ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 641 ปล่อยเจ้าไป? เช่นนั้นก็ต้องขอโทษตัวข้าเอง!
บทที่ 641 ปล่อยเจ้าไป? เช่นนั้นก็ต้องขอโทษตัวข้าเอง!
เมื่อชายหนุ่มที่เป็นญาติผู้พี่มองไปยังชิงอีถงที่ยังไม่เข้าใจ ก็ยกยิ้มพลางเอ่ยถาม “เจ้าคิดว่า เขากำลังทำสิ่งใด?”
“ท่านเป็นผู้ดูแลสวนผลไม้แห่งหุบเขาลึกนี้” ชิงอีถงพูดเพียงเท่านั้นก็ดูเหมือนจะเข้าใจบางอย่างขึ้นมาทันที
ญาติผู้พี่เผยรอยยิ้มประหลาด “ใช่ ข้าคือหัวหน้าผู้ดูแลสวนผลไม้หุบเขาลึกนี้ เฉียนหลัว ศิษย์ของผู้อาวุโสเก้า! และถ้าหากเขาสร้างความวุ่นวายที่นี่ ข้ามีอำนาจที่จะจับเขาได้!”
เมื่อได้ยินเหตุผลนี้ ชิงอีถงก็เริ่มรู้สึกดีใจ และผู้ที่มีนามว่าเฉียนหลัวนั้นก็หันไปพูดกับคนที่อยู่รอบ ๆ “ศิษย์น้องทุกคน ดูแลทางเข้าให้ดี อย่าให้เขาหนีไปได้!”
“ขอรับ!”
คนเหล่านั้นรีบถอยไปยังค่ายกลบริเวณทางเข้าของสวนผลไม้ทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ลู่เฉินหนีไปได้
แต่อีกฝ่ายไม่มีท่าทีว่าจะหนี เมื่อมองพวกเขาเดินออกไปไกลแล้ว จึงหันมาถามคนตรงหน้าอีกสองคนว่า “คิดจะลงมือจริงหรือ?”
ชิงอีถงฉีกยิ้มพลางมองอีกฝ่าย “เจ้าหนุ่ม หากจะโทษก็ต้องโทษเจ้าที่มาผิดที่เสียแล้ว”
“มาผิดที่?” ลู่เฉินไม่เข้าใจ
เมื่อชิงอีถงเห็นลู่เฉินยังกล้าอวดดีต่อหน้าตนเช่นนี้ก็รีบมองไปยังเฉียนหลัว “ท่านพี่ ท่านดูสิว่าเจ้าหนุ่มผู้นี้อวดดีเพียงใดกัน”
เฉียนหลัวมองลู่เฉินอย่างพิจารณา “เจ้าหนุ่ม รู้หรือไม่ว่าข้าคือผู้ใด?”
“ข้าไม่สนว่าเจ้าคือผู้ใด ทางที่ดีอย่ามายุ่งกับข้า” ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มเย็นชา
เฉียนหลัวเห็นว่าอีกฝ่ายยังกล้าอวดดีจึงแสยะยิ้ม “ดูเหมือนว่า เจ้าจะไม่กลัวผู้ใดจริง ๆ”
เมื่อพูดจบ เฉียนหลัวก็ใช้มือข้างหนึ่งหลอมรวมเงาสีน้ำตาลขึ้นมา และโจมตีไปยังลู่เฉิน แต่เมื่อพลังนั้นไปถึงบน ‘กำแพงพันชั้น’ ของอีกฝ่าย เงานั้นก็หายไปทันที
เฉียนหลัวพลันสงสัย “นี่มันสิ่งประหลาดใดกัน?”
