ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 660 หญ้าสวรรค์ความจริง สามารถตัดสินจริงหรือเท็จได้?
บทที่ 660 หญ้าสวรรค์ความจริง สามารถตัดสินจริงหรือเท็จได้?
ลู่เฉินไม่สนใจ แต่กลับเดินไปตามทางของตนต่อไป
จิ่วคูตามไปได้ระยะหนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใด จึงปล่อยต้นไม้ใหญ่ของตนออกมา
‘ต้นไม้ใหญ่’ ต้นนี้ กลายเป็นเขตแดนสีเขียวในทันที กักขังชายหนุ่มไว้ภายในเหมือนกับก่อนหน้านี้ที่กักขังผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ไว้
ลู่เฉินได้เตรียมตัวไว้ก่อนแล้ว ดังนั้นเมื่อเห็นสิ่งนี้ เขาจึงยิ้มพลางพูดขึ้นว่า “มีเรื่องใดหรือ?”
“เจ้าหนุ่ม เจ้ายังยิ้มออกอีกหรือ?” จิ่วคูไม่รู้ว่าลู่เฉินมีความกล้าเช่นไร จึงยังยิ้มออกมาได้
“เหตุใดจึงยิ้มไม่ได้?”
จิ่วจูจึงทำได้เพียงพูดเปิดประเด็นออกไปก่อน “ผู้อาวุโสแปดเล่าทุกอย่างให้ข้าฟังแล้ว”
“ข้าสังหารศิษย์ของเขา เขามีความแค้นต่อข้า จึงใส่ร้ายข้าเป็นธรรมดา” คำพูดของลู่เฉินทำให้จิ่วคูคลางแคลงใจ
อย่างไรก็ตาม จิ่วคูยังไม่เคยเห็นเงาสายฟ้าด้วยตาของตัวเอง ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าสิ่งที่ผู้อาวุโสแปดพูดนั้นเป็นความจริงหรือไม่
เมื่อชายหนุ่มเห็นเขาก็เริ่มลังเล ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นว่า “เจ้าลองคิดดู ตอนนี้นอกจากผู้อาวุโสแปดแล้ว ยังมีผู้ใดเคยเห็นอีกหรือไม่?”
“เถาวัลย์วิญญาณภูตผี”
“อย่าไปพูดถึงมัน เถาวัลย์วิญญาณภูตผีก็มีความแค้นต่อข้า เรื่องนี้กลุ่มผู้ดูแลสามารถเป็นพยานได้” ลู่เฉินอธิบาย
ยิ่งได้ฟังจิ่วคูก็ยิ่งรู้สึกว่ามีเหตุผล
“เป็นอย่างไร? ยังจะขังข้าต่อไปหรือไม่?” ชายหนุ่มมองจิ่วคูด้วยรอยยิ้ม
จิ่วคูลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ข้ามีวิธีที่สามารถพิสูจน์สิ่งที่เจ้าพูดว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่”
“วิธีใด?”
“ข้ามีหญ้าสวรรค์แห่งความจริงอยู่ต้นหนึ่ง หากเจ้ากล่าวเท็จ มันจะสั่นไหว หากเจ้าพูดความจริง มันจะไม่ส่งผลใด ๆ ”
“หญ้าสวรรค์แห่งความจริง?” ชายหนุ่มคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมีสิ่งนี้
“ใช่!”
“ได้ เช่นนั้นก็มาเถิด” ลู่เฉินยิ้มอย่างมั่นใจ
จิ่วคูคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะตรงไปตรงมาเช่นนี้ จึงนำแจกันดอกไม้ออกมา หลังจากปล่อยพลังปราณเข้าไปแล้ว แจกันดอกไม้นี้จึงมีแสงสีเขียวสว่างขึ้น และมีหญ้าต้นหนึ่งงอกออกมา
ต้นหญ้านี้เรียวเล็กยิ่งนัก และยังมีแสงสีเขียวจาง ๆ ปรากฏอยู่
ทว่ามันตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น ไม่เคลื่อนไหวใด ๆ ดูเหมือนว่าเมื่อมีลมพัดมาก็ไม่ส่งผลใด ๆ ต่อมัน
“เจ้าหนุ่ม เตรียมพร้อมเถิด” จิ่วคูจ้องมองลู่เฉินพลางเอ่ยขึ้น
ชายหนุ่มยิ้ม “มา!”
จิ่วคูจึงเริ่มเอ่ยถามลู่เฉิน “เจ้าเคยนำสิ่งประหลาดของเจ้าไปยังแดนผลไม้ต้องห้ามหรือไม่?”
“ไม่เคย!” ชายหนุ่มตอบกลับตรง ๆ
จิ่วคูมองไปยังต้นหญ้านั้น แต่ต้นหญ้ายังคงไม่เคลื่อนไหวใด ๆ จึงรู้สึกสงสัย “หรือจะไม่ใช่เจ้าจริง ๆ?”
