ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 674 น่าสะพรึงกลัว บดขยี้ผู้อาวุโสเจ็ดในเคล็ดวิชาเดียว!
บทที่ 674 น่าสะพรึงกลัว บดขยี้ผู้อาวุโสเจ็ดในเคล็ดวิชาเดียว!
ขณะที่ทุกคนกำลังแปลกใจอยู่นั้น อีกาภูตก็หดตัวเล็กลง พร้อมเดินไปอยู่ข้าง ๆ ลู่เฉินและหมอบร่างลง ราวกับชายหนุ่มเป็นเจ้านายของมัน
ภาพดังกล่าวทำให้ทุกคนเบิกตากว้าง
เฮยหลวนที่อยู่บนลานประลองเต็มไปด้วยสีหน้าแปลกใจ “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
ฝาแฝดทั้งสองก็แปลกใจเช่นกัน ส่วนกานจิ่วเม่ยและกู่ซานฉงยังคงหมดสติอยู่ จึงไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น
แต่ผู้อาวุโสต่างเบิกตากว้าง ผู้อาวุโสรองที่อยู่ภายในกลุ่มเมฆรู้สึกกังวลใจขึ้นมาทันที และเริ่มควบคุมอีกาภูตอีกครั้ง แต่กลับพบว่าตนได้สูญเสียการสื่อสารกับมันไปเสียแล้ว
เรื่องนี้ทำให้ผู้อาวุโสรองโมโหจนก่นด่าออกมา “เจ้าหนุ่ม เจ้าทำสิ่งใดกับมัน!”
“ข้าทำให้มันเป็นพวกเดียวกับข้า มีปัญหาหรือไม่เล่า?”
“แต่มันทำข้อตกลงกับข้าแล้ว จะเป็นพวกเดียวกับเจ้าได้อย่างไร?” ผู้อาวุโสรองยังคงไม่เชื่อ
ลู่เฉินยิ้มหยัน “ข้ากำจัดไปแล้ว!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทุกคนจึงรู้สึกสับสนอีกครั้ง โดยเฉพาะผู้อาวุโสเจ็ดที่พึมพำออกมา “เรื่องนี้ก็สามารถกำจัดได้หรือ?”
ผู้อาวุโสสี่ขมวดคิ้วมุ่น “ไม่ใช่ว่า …เจ้าของตายไป จึงจะสูญเสียการสื่อสารไปเองมิใช่หรือ?”
ผู้อาวุโสสิบพูดขึ้นมาอย่างรู้สึกเหลือเชื่อ “ดูเหมือนว่า …เรื่องนี้จะเกินกว่าที่พวกเราคิดไว้”
ส่วนผู้อาวุโสรองที่อยู่บนท้องฟ้ายิ่งไม่เชื่อ “เป็นไปไม่ได้!”
“หากไม่เชื่อ เจ้าสามารถลองอีกครั้งได้ ดูซิว่าเจ้าสามารถเรียกมันได้หรือไม่” ลู่เฉินแสยะยิ้มพร้อมมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ราวกับไม่หวาดกลัวต่อการร้องเรียกของอีกฝ่าย
ดังนั้นผู้อาวุโสรองจึงทำได้เพียงเป็นฝ่ายปรากฏตัวออกมาจากท้องฟ้า
นางสวมหน้ากากหัวกะโหลก บนคอห้อยจี้รูปหัวกะโหลกขนาดเล็กอยู่ บนร่างสวมทับด้วย ‘หนัง’ ผืนหนา
หนังนี้ดูราวกับหนังอสูรสีดำบางอย่าง ที่มีความหนาซ้อนทับกันหลายชั้น
เมื่อทุกคนเห็นอีกฝ่าย แต่ละคนจึงรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา ผู้อาวุโสเหล่านั้นขมวดคิ้วมุ่น โดยเฉพาะผู้อาวุโสเจ็ดที่ก้าวออกไปด้านหน้า พลางจ้องมองผู้อาวุโสรองและพูดว่า “ผู้อาวุโสรอง ท่านโปรดพิจารณาอีกครั้งเถอะ!”
“จะหลบหรือไม่!” ผู้อาวุโสรองมองผู้อาวุโสเจ็ดด้วยแววตาเย็นชา
ผู้อาวุโสเจ็ดพูดด้วยความกลัดกลุ้ม “เขาสำคัญมากจริง ๆ”
“เช่นนั้นข้าจะไม่เกรงใจแล้ว!” เมื่อผู้อาวุโสรองพูดจบ หัวกะโหลกที่อยู่บนร่างก็ปล่อยเงาสีดำออกมาทันที เงาสีดำนี้กลายเป็นเงากะโหลกผนึกร่างของผู้อาวุโสเจ็ด ทำให้ร่างกายของเขาสูญเสียการควบคุมไปในทันที
“ผู้อาวุโสรอง นี่ท่าน!” ผู้อาวุโสเจ็ดร้อนใจ
ผู้อาวุโสรองพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เจ้าน่าจะรู้ถึงความเก่งกาจของเคล็ดวิชาหุ่นเชิดโครงกระดูกของข้า ดังนั้นหากไม่อยากให้ข้าจัดการเจ้า ก็จงไสหัวออกไปให้ไกลซะ!”
พูดจบ ผู้อาวุโสเจ็ดก็ถูกส่งออกไปไกลทันที ผู้อาวุโสสี่และผู้อาวุโสสิบจึงรีบตามไปรับเขาไว้ เมื่อเงาโครงกระดูกนั่นหายไป ผู้อาวุโสเจ็ดจึงเป็นอิสระอีกครั้ง
แต่ภาพดังกล่าวทำให้ทุกคนได้รู้ว่า ความแตกต่างระหว่างผู้อาวุโสรองและผู้อาวุโสคนอื่น ๆ มีมากนัก
เฮยหลวนที่อยู่บนลานประลองเริ่มกังวลใจแทนลู่เฉินขึ้นมา จึงสื่อสารไปหาเขา “หากเจ้ายังหนีได้ก็จงรีบหนีไปซะ! มิเช่นนั้นหากถูกเคล็ดวิชาหุ่นเชิดโครงกระดูกของอาจารย์ควบคุม เจ้าอาจจะหนีไม่พ้น!”
ลู่เฉินมองอีกฝ่าย “นับว่าข้าไม่ได้รับเจ้ามาเป็นศิษย์อย่างสูญเปล่า แต่ยังรู้สึกเป็นห่วงข้า!”
ทุกคนไม่รู้ว่าชายหนุ่มและเฮยหลวนพูดคุยสิ่งใดกัน ทว่าที่เห็นคือหญิงสาวมีสีหน้าเปลี่ยนไป “