ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 643 แอบอ้างเป็นกลุ่มผู้พิทักษ์มาจับคน
บทที่ 643 แอบอ้างเป็นกลุ่มผู้พิทักษ์มาจับคน
หลังจากชิงอีถงมีกายเนื้อใหม่แล้วก็ดูอวดดีขึ้นเป็นอย่างมาก แม้แต่ยามที่เดินไปยังหุบเขาลึกก็ยังเดินไปอย่างไม่ยี่หระ และยังอาศัยชื่อของกลุ่มผู้พิทักษ์ไปหากลุ่มผู้พิทักษ์หุบเขาลึกกลุ่มใหญ่ เพื่อให้เดินทางไปยังสวนผลไม้
ขณะนั้น ลู่เฉินที่กำลังเดินตามผู้คนไปนั้นได้ไปถึงสวนผลไม้ในป่าทึบแห่งหนึ่ง และภายในสวนผลไม้เล็ก ๆ นี้ เมื่อมองไปแล้วกลับมืดสนิท
“เข้าไปจากตรงนี้ ก็เป็นที่นั่นแล้ว” เฉียนหลัวชี้ไปด้านหน้าที่มองไม่เห็นสิ่งใดพลางพูดขึ้น
เมื่อชายหนุ่มเข้าใจแล้ว ก็มองไปยังคนกลุ่มนี้ “พวกเจ้า รออยู่ที่นี่”
ลู่เฉินพูดจบก็เดินเข้าไปด้วยตนเอง
เหล่าคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นต่างก็รู้สึกไม่สบายใจ มีคนมองไปยังเฉียนหลัวพลางพูดว่า “ศิษย์พี่เฉียน เขาจะไม่เป็นอะไรแน่หรือ?”
ทุกคนต่างก็คิดว่าอีกฝ่ายจะไม่เป็นอะไร มิเช่นนั้นหากชายหนุ่มเกิดเรื่องขึ้น พวกเขาก็ต้องตายเช่นกัน
เฉียนหลัวขมวดคิ้วมุ่น “วิญญาณของเขาแข็งแกร่งเพียงนั้น และยังมีสายฟ้าประหลาดนั่น น่าจะมีชีวิตรอดออกมาได้มิใช่หรือ?”
“แต่ภายในนั้นเต็มไปด้วยค่ายกลนะ” มีบางคนพูดขึ้น
เฉียนหลัวได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มตื่นตระหนก “เช่นนั้นก็อาจจะเกิดปัญหาเสียแล้ว”
ทุกคนต่างก็มีสีหน้ากังวลใจ
ลู่เฉินเดินเข้าไปภายในป่าทึบ จนกระทั่งการรับรู้ภายในนั้นค่อย ๆ ต่ำลงเรื่อย ๆ ชายหนุ่มก็เริ่มมีท่าทางจริงจังมากขึ้น “ดูเหมือนว่า การรับรู้ที่นี่มีระยะเพียงสิบเก้าเท่านั้น”
ไม่เพียงเท่านั้น ชายหนุ่มยังพบว่าบริเวณรอบ ๆ ยังมีค่ายกลอยู่เป็นจำนวนมาก
ค่ายกลเหล่านี้มีอยู่เยอะและดูน่าประหลาดนัก แต่ในสายตาของลู่เฉินกลับดูไม่มีอะไร ดังนั้นจึงสามารถทะลุผ่านค่ายกลนี้เข้าไปและมาถึงด้านในสุดได้อย่างง่ายดาย
ที่นี่มืดมิดยิ่งขึ้น แต่มันกลับเต็มไปด้วยกลิ่นอายของพฤกษาที่อุดมสมบูรณ์
โดยเฉพาะผลไม้เหล่านั้น ที่แผ่กระจายกลิ่นอายที่แข็งแกร่งออกมา
ชายหนุ่มจึงไม่ลังเลที่จะนำไข่มุกอัสนีวิญญาณออกมา และเริ่มดูดซับพลังปราณที่อยู่รอบ ๆ บริเวณนี้อย่างบ้าคลั่ง
เงาสายฟ้าภายในไข่มุกอัสนีวิญญาณตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
ชายหนุ่มจึงมองหาสถานที่ในการพักผ่อน
ส่วนผลไม้และพลังปราณรอบ ๆ ก็ค่อย ๆ เข้าไปภายในไข่มุกอัสนีวิญญาณ ที่นี่ยังไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามา ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดพบเห็น
ดังนั้นลู่เฉินจึงพักอยู่ที่นี่เป็นเวลาสองวัน
จนกระทั่งพลังปราณรอบ ๆ ได้เริ่มลดลงจนหมดไปในที่สุด ชายหนุ่มมองเข้าไปไข่มุกพลางเอ่ยถาม “ตอนนี้เจ้าสามารถระเบิดพลังสายฟ้าออกมาได้หรือไม่?”
“น่าจะได้เล็กน้อย”
เงาสายฟ้าพูดอย่างถ่อมตัว
“ออกมาลองเสียหน่อย”
“อืม” เงาสายฟ้าออกมาทันที จากนั้นจึงหลอมรวมลูกกลมสายฟ้าขึ้นมา และเมื่อลูกกลมสายฟ้าลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า ก็เกิดเสียงดังขึ้น
ตูม!