ชิงอีถงที่อยู่อีกด้านหนึ่งอธิบายว่า “ท่านพี่ สิ่งนี้คือเคล็ดวิชาการป้องกันของเขา”
“เคล็ดวิชาการป้องกัน? มีเช่นนี้ด้วยหรือ?” เฉียนหลัวเอ่ยถามด้วยความสนใจ
“อืม” ชิงอีถงพยักหน้ารับ
เฉียนหลัวมองลู่เฉินอย่างพิจารณา “เจ้าหนุ่ม ข้าก็ฝึกฝนเคล็ดวิชาธาตุดินเช่นกัน แต่ไม่เคยพบเคล็ดวิชาเช่นนี้ของเจ้ามาก่อน”
“นั่นเป็นเพราะว่า สิ่งที่เจ้าเรียนมานั้นคือขยะไร้ค่า” คำพูดของชายหนุ่มทำให้เฉียนหลัวรู้สึกไม่พอใจ
ดังนั้น เฉียนหลัวจึงนำคันธนูออกมาและตะโกนว่า “ข้าจะให้เจ้าได้ดูว่ายอดฝีมืออย่างข้า จะทำลายการป้องกันของเจ้าอย่างไร!”
เมื่อชิงอีถงเห็นเฉียนหลัวนำคันธนูออกมาต่อหน้าลู่เฉินก็รู้สึกมีความหวัง เขาจ้องมองไปยังลู่เฉินพลางเผยรอยยิ้มบิดเบี้ยว “เจ้าหนุ่ม เจ้าจบเห่แล้ว”
ลู่เฉินยิ้มเย็นชา “ในเมื่อพวกเจ้าอยากตายกันนัก เช่นนั้นข้าก็จะช่วยให้พวกเจ้าสมปรารถนาเอง!”
“จองหองอวดดีนัก ไปตายซะ!” เฉียนหลัวปล่อยเงาศรสีน้ำตาลออกมาทันที
เงาศรเหล่านี้ค่อย ๆ โจมตีลงบนร่างของลู่เฉิน โดยต้องการทำให้เขาตายตก แต่เขากลับไม่เป็นอะไร และยังใช้มือคว้ามันไว้อย่างง่ายดาย ศรนั้นตกลงบนฝ่ามือหนา อีกทั้งลูกไฟทั้งเก้ายังทำลายธนูนั้นจนแตกกระจาย
เฉียนหลัวตกตะลึงจนนิ่งอึ้งไป เขายังไม่ทันตอบโต้ จู่ ๆ ไข่มุกอัสนีวิญญาณในมือของลู่เฉินก็ปล่อยสายฟ้าที่ทรงพลังออกมา
ตูม!
มันโจมตีไปบนร่างของเฉียนหลัวอย่างรุนแรง
เฉียนหลัวกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด จากนั้นทั่วทั้งร่างก็ถูกแผดเผา ชิงอีถงหวาดกลัวจนรู้สึกสับสนไปหมด
ศิษย์ที่อยู่ตรงทางออกต่างก็มองหน้ากันและรีบเข้ามาทันที พวกเขาได้เห็นร่างของเฉียนหลัวที่ถูกแผดเผาล้มลงบนพื้น และเขาก็ค่อย ๆ คลืบคลานถอยห่างออกมา ส่วนชิงอีถงที่ยืนอยู่ไม่ไกลออกไปนั้น ในมือกำลังถือกระดาษยันต์บางอย่าง
กระดาษยันต์แผ่นนี้แผ่กระจายแสงสีทอง กลายเป็นเขตแดนที่คุ้มกันชิงอีถงที่อยู่ภายในนั้น
ชิงอีถงพูดขึ้นมาด้วยความหวาดกลัว “เจ้าอย่าเข้ามา!”
ศิษย์เหล่านั้นหวาดกลัวจนต่างก็รีบเข้าไปปกป้องเฉียนหลัวไว้
เฉียนหลัวรีบร้องตะโกนไปยังพวกเขาทันที “เร็ว! เรียกอาจารย์มาเดี๋ยวนี้!”
