ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 663 ส่งตัวเองมาถึงหน้าประตู ข้าจะอ่อนข้อให้หรือ?
บทที่ 663 ส่งตัวเองมาถึงหน้าประตู ข้าจะอ่อนข้อให้หรือ?
ผู้อาวุโสห้าฟังทั้งสามคนพูด ก่อนจะยกยิ้มประหลาด “ทั้งสามท่าน หุบเขาลึกของเราไม่มีผู้อื่นแล้วหรือ? เราจำเป็นต้องพึ่งขั้นหลอมแก่นแท้เช่นนี้ ให้ช่วยเหลือทุกท่านด้วยหรือ?”
ผู้อาวุโสเจ็ดจึงเอ่ยเตือนอีกฝ่าย “ผู้อาวุโสห้า ข้าแนะนำท่านว่ารีบปล่อยเขาซะ!”
“ถ้าหากข้าไม่ปล่อย?” ผู้อาวุโสห้าเอ่ยถามด้วยเสียงแหบแห้ง
“ถ้าหากเจ้าไม่ปล่อย เช่นนั้นพวกเราคงทำได้เพียงไปพบเจ้าตำหนัก” ผู้อาวุโสเจ็ดพูดด้วยความกังวลใจ
ผู้อาวุโสห้ากลับยกยิ้มเย็นชา “ผู้อาวุโส พวกเจ้าไม่คิดจะพยายามกันเลยหรือ? เพื่อขั้นหลอมแก่นแท้เพียงคนเดียว ถึงกับต้องไปพบเจ้าตำหนัก!”
“อย่างไรเสียวันนี้เจ้าก็ต้องส่งเขาออกมา” ผู้อาวุโสเจ็ดพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ถ้าข้าไม่ทำ พวกเจ้าจะทำอะไรข้าได้หรือ?” ผู้อาวุโสห้าพูดด้วยท่าทางเหนือกว่า
ผู้อาวุโสทั้งสามจึงมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
และในขณะนั้นเอง จู่ ๆ พืชบริเวณรอบ ๆ ก็เหี่ยวแห้งขึ้นมา
ภาพดังกล่าวทำให้ผู้อาวุโสสี่รู้สึกสงสัย “ดูนั่น พืชแห้งเฉาแล้ว”
ผู้อาวุโสเจ็ดและผู้อาวุโสสิบก็เห็นเช่นกัน ต่างแปลกใจว่าเกิดเรื่องใดขึ้น และพืชเหล่านี้ล้วนเป็นดั่งชีวิตและจิตใจของผู้อาวุโสห้า ดังนั้นเมื่อนางเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งรู้สึกโมโห “ผู้ใด พวกเจ้า ใครทำลายต้นพืชของข้า!”
แน่นอนว่าทั้งสามคนไม่มีความสามารถเช่นนั้น ดังนั้นพวกเขาจึงไม่คิดจะเอ่ยตอบอีกฝ่าย
แต่เสียงหนึ่งกลับดังขึ้นด้านหลังของผู้อาวุโสห้า “เจ้าถามข้าหรือ?”
เมื่อทุกคนมองไป จึงได้เห็นลู่เฉินยืนอยู่ตรงนั้นพอดี ยิ่งไปกว่านั้น พลังปราณของต้นพืชรอบ ๆ ที่สูญเสียไป ได้เข้าสู่ร่างกายของเขา ทำให้ทั้งร่างของเขาเปล่งแสงหลากสีออกมา
สิ่งนี้ทำให้ทุกคนเริ่มหวาดกลัว
โดยเฉพาะผู้อาวุโสสิบที่เบิกตากว้าง “เขาซึมซับพืชพิษรอบ ๆ ได้จริง?”
ผู้อาวุโสสี่สงสัย “เขาไม่กลัวตายหรือ?”
“หรือว่า เขาไม่กลัวพิษพวกนี้?” ผู้อาวุโสเจ็ดถามต่อ
ผู้อาวุโสห้ากลับพุ่งตัวเดินออกไป พลางจ้องมองลู่เฉิน “เจ้า!”
“เมื่อครู่ ข้าได้พูดกับเจ้าแล้ว ถ้าหากเจ้าไม่ต้องการให้สิ่งที่เป็นดั่งชีวิตและจิตใจของเจ้าต้องกลายเป็นซาก ก็จงปล่อยข้าไป แต่เจ้ากลับไม่ฟัง ดังนั้นเจ้าจะมาโทษข้าไม่ได้!” ชายหนุ่มฉีกยิ้มพลางมองผู้อาวุโสห้า ราวกับเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตน
ผู้อาวุโสห้าเป็นผู้ใช้พิษอันดับหนึ่งแห่งหุบเขาลึก แต่วันนี้กลับถูกขั้นหลอมแก่นแท้คนหนึ่งหลอก ดังนั้นนางจึงรู้สึกโกรธแค้น จ้องมองลู่เฉินด้วยความโมโห “วันนี้ ข้าจะทำให้เจ้ารู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของข้า!”