“ข้าคิดว่าเถาวัลย์วิญญาณภูตผีและผู้อาวุโสแปดหลอกลวงเจ้า” ลู่เฉินกล่าว
จิ่วคูยังคงไม่วางใจ จึงเอ่ยถามอีกครั้ง
แต่ผลยังคงเป็นเช่นเดิม จึงทำให้จิ่วคู่รู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างมาก “พวกเขาโกหกจริงหรือ?”
ชายหนุ่มแอบยิ้มเยาะอยู่ในใจ เพราะหญ้าต้นนี้ ได้ถูกเขา ‘ข่มขู่’ จนหวาดกลัวไปก่อนเสียแล้ว
เพราะหญ้าต้นนี้ก็เป็น ‘วิญญาณ’ ชนิดหนึ่ง เมื่ออยู่ต่อหน้าลู่เฉิน จึงทำได้เพียงเชื่อฟังเขา มิเช่นนั้นชายหนุ่มก็สามารถทำให้มันแห้งเฉาได้ตลอดเวลา
ทว่าจิ่วคูไม่รู้เรื่องนี้ ทั้งยังมองลู่เฉินด้วยความสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเก็บ ‘ต้นไม้ใหญ่’ ของตนกลับเข้ามา จากนั้นจ้องมองลู่เฉินด้วยแววตาจริงจังพลางพูดว่า “เจ้าไปได้!”
ลู่เฉินยิ้มก่อนจะหมุนตัวและเดินจากไป ในขณะที่จิ่วคูที่ยังคงไม่พอใจจึงหมุนตัวเดินกลับไปยังตำหนักผู้อาวุโสเพื่อไปพบผู้อาวุโสแปด
ในขณะนั้นเอง ผู้อาวุโสแปดได้อยู่ภายในห้องลับของตน โดยที่รักษาวิญญาณอยู่ภายในขวดแก้วโปร่งแสงขนาดใหญ่
ขณะเดียวกัน ภายในขวดแก้วขนาดใหญ่นี้ยังมีศิลาขนาดใหญ่อยู่ชิ้นหนึ่ง
เห็นเพียงวิญญาณของผู้อาวุโสแปดผนึกไปบนศิลานี้ ทำให้ตนสามารถเริ่มหลอมรวมจิตวิญญาณได้อย่างช้า ๆ
จิ่วคูตะโกนขึ้นมาจากด้านนอกว่า “เปิดประตู!”
ผู้อาวุโสแปดยังคิดที่จะใช้ประโยชน์จากจิ่วคู ดังนั้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายมาที่นี่ เพียงความคิดเดียวประตูก็ถูกเปิดออก
จิ่วคูเข้ามาภายในห้องลับ และมองไปยังผู้อาวุโสแปดที่หลอมรวมจิตวิญญาณอยู่
“จับเขาได้แล้วหรือ?” ผู้อาวุโสแปดถามอย่างมีความหวัง
“ไม่”
“เช่นนั้น ท่านยังไม่ไปอีกหรือ?” ผู้อาวุโสแปดสงสัย
“ท่านหลอกใช้ข้า” จิ่วคูจ้องเขม็งไปยังผู้อาวุโสแปด
ผู้อาวุโสแปดใช้ประโยชน์จากจิ่วคูจริง ๆ แต่เขากลับพูดขึ้นว่า “ระหว่างเรานั้นเรียกว่าร่วมมือกัน”
“ร่วมมือ?”
“ท่านต้องการตามหาสิ่งประหลาดนั่น ส่วนข้าต้องการสังหารเขา หรือว่านี่ไม่ใช่การร่วมมือ?” ผู้อาวุโสแปดย้อนถาม
“แต่ท่านโกหกข้า!” จิ่วคูโมโห
“โกหกเรื่องใด?” ผู้อาวุโสแปดไม่เข้าใจ
จิ่วคูจึงเล่าเรื่องเมื่อครู่ออกมาอีกครั้ง เมื่อผู้อาวุโสแปดได้ฟังก็ไม่เชื่อในทันที และยังพูดขึ้นว่า “ท่านลองนำต้นหญ้านั่นมาใช้กับข้า ดูว่าสิ่งที่ข้าพูดใช่เรื่องจริงหรือไม่”
“โอ้? ท่านอยากลองหรือ?”
“ใช่!” ผู้อาวุโสแปดพูดด้วยความร้อนใจ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดว่าตัวเองกำลังพูดโกหก
จิ่วคูจึงนำต้นหญ้าออกมา และวางลงด้านข้างขวดของผู้อาวุโสแปด
ผู้อาวุโสแปดจ้องมองจิ่วคู “มา ท่านลองถามมัน เมื่อครู่ข้าได้ต่อสู้กับสิ่งประหลาดของเจ้าหนุ่มนั่น และของสิ่งนั้นยังปล่อยสายฟ้าออกมาอย่างบ้าคลั่ง!”