พวกเขาหวาดกลัวจนเตรียมที่จะนำยันต์สื่อสารออกมา แต่ไข่มุกอัสนีวิญญาณในมือของลู่เฉิน ไม่ปล่อยให้พวกเขามีโอกาส ชายหนุ่มค่อย ๆ โจมตีจนทำให้ผู้คนเหล่านั้นบาดเจ็บสาหัส
เฉียนหลัวหวาดกลัว เขาจ้องมองไปยังลู่เฉินพลางพูดด้วยความร้อนใจ “เจ้าหนุ่ม นี่คือสวนผลไม้ในหุบเขาลึก ถ้าหากเจ้าไม่อยากถูกพวกเราจัดการ ก็จงรีบออกไปจากที่นี่ซะ”
แต่ชายหนุ่มกลับยิ้มเย็นชา “ออกไป? พวกเจ้าคิดว่าเป็นไปได้หรือ?”
“เจ้าไม่กลัวจะถูกกลุ่มผู้พิทักษ์หุบเขาลึกพบหรือ?” เฉียนหลัวร้อนใจ
“เดิมทีก็ยังกังวลอยู่ แต่ที่นี่มีค่ายกลที่ดีเช่นนี้ ทำให้เสียงการต่อสู้ที่เกิดขึ้นที่นี่ไม่สามารถดังออกไปภายนอกได้” ลู่เฉินฉีกยิ้มพลางตอบกลับ
เฉียนหลัวพูดด้วยความโมโหว่า “พวกเราสามารถติดต่อกับอาจารย์ได้!”
“โอ้? อาศัยยันต์สื่อสารนี่น่ะหรือ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“ไร้สาระ!” เฉียนหลัวพูดด้วยความร้อนใจ
“เมื่อครู่อาจจะได้ แต่ตอนนี้ไม่ได้แล้ว!”
“เพราะเหตุใด?” เฉียนหลัวไม่เข้าใจ
ชายหนุ่มจึงนำศิลาวิญญาณบางส่วนในมือออกมา หลังจากที่สลักบางอย่างลงด้านบนแล้วก็โยนไปรอบ ๆ จากนั้นก็ยกยิ้มพลางพูดขึ้นว่า “ข้าได้เพิ่มพลังไปเล็กน้อยภายในค่ายกลนี้ และพลังนี้สามารถทำให้ยันต์ใด ๆ ก็ตามใช้งานไม่ได้”
เฉียนหลัวไม่เชื่อและยังนำขึ้นมาใช้ แต่ยันต์นี้ไม่ได้ผลจริง ๆ
ชิงอีถงที่ดูอยู่อีกด้านหนึ่งไม่สนใจ แต่กลับหมุนตัวและวิ่งออกไป เขาไม่คิดจะอยู่ที่นี่แล้ว
“คิดจะหนีหรือ?” ชายหนุ่มแสยะยิ้ม
จากนั้นทุกคนจึงได้เห็นภาพที่น่าหวาดกลัว
เงาสายฟ้าปรากฏขึ้นมาบนฝ่ามือของลู่เฉิน มันพุ่งโจมตีไปด้านหน้าของชิงอีถง และเมื่อโบกมือ ชิงอีถงผู้นั้นก็ถูกสายฟ้าโจมตี จากนั้นเขาก็ล้มลงบนพื้นและชักเกร็งขึ้นมาทันที ท่าทางเจ็บปวดเป็นอย่างมาก
เหล่าลูกศิษย์ต่างก็หวาดกลัวชายหนุ่มคนนี้
ลู่เฉินจ้องมองไปยังพวกเขาพลางคลี่ยิ้ม “เดิมทีพวกเจ้าอาจจะไม่เป็นอะไร แต่พวกเจ้ากลับมายุ่งกับข้า”
“เจ้าคิดจะทำสิ่งใด?” เฉียนหลัวถามด้วยความหวาดกลัว
“ลองดูว่ามีสิ่งมีประโยชน์ที่พวกเจ้าใช้ได้หรือไม่” เมื่อลู่เฉินพูดจบก็นำภูเขาซากศพออกมา และโยนพวกเขาเข้าไป