จากนั้นบริเวณรอบ ๆ จึงเริ่มเกิดการสั่นไหว จากนั้นก็มีเกิดเถาวัลย์พิษโผล่ขึ้นมาจากพื้นดินมากมาย
เถาวัลย์พิษเหล่านี้เปล่งแสงสีเขียวและมีหนามออกมามากมาย ค่อย ๆ พันรัดลู่เฉินไว้ กลายเป็น ‘กรง’ ขนาดใหญ่ ที่ขังชายหนุ่มไว้ภายในนั้น
ผู้อาวุโสเจ็ดและคนอื่น ๆ ล้วนตกตะลึงกันไปหมด
โดยเฉพาะผู้อาวุโสสี่ที่เห็นว่าเถาวัลย์นี้คือสิ่งใด เขาขมวดคิ้วขึ้นมา “ผู้อาวุโสห้า เจ้านำเถาวัลย์หมื่นพิษออกมาใช้จริงหรือ?”
“ใครใช้ให้เขามาทำลายต้นพืชของข้ากันเล่า!”
ผู้อาวุโสเจ็ดกลับดูถูกว่า “เจ้าใช้เถาวัลย์หมื่นพิษกับผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้จริงหรือ เจ้าช่างหน้าไม่อายเสียจริง!”
“เช่นนั้นแล้วอย่างไร?” ผู้อาวุโสห้าไม่สนใจ
ผู้อาวุโสสิบขมวดคิ้วมุ่น “เถาวัลย์หมื่นพิษ เมื่อพิษเข้าสู่ร่างกายของคน จะทำให้ภายในร่างกายเกิดเถาวัลย์นับหมื่นต้นงอกขึ้นมา ทำให้คนผู้นั้นเจ็บปวดเจียนตาย!”
สำหรับเขตแดนนี้ ผู้อาวุโสอื่น ๆ ต่างก็รู้ดี แต่ตอนนี้ผู้อาวุโสห้ากลับนำมาใช้กับลู่เฉิน ทำให้ผู้อาวุโสเหล่านี้ต่างก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
ชายหนุ่มยังคงนิ่งเฉย เขายังคงมองเถาวัลย์พิษที่เติบโตขึ้นอย่างบ้าคลั่ง จนกระทั่งเถาวัลย์พิษเหล่านี้บดบังแสงในที่สุด ทำให้ลู่เฉินราวกับกำลังถูก ‘ขัง’ อยู่ภายในห้องห้องหนึ่ง
ไม่เพียงเท่านั้น รอบกายลู่เฉินยังเกิดแสงสว่างสีเขียวขึ้นมากมาย และแสงสีเขียวนี้ยังมีแสงสว่างของดาวสีดำแอบแฝงอยู่
จากนั้นแสงสีเขียวก็ค่อย ๆ กลายเป็นเงาเถาวัลย์หนามมากมาย ค่อย ๆ ตีไปบนร่างของลู่เฉิน
เดิมทีชายหนุ่มคิดจะใช้ ‘กำแพงพันชั้น’ มาต้านทานไว้ แต่เงาหนามเหล่านี้ สามารถทะลุผ่านการป้องกันจนเข้ามายังกายเนื้อได้ ดังนั้นจึงพูดได้ว่ายากที่จะป้องกันได้
ดังนั้น ชายหนุ่มจึงไม่ป้องกันใด ๆ ปล่อยให้แสงสีเขียวเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายของตน
แต่ผู้คนที่อยู่ด้านนอกนั้นไม่รู้ ยังคิดว่าชายหนุ่มต้องตายแน่ โดยเฉพาะผู้อาวุโสห้าที่มองไปยังผู้อาวุโสคนอื่น ๆ “พวกเจ้าก็ไม่ต้องรอแล้ว รีบออกไปเถิด อย่างไรเสียพวกเจ้าก็ช่วยเขาไม่ได้!”
ผู้อาวุโสเจ็ดพูดด้วยความร้อนใจ “ผู้อาวุโสห้า เขาสำคัญกับพวกเรามาก!”
“ต้องขออภัย แต่ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า” ผู้อาวุโสห้าไม่สนใจ
คำพูดนั้น ทำให้ผู้อาวุโสเจ็ดมองไปยังผู้อาวุโสอีกสองคน “ลงมือหรือไม่?”
ผู้อาวุโสสี่ส่ายศีรษะ “เถาวัลย์หมื่นพิษ ไม่สามารถโจมตีได้”
ผู้อาวุโสสิบพูดขึ้นว่า “ใช่ เมื่อโจมตีออกไป ภายในนั้นจะยิ่งปล่อยพิษออกมามากยิ่งขึ้น และจะทำให้เขา…”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ผู้อาวุโสสิบก็ไม่กล้าพูดอะไรขึ้นอีก ผู้อาวุโสเจ็ดจึงมีสีหน้าไม่ดีนัก “สมควรตาย!”