จิ่วคูเห็นท่าทางมั่นใจของผู้อาวุโสแปดแล้วจึงลองเอ่ยถามต้นหญ้า
เมื่อเอ่ยถามแล้ว ผู้อาวุโสแปดคิดว่าต้นหญ้าจะยอมรับในสิ่งที่เขาพูด ทว่าต้นหญ้ากลับสั่นไหวโดยไม่คาดคิด ราวกับมันกำลัง ‘ปฏิเสธ’ เขาอยู่
ผู้อาวุโสแปดพลันสับสนไปหมด “ต้นหญ้าของท่านมีปัญหา มีปัญหาอยู่แน่!”
จิ่วคูเริ่มโมโห “ต้นหญ้านี้เป็นของข้า หรือท่านจะบอกว่าข้ามีปัญหา?”
“ไม่ใช่เช่นนั้น ข้าหมายถึงมัน”
“ผู้อาวุโสแปด ท่านทำให้ข้าผิดหวังเสียจริง!” จิ่วคูโมโหจนกัดฟันกรอด
“จิ่วคู เฒ่าเก้า ท่านคิดว่าข้าโกหกหรือ?” ผู้อาวุโสแปดถาม
จิ่วคูตะคอกกลับมาว่า “หลังจากนี้ ข้าจะไม่เชื่อเจ้าอีกต่อไป!”
จิ่วคูพูดจบจึงจากไปด้วยความโกรธ ผู้อาวุโสแปดตะโกนเรียกอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ จนกระทั่งจิ่วคูออกไปแล้ว เขาจึงสบถออกมา “ต้นหญ้านี้ ต้องถูกเขาวางกลอุบายไว้แล้วแน่!”
อย่างไรก็ตาม ผู้อาวุโสแปดมั่นใจว่าตนไม่ได้โกหก แต่ตอนนี้ต้นหญ้ากลับทำให้เรื่องเป็นเช่นนี้ นั่นก็มีเพียงความเป็นไปได้เดียวคือต้นหญ้านั้นมีปัญหา
แต่ต้นหญ้านั้นมีปัญหาได้อย่างไร?
สิ่งนี้ยิ่งทำให้ผู้อาวุโสแปดมีท่าทีจริงจังขึ้นมา
ขณะนั้นเอง ชายหนุ่มได้ยืนยิ้มอยู่ไม่ไกลนัก “เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณควบคุมสรรพสิ่ง ยังคงมีประโยชน์มากนัก”
จากนั้นลู่เฉินจึงเดินกลับไปยังสวนโดยไม่ยี่หระ
กานจิ่วเม่ยและคนอื่น ๆ เห็นลู่เฉินกลับมาจึงดีใจ ส่วนคนในกลุ่มอื่น ๆ ต่างก็แปลกใจ ว่าเหตุใดชายหนุ่มจึงกลับมาอย่างปลอดภัยเช่นนี้
กานจิ่วเม่ยก้าวขึ้นมาด้านหน้าพลางเอ่ยถาม “ผู้อาวุโสแปดไม่ได้ทำอะไรเจ้าหรือ?”
“นับว่าเขาโชคร้าย” ชายหนุ่มแสยะยิ้ม
“โชคร้าย?”
ลู่จึงเฉินอธิบายเรื่องทั้งหมดออกมาสั้น ๆ “ตอนนี้เขาน่าจะกำลังรักษาวิญญาณอยู่”
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนี้ แต่ละคนก็ถึงกับสูดหายใจเข้าจนสุดปอด
และในขณะนั้นเอง เฮยหลวนก็ปรากฏตัวขึ้น นางยิ้มพลางมองลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม ยังดีที่เจ้าไม่เป็นอะไร!”
“อย่างไรกัน? อยากเป็นศิษย์ของข้าแล้วหรือ?” คำพูดของลู่เฉินทำให้เฮยหลวนถึงกับหุบยิ้มลง
ทุกคนรู้สึกสับสน
เฮยหลวนคลี่ยิ้มเย็นชา “เจ้าคิดจะเป็นอาจารย์ของข้า? มันไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง!”
“วันหนึ่ง เจ้าจะขอร้องข้าเอง” ลู่เฉินพูดจบก็กลับเข้าไปภายในห้องใต้หลังคา
ทุกคนต่างแปลกใจว่าเหตุใดลู่เฉินจึงมั่นใจเช่นนี้
ทว่าทุกคนรู้ว่าอีกฝ่ายเอาชนะจูเก๋อหลิงเฟิงได้ ดังนั้นจึงอยากรู้ว่าลู่เฉินจะสามารถเอาชนะเฮยหลวนได้หรือไม่
ยามนี้ผู้คนในสนามเริ่มครึกครื้นขึ้นมาอีกครั้ง
แต่ในขณะนั้นเอง จูเก๋อหลิงเฟิงที่แอบมองดูอยู่ไกล ๆ พลันโมโหจนสบถออกมา “สมควรตาย! ฆ่าเขาไม่ได้จริงหรือ?”