เงาสายฟ้าขนาดใหญ่ระเบิดออก ต้นไม้ใหญ่บริเวณรอบ ๆ แตกหักลงในทันที และบนพื้นยังเกิดหลุมขนาดใหญ่ขึ้น
“ผู้ใด! ผู้ใดกำลังก่อความวุ่นวาย!” เสียงหนึ่งดังมาแต่ไกล
ลู่เฉินยังไม่คิดที่จะรบกวนหุบเขาลึกในตอนนี้ จึงให้เงาสายฟ้ากลับเข้าไปภายในไข่มุกอัสนีวิญญาณเสียก่อน จากนั้นก็หายตัวไปจากตรงนั้นอย่างรวดเร็ว
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ชายชราที่บนร่างถูกปกคลุมไปด้วยต้นหญ้าก็ปรากฏตัวขึ้นมา เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ และเมื่อพบว่าที่นี่มีการเคลื่อนไหวของพลังงานที่แข็งแกร่งก็มีสีหน้าไม่ดีนัก “หรือจะเป็นอสูรปีศาจวิ่งมาที่นี่หรือ?”
ไม่เพียงเท่านั้น ชายชรายังตรวจสอบบริเวณรอบ ๆ เมื่อพบว่ารอบ ๆ เต็มไปด้วยความแห้งเฉา สีหน้าของเขาก็ยิ่งแย่ลง ดังนั้นเขาจึงรีบออกไปจากที่นี่อย่างรวดเร็ว
…
ส่วนชายหนุ่มนั้น เพียงไม่นานก็มาถึงด้านนอก ซึ่งมีเฉียนหลัวและคนอื่น ๆ กำลังรออยู่
เพราะว่าพวกไม่กล้าเดินเพ่นพ่าน จนกระทั่งชายหนุ่มกลับมาในขณะนั้น คนเหล่านั้นก็ก้าวออกมาและพูดด้วยความตื่นเต้น “นายท่าน!”
เฉียนหลัวพูดขึ้นว่า “นายท่าน ในที่สุดท่านก็ออกมาได้!”
“เอาล่ะ ไม่มีเรื่องใดแล้ว พวกเจ้าไปจัดการเรื่องของพวกเจ้าได้” ลู่เฉินพูดกับเฉียนหลัวและคนอื่น ๆ
เฉียนหลัวและคนอื่น ๆ ยิ่งรู้สึกดีใจ และต่างก็รีบขอตัวออกไปจากบริเวณนั้น
ชายหนุ่มดูเวลาก่อนจะพึมพำเบา ๆ “พรุ่งนี้ก็จะมีการประลองแล้ว”
เมื่อเขาจัดการกับอารมณ์ของตนได้แล้วก็ออกไปจากที่นี่เช่นกัน
และเพราะป่าแห่งนี้มีขนาดกว้างใหญ่ จึงทำให้ลู่เฉินใช้เวลาในการเดินออกมาประมาณหนึ่งก้านธูป
แต่เมื่อออกมาถึงด้านนอกสวนผลไม้ ที่นั่นมีกลุ่มผู้พิทักษ์หุบเขาลึกกำลังรออยู่ ราวกับกำลังรอจับใครบางคน
ชายหนุ่มได้แต่คิดอยู่ภายในใจ “หรือว่าถูกพบเข้าเสียแล้ว?”
และในขณะนั้นเอง บริเวณป่ารอบ ๆ ก็มีกลุ่มผู้พิทักษ์วิ่งออกมา และหนึ่งในนั้นได้ตะโกนไปยังทุกคน “ดูนั่น คือเขาผู้นั้น!”
ลู่เฉินมองไปยังคนผู้นั้นก็พบว่าวิญญาณและกายเนื้อของเขานั้นดูไม่มั่นคง เขาจึงมองดูอย่างละเอียดและได้พบว่า กายเนื้อนี้ได้ถูกชิงอีถงครอบครองไว้เสียแล้ว
เมื่อพบเช่นนั้นชายหนุ่มจึงแสยะยิ้ม “ข้าก็คิดว่าผู้ใด!”
ชิงอีถงคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะรู้ว่าเป็นตน แต่เขายังคงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องต่อไป และหันไปพูดกับชายผู้หนึ่งที่ด้านหลังมีกระบี่สีดำสองเล่มด้วยความเคารพ “หัวหน้าฉี คือเขา!”
ผู้ที่ถูกเรียกว่าหัวหน้าฉีเดินมาตรงหน้าลู่เฉิน และนำแผ่นป้ายตรงเอวออกมา “ข้าคือหัวหน้าผู้พิทักษ์หน่วยที่เก้าแห่งหุบเขาลึก ฉีเจี้ยน เป็นผู้ดูแลความปลอดภัยของสวนผลไม้แห่งนี้โดยเฉพาะ!”