ผู้อาวุโสห้าเห็นว่าทั้งสามไม่เดินออกไป นางก็ทำเพียงยิ้มและพูดขึ้น “อีกไม่นานหลังจากนี้ พวกเจ้าอย่าเสียใจก็แล้วกัน”
ใครจะคิดว่าเมื่อสิ้นเสียงนั้น เถาวัลย์เหล่านั้นก็ค่อย ๆ แห้งลีบลง
ผู้อาวุโสห้ามีสีหน้าเปลี่ยนไป จนกระทั่งเถาวัลย์ค่อย ๆ ตกลงสู่พื้นในที่สุด ลู่เฉินที่ยืนอยู่ตรงนั้นยกยิ้ม “ยังมีพิษอื่นหรือไม่?”
ทั่วทั้งบริเวณเงียบสงบลงทันที เพราะพวกเขาไม่คิดว่าลู่เฉินจะสามารถทำลายเถาวัลย์หมื่นพิษของผู้อาวุโสห้าได้
“อย่างไรกัน? ไม่พูดแล้วหรือ?” ชายหนุ่มมองไปยังหญิงชราพลางเอ่ยถาม
ผู้อาวุโสห้าเริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก “ข้าจะฆ่าเจ้า!”
ครั้งนี้ผู้อาวุโสห้าไม่คิดจะใช้พิษ ภายในมือจึงปรากฏแส้เถาวัลย์ขนาดใหญ่ออกมา จากนั้นออกแรงสะบัดมัน แต่เมื่อโจมตีไปยังลู่เฉิน ชายหนุ่มก็กลายเป็นเพียงกระดาษไปเสียแล้ว และเมื่อปรากฏตัวอีกครั้ง กลับไปตกยังสถานที่อื่น
“ข้าอยู่ทางนี้” ลู่เฉินฉีกยิ้มพลางมองผู้อาวุโสห้า
ผู้อาวุโสห้ามีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ “เจ้า!”
ผู้อาวุโสเจ็ดและคนอื่น ๆ ต่างก็รู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก ชายหนุ่มหันไปพูดกับผู้อาวุโสห้า “ยังจะเข้ามาหรือไม่?”
ผู้อาวุโสห้าคิดจะเข้าไป แต่นางไม่มีวิธีใดแล้ว ดังนั้นจึงครุ่นคิดขึ้นว่า “ดูเหมือนว่าวันนี้ ข้าต้องเข้าไปภายในร่างของเจ้า ทำให้วิญญาณของเจ้าเป็นพิษซะ!”
เมื่อได้ยินว่าผู้อาวุโสห้าคิดจะเข้าไปภายในร่างของลู่เฉิน ผู้อาวุโสอีกสามคนก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป
โดยเฉพาะผู้อาวุโสเจ็ดที่ตะโกนไปยังลู่เฉิน “รีบหนีซะ!”
ทว่าสายเกินไปเสียแล้ว ผู้อาวุโสห้าได้กลายเป็นแสงสีเขียวพุ่งเข้าสู่ร่างกายของชายหนุ่มไปแล้ว
ผู้อาวุโสเจ็ดมองไปยังผู้อาวุโสอีกสองคน “ตอนนี้ควรทำอย่างไร?”
“พวกเราก็เข้าไปด้วย!” ผู้อาวุโสสี่พูดขึ้น
ผู้อาวุโสสิบเห็นด้วย “ใช่!”
ดังนั้นทั้งสามจึงใช้เคล็ดวิชาวิญญาณ ค่อย ๆ กลายเป็นแสงที่แตกต่างกัน คิดจะเข้าไปภายในร่างกายลู่เฉิน ใครจะรู้ว่าทั้งสามกลับไม่สามารถเข้าไปได้ และกระเด็นออกมากันทั้งหมด
ผู้อาวุโสเจ็ดตกตะลึง “เกิดอะไรขึ้น?”
ผู้อาวุโสสี่เองก็ยิ่งสงสัย “หรือผู้อาวุโสห้าจะปิดพื้นที่จิตของเขาเสียแล้ว?”
ผู้อาวุโสเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ผู้อาวุโสห้าทำได้อย่างไร?”
อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างเป็นสิ่งที่ลู่เฉินตั้งใจ เพราะชายหนุ่มได้ปิดพื้นที่จิตของตน ไม่ให้ผู้ใดสามารถเข้าไปได้ และเขายังหลับตาและนั่งลง
แต่หลังจากที่ผู้อาวุโสห้าเข้าไปภายในพื้นที่จิตของเขาแล้ว นางก็เริ่มตามหาลู่เฉินทันที แต่ใครจะรู้ว่าพื้นที่จิตของเขาจะกว้างใหญ่เพียงนี้
สำหรับผู้อาวุโสห้าที่เห็นเช่นนี้ก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ จึงคิดกลับไปตามทางเดิม แต่ไม่สามารถกลับได้ เพราะเส้นทางนั้นได้หายไปเสียแล้ว
จึงทำให้ผู้อาวุโสห้ามีสีหน้าเปลี่ยนไป “เป็นไปได้อย่างไร?”
ลู่เฉินปรากฏตัวขึ้นด้านหลังของนาง ทั้งยังยิ้มพลางพูดขึ้นว่า “เป็นอย่างไรบ้าง?”