้มประหลาด
ทว่าชิงอีถงไม่เข้าใจความหมายนี้ “ท่านพี่ ท่านหมายถึง?”