เงาสายฟ้ากลับเข้าไปภายในไข่มุกอัสนีวิญญาณ และดูดซับพลังปราณบริเวณรอบ ๆ ต่อไป ส่วนต้นไม้และผลไม้เหล่านั้นก็ค่อย ๆ แห้งเฉาลง
ลู่เฉินอยู่ภายในภูเขาซากศพ เขาจ้องมองไปยังชิงอีถง
ชิงอีถงหวาดกลัวจนตัวสั่น “ปล่อยข้าไป ข้าไม่กล้าอีกแล้ว”
“เจ้าคิดว่าเจ้ามายังหุบเขาลึก สร้างความวุ่นวายให้ข้า แล้วข้าจะปล่อยเจ้าไปง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นข้าคงต้องขอโทษตัวเองเสียแล้ว” ลู่เฉินมองไปยังชิงอีถงด้วยแววตาเย็นชา
“เจ้าคิดจะทำอะไร?” ชิงอีถงหวาดกลัว
“เจ้าคิดว่าอย่างไร?” เมื่อลู่เฉินพูดจบ ไอซากศพรอบ ๆ ก็ค่อย ๆ รุกรานเข้าไปในร่างกายของชิงอีถง และร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บของอีกฝ่ายนั้น เมื่อถูกรุกรานเช่นนี้ กายเนื้อก็ค่อย ๆ เน่าเปื่อยไปทันที
คนอื่น ๆ มองด้วยความสับสน
โดยเฉพาะเฉียนหลัวที่หันไปอธิบายแก่ลู่เฉิน “พี่ชาย ข้าไม่สนิทกับเขา ข้ามาเพียงช่วยเขาเท่านั้น”
ชิงอีถงคิดไม่ถึงว่าเมื่อถึงเวลาเช่นนี้ เฉียนหลัวจะแสร้งทำเป็นไม่สนิทกับตนขึ้นมา
ลู่เฉินยกยิ้มพลางมองไปยังเฉียนหลัว “อย่าร้อนใจไป อีกไม่นาน พวกเราจะได้คุยกันดี ๆ”
“คุยดี ๆ?” เฉียนหลัวไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหมายความว่าอย่างไร
และในขณะนั้นเอง ชิงอีถงก็กรีดร้องลั่น เพราะกายเนื้อของเขานั้นเน่าเปื่อยไปแล้ว จนในที่สุดก็เหลือเพียงวิญญาณ
วิญญาณนี้อยากจะหนีออกไป แต่ภูเขาซากศพได้พันธนาการเขาไว้อย่างแน่นหนา ทำให้เขาไม่สามารถหนีออกไปได้
ชิงอีถงร้อนใจจนอดใช้เคล็ดวิชาวิญญาณพิเศษบางอย่างออกมาไม่ได้ และเคล็ดวิชาวิญญาณนั้นได้เกิดเสียงกระดิ่งดังขึ้น
เมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งดังขึ้นมา เฉียนหลัวและคนอื่น ๆ ต่างก็รู้สึกเจ็บปวด ชิงอีถงที่มีเพียงวิญญาณที่อยู่ในร่างก่อกำเนิดนั้นก็ยิ่งกรีดร้องไม่หยุด ราวกับกำลังจะเสียอะไรบางอย่างไป
ทว่ากลับมีเสียงน่าเกรงขามดังขึ้นมาจากวิญญาณก่อกำเนิดนั้น “รนหาที่ตาย!”
เพียงไม่นาน ชายหนุ่มก็ได้เห็นมือขนาดใหญ่มือหนึ่งที่ออกมาจากภายในวิญญาณก่อกำเนิดนี้ และเข้ามาจับเขาไว้ทันที