“มีเรื่องใดหรือ?” ถึงแม้ลู่เฉินจะย้อนถามเช่นนั้น แต่กลับรู้สึกแปลกใจ หรืออีกฝ่ายจะรู้เรื่องที่ตนทำลายสวนผลไม้เสียแล้ว
จากนั้นฉีเจี้ยนก็ชี้ไปยังชิงอีถง “เขาบอกว่า เจ้าต่อสู้ที่นี่ และยังทำร้ายศิษย์ผู้ดูแลสวนผลไม้แห่งนี้!”
“ทำร้าย? มีด้วยหรือ?” ชายหนุ่มย้อนถามชิงอีถง
ชิงอีถงที่ในตอนนี้ได้ครอบครองกายเนื้อของผู้อื่นอยู่ จึงกล้าพูดกว่าปกติ “มี ข้าเห็นกับตา!”
“โอ้? เช่นนั้น ไม่ทราบว่าข้าทำร้ายผู้ใด?” ลู่เฉินจ้องมองชิงอีถงพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เฉียนหลัว ผู้ดูแลสวนผลไม้ และยังเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสเก้า!” ชิงอีถงมั่นใจว่าลู่เฉินจะต้องจัดการพวกเขาแล้วอย่างแน่นอน ดังนั้นเขาจึงเริ่มพูดให้ร้ายลู่เฉิน
แต่ชายหนุ่มกลับมองไปยังฉีเจี้ยน “เจ้าเชื่อเขาหรือ?”
“เขาเป็นคนของเรา พวกเราต้องเชื่อเขาอยู่แล้ว แต่พวกเราก็จะไม่ใส่ร้ายผู้ใด ดังนั้นพวกเราจึงต้องการให้เจ้าตามพวกเราไปยังตำหนักสอบสวน จากนั้นเมื่อผ่านการตรวจสอบความทรงจำของเจ้าด้วยวิธีพิเศษบางอย่างแล้ว จึงจะรู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่!”
“เช่นนั้น หากเขาพูดให้ร้ายข้า พวกเจ้าจะจัดการอย่างไร?” ลู่เฉินย้อนถามฉีเจี้ยน
ฉีเจี้ยนมองไปยังชิงอีถงก่อนจะพูดขึ้นมา “ถ้าหากเป็นเขาที่ใส่ร้ายเจ้า พวกเขาจะทำลายขั้นพลังของเขาซะ!”
ชิงอีถงตกใจ แต่เขาก็มั่นใจว่าเฉียนหลัวต้องถูกลู่เฉินจัดการแล้วแน่ “ใช่ หากข้าพูดให้ร้ายเจ้า ข้าจะรับโทษเอง!”
ลู่เฉินเผยรอยยิ้มประหลาด “หวังว่าเจ้าจะทำได้อย่างที่พูด”
ชิงอีถงไม่รู้ว่าสิ่งที่ลู่เฉินพูดหมายความว่าอย่างไร ฉีเจี้ยนจึงมองไปยังชายหนุ่ม “ตอนนี้ไปกับพวกเราได้แล้วใช่หรือไม่?”
“อย่ารีบร้อนไป” ลู่เฉินฉีกยิ้มพลางมองฉีเจี้ยน
“หมายความว่าอย่างไร? คิดจะขัดขืนหรือ?” ฉีเจี้ยนมองอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจ
ชายหนุ่มส่ายศีรษะ “ไม่ใช่เช่นนั้น!”
“เช่นนั้น เจ้าหมายความว่าอย่างไรกัน?”
ชายหนุ่มยกยิ้ม “ข้ารอพยาน”
“พยาน?” ฉีเจี้ยนสงสัย
ลู่เฉินพยักหน้ารับ ทว่าชิงอีถงกลับหัวเราะลั่น “พยานรึ?”
“ใช่” ลู่เฉินขานรับ
ชิงอีถงกลับมองไปยังฉีเจี้ยน “หัวหน้าฉี ท่านอย่าถูกเขาหลอกเด็ดขาด!”
ฉีเจี้ยนมีท่าทางจริงจัง
ลู่เฉินยิ้มพลางพูดว่า “ใกล้แล้ว รออีกสักประเดี๋ยว!”
“ได้ ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งก้านธูป!”
“เจ้าหนุ่ม เจ้าอย่าคิดขัดขืน!” ชิงอีถงกล่าว
ยิ่งชายหนุ่มไม่ได้ตอบกลับ ชิงอีถงก็รู้สึกสงสัย “เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดจะทำสิ่งใด?”
จากนั้นลู่เฉินก็ทำทีราวกับไม่เคยเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาก่อน เขาเพียงรออย่างใจเย็น จนกระทั่งเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป ชิงอีถงก็พูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น “หัวหน้าฉี ถึงเวลาแล้ว!”
ฉีเจี้ยนมองไปยังลู่เฉินพลางพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “อย่าพูดว่าข้าไม่ให้โอกาสเจ้า!”
“มาแล้ว!” ชายหนุ่มกลับมองไปยังท่ามกลางกลุ่มหมอกที่อยู่ไกล ๆ พลางเผยยิ้มประหลาด
ทุกคนต่างแปลกใจว่าคือผู้ใด