ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 659 จ่ายในราคาที่เจ็บปวด!
บทที่ 659 จ่ายในราคาที่เจ็บปวด!
หลังจากที่ฝ่ามือทั้งแปดเสร็จสิ้นลง ผู้อาวุโสแปดก็รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก “เจ้าหนุ่ม เห็นแล้วหรือไม่? นี่คือความต่างระหว่างข้ากับเจ้า!”
“เจ้าคงไม่คิดว่า เช่นนี้แล้วจะทำให้ข้าบาดเจ็บได้หรอกนะ?” เสียงของลู่เฉินทำให้ผู้อาวุโสแปดเบิกตากว้าง
ดวงตาทั้งสองเต็มไปด้วยความสงสัยและหวาดกลัว
“ไม่ เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!” ผู้อาวุโสแปดไม่อยากจะเชื่อ
ชายหนุ่มฉีกยิ้มพลางมองอีกฝ่าย “ไม่ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่นั้น อย่างไรเรื่องก็เกิดขึ้นแล้ว”
ผู้อาวุโสแปดมองอีกฝ่ายราวกับสัตว์ประหลาด “เจ้าคือผู้ใดกันแน่!”
“คำถามนี้ อีกครู่หนึ่งค่อยว่ากัน” ชายหนุ่มพูดจบ จึงให้เงาสายฟ้าไปกับผู้อาวุโสแปด
ผู้อาวุโสแปดขัดขืนพลางก่นด่า “สารเลว!”
ลู่เฉินเริ่มสำรวจค่ายกลรอบ ๆ และเริ่มเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
ผู้อาวุโสแปดคิดว่าชายหนุ่มต้องการหาทางออก จึงหัวเราะขบขัน “เจ้าหนุ่ม ข้าจะบอกเจ้า ที่นี่มีเพียงข้าเท่านั้นที่รู้ว่าต้องออกไปอย่างไร ถ้าหากเจ้าไม่อยากถูกขังอยู่ที่นี่และรอเวลาตาย ก็จงเก็บสิ่งประหลาดนี้กลับเข้าไปซะ”
ชายหนุ่มกลับไม่สนใจ ยังคงจัดการบางอย่างต่อไป
สิ่งนี้ทำให้ผู้อาวุโสแปดยิ่งรู้สึกโมโห
“เจ้ารอเวลาถูกขังอยู่ที่นี่ รอเวลาตายเถิด” ผู้อาวุโสแปดพูดออกมาด้วยความโมโห
แต่ลู่เฉินไม่คิดเช่นนั้น “อีกครู่เดียว ผู้ที่ถูกขังอาจจะไม่ใช่ข้า”
ผู้อาวุโสแปดไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหมายความว่าอย่างไร แต่เงาสายฟ้าก็ทำเขาเกือบตายเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงรีบหมุนตัวคิดจะหนีออกไปจากที่นี่
อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้อาวุโสแปดพบว่าตนออกไปไม่ได้ ก็ดูราวกับว่าเขาจะได้มายังสถานที่แห่งใหม่เสียแล้ว
“เกิดสิ่งใดขึ้น?” ผู้อาวุโสแปดงุนงงสงสัย
ลู่เฉินยิ้มพลางมองผู้อาวุโสแปด “บอกเจ้าตามตรง ข้าได้เปลี่ยนแปลงค่ายกลรอบ ๆ แล้ว”
“เปลี่ยนแปลงค่ายกล?” ผู้อาวุโสแปดเบิกตากว้าง คิดว่าอีกฝ่ายกำลังพูดเรื่องตลก
ลู่เฉินยิ้มพลางมองเขา “อย่างไรกัน? มีปัญหาหรือ?”
“เป็นไปไม่ได้! ค่ายกลนี้น่ากลัวยิ่งนัก! เจ้าจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร?” ผู้อาวุโสแปดไม่เชื่อในสิ่งที่ลู่เฉินพูด
ลู่เฉินจึงฉีกยิ้มพลางเอ่ยว่า “หากไม่เชื่อ เจ้าจงเดินไปรอบ ๆ ดูว่าเจ้ายังสามารถออกไปได้หรือไม่”
ออกไป?
ผู้อาวุโสแปดครุ่นคิด จากนั้นจึงเริ่มเคลื่อนไหวไปรอบ ๆ แทบจะพุ่งออกไปจนทนไม่ไหว แต่ลู่เฉินกลับมองหาโขดหินและนั่งลงไปบนนั้น จ้องมองอีกฝ่ายพลางเอ่ยเยาะเย้ยว่า “เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังเสียเวลากับการทำสิ่งนี้หรือไม่?”
ผู้อาวุโสแปดชะงัก มองไปยังชายหนุ่มพลางเอ่ยอย่างโมโห “เป็นเพราะเจ้า!”
“เจ้าเป็นคนพาข้ามาที่นี่เองชัด ๆ เหตุใดจึงมาโทษข้า?” ลู่เฉินยิ้ม
ผู้อาวุโสแปดพาตัวชายหนุ่มมาที่นี่ ก็เพียงเพราะไม่ต้องการให้ผู้อาวุโสท่านอื่นหาเจอ แต่กลับไม่คิดว่าตนจะถูกค่ายกลของที่นี่กักขังไว้
ดังนั้นผู้อาวุโสแปดจึงพูดขึ้นอย่างไม่สบายใจนัก “เจ้าหนุ่ม ข้าจะบอกเจ้าให้ ข้าจะจัดการเจ้าแน่!”
“จัดการข้า? ใช้สิ่งใดมาจัดการกัน?” ลู่เฉินเยาะเย้ย
ผู้อาวุโสแปดรู้ดีว่าในขณะนั้นตนทำได้เพียงต้องต่อสู้กับลู่เฉิน เขาจึงรีบแสดงเขตแดนหมัดแสงทองออกมา เพื่อกักขังชายหนุ่มและเงาสายฟ้านั่น ให้อยู่กันคนละเขตแดน
“แบ่งเป็นสองเขตแดนเช่นนี้ ไม่กลัวจะสูญเสียพลังปราณมากเกินไปหรือ?” ลู่เฉินยิ้มพลางมองผู้อาวุโสแปด
ผู้อาวุโสแปดพูดด้วยความมั่นใจว่า “มันมากพอที่จะสร้างสองเขตแดนได้!”
“แต่เมื่อครู่เจ้าเพิ่งจะได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้ต้องมาทำเช่นนี้ ข้ากลัวว่าอีกไม่นานเจ้าจะทุกข์ทรมานเอาได้” ชายหนุ่มยิ้ม
ผู้อาวุโสแปดตะโกนลั่นอย่างหงุดหงิดใจ “เพียงแค่ฆ่าเจ้าได้เสียก่อน! เรื่องอื่นค่อยว่ากัน!”
พูดจบ ผู้อาวุโสก็เริ่มโจมตีทุกรูปแบบไปยังลู่เฉินที่ถูกกักขังอยู่ ผู้อาวุโสแปดที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่นั้นเดิมทีก็ไม่สามารถสำแดงพลังใด ๆ ออกมาได้มากมาย จึงทำได้เพียงพยายามขีดข่วนลงบนร่างของอีกฝ่ายเท่านั้น
ลู่เฉินมองดู ‘กำแพงพันชั้น’ ของตัวเองแล้วพูดขึ้น “ผู้อาวุโสแปด แม้แต่การป้องกันของข้า เจ้าก็ไม่สามรถทำลายได้”
คำพูดดังกล่าวทำให้ผู้อาวุโสแปดไม่พอใจ เขานำยันต์บางส่วนออกมาและโยนไปยังเขตแดน
เมื่อยันต์ตกลงสู่เขตแดนในขณะนั้น มันก็ปล่อยการโจมตีออกมามากมาย มีทั้งเงาหมัดและเงากระบี่มากมายจนนับไม่ถ้วน
แต่ไม่ว่าสิ่งใด เพียงแค่ลู่เฉินใช้เคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณ การโจมตีเหล่านั้นก็ไม่สามารถทำร้ายกายเนื้อของเขาได้ ผู้อาวุโสแปดจึงทำได้เพียงลองใช้ฝ่ามือแปดวิญญาณอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม เมื่อฝ่ามือตกลงบนเงาอัสนีวิญญาณ กลับไม่เกิดสิ่งใดขึ้น ทำให้ผู้อาวุโสแปดร้อนใจ “สมควรตาย! เขาเป็นสิ่งประหลาดใดกันแน่!”
และในขณะนั้นเอง ท้องฟ้าก็พลันมืดครึ้มลง
ผู้อาวุโสแปดได้แต่สงสัย “เกิดเรื่องใดขึ้น?”
ลู่เฉินยิ้มพลางมองผู้อาวุโสแปด “ข้าบอกแล้ว ข้าเปลี่ยนแปลงรอบ ๆ ค่ายกล และค่ายกลนี้นอกจากกักขังคนแล้ว ยังสามารถทำร้ายคนได้”
“ทำร้ายคน?”
ในตอนแรกผู้อาวุโสแปดยังคงไม่เชื่อ แต่ท้องฟ้าเกิดการหลอมรวมสายฟ้าขึ้นมา และโจมตีมายังร่างของผู้อาวุโสแปดอย่างบ้าคลั่ง
ผู้อาวุโสแปดกรีดร้องเสียงหลง หลังจากที่ลู่เฉินทำลายเขตแดนหมัดแสงทองไปแล้ว ยังทำลายเขตแดนหมัดแสงทองของเงาสายฟ้าด้วย
จากนั้นเงาสายฟ้าจึงเข้าร่วมการ ‘ต่อสู้’ พายุฟ้าคะนองมากมายพลันโจมตีไปยังผู้อาวุโสแปด
ในที่สุด ร่างกายของผู้อาวุโสแปดก็เต็มไปด้วยรอยบอบช้ำมากมาย บีบบังคับให้เขาต้องเผาไหม้จิตวิญญาณ ทำลายกายเนื้อของตน และบีบให้พุ่งปะทะเขตแดน
รอบค่ายกลเต็มไปด้วยการสังหาร เมื่อจิตวิญญาณของผู้อาวุโสแปดพุ่งออกไป ก็ทำให้จิตวิญญาณของเขาแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ เหลือเพียงวิญญาณที่หนีไปยังตำหนักผู้อาวุโส
ขณะนั้นเอง ผู้อาวุโสหลายคนที่กำลังตามหาผู้อาวุโสแปดอยู่นั้น หลังจากที่พบร่องรอยของผู้อาวุโสแปดด้านนอกตำหนักผู้อาวุโสต่างก็หยุดเขาไว้
แต่เมื่อเห็นผู้อาวุโสแปดเหลือเพียงวิญญาณ ผู้คนในบริเวณนั้นต่างก็ตกตะลึง พากันแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“มองอะไร!” ผู้อาวุโสแปดโมโหจนต่อว่าออกมา และรีบเตรียมตัวเข้าไปยังตำหนักผู้อาวุโส
ผู้อาวุโสสี่ขวางทางเขาไว้ “ผู้อาวุโสแปด เจ้าหนุ่มนั่นล่ะ?”
“เจ้าหนุ่มนั่น ดีนัก!” ยิ่งคิดผู้อาวุโสแปดก็ยิ่งโมโห
ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ต่างก็มองหน้ากัน ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น ผู้อาวุโสแปด ทำเพียงจ้องมองไปยังคนเหล่านี้ “อีกไม่นานเขาจะออกมา!”
พูดจบ ผู้อาวุโสแปดจึงกระโจนตัวเข้าไปยังตำหนักผู้อาวุโส
ผู้อาวุโสหลาย ๆ คนต่างสงสัย แต่ในขณะนั้นเอง ชายหนุ่มก็ได้ปรากฏตัวขึ้น “ทุกท่านตามหาข้าหรือ?”
เมื่อเห็นว่าลู่เฉินไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ ในขณะนั้น ผู้อาวุโสแต่ละคนก็ยิ่งตกตะลึง โดยเฉพาะผู้อาวุโสเจ็ดที่อยู่ในมุมมืดนั้นเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้าหนุ่ม เจ้าคงจะไม่ได้ทำให้เขาล้มลุกคลุกคลานจนเป็นเช่นนี้หรอกนะ?”
ลู่เฉินฉีกยิ้มพลางพูดว่า “เขาพาข้าไปยังค่ายกลแห่งหนึ่ง เพียงแต่ค่ายกลนั่นถูกข้าเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ทำให้เขาถูกค่ายกลทำร้ายจนบาดเจ็บ”
เมื่อได้ยินว่าถูกค่ายกลทำร้าย ทุกคนต่างรู้สึกแปลกใจ แต่ผู้อาวุโสเจ็ดกลับเอ่ยชื่นชม “ดี ดีมาก!”
ชายหนุ่มมองไปยังผู้อาวุโสสิบ “การแข่งขันยังดำเนินต่อไปหรือไม่?”
“วันนี้พอเท่านี้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยเริ่มอีกครั้ง” ผู้อาวุโสสิบพูดจบ ก็ไปประกาศต่อผู้อื่น
เมื่อลู่เฉินเห็นว่าไม่มีเรื่องใดเกี่ยวกับตน จึงกล่าวขอตัวและแยกจากไป
แต่ผู้อาวุโสเจ็ดกลับตามไปอย่างเงียบ ๆ และยังพูดขึ้นว่า “เจ้าหนุ่ม ลองพูดมา นั่นคือค่ายกลใด และตั้งอยู่ที่ใดกัน?”
“เจ้าอยากรู้?” ลู่เฉินเอ่ยถาม
“ใช่!”
หลังจากที่ชายหนุ่มได้บอกถึงตำแหน่งที่ตั้ง ผู้อาวุโสเจ็ดจึงจากไป ส่วนผู้อาวุโสสี่มองมายังลู่เฉินด้วยสีหน้าแปลกใจ แต่สุดท้ายก็หมุนตัวหายไป
เมื่อเป็นเช่นนี้ ชายหนุ่มก็เงียบไปทันที
แต่จิ่วคูกลับไม่อยู่เฉย โดยเฉพาะเมื่อครู่ที่เห็นผู้อาวุโสแปดเข้ามาภายในตำหนักผู้อาวุโส ผู้อาวุโสแปดถ่ายทอดคำพูดบางส่วนไปยังจิ่วคู บอกจิ่วคูถึงสิ่งประหลาดที่อยู่ข้างกายลู่เฉิน
จิ่วคูจึงซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด คอยติดตามลู่เฉินไปอย่างเงียบ ๆ เพื่อหาโอกาสในการจับตัวอีกฝ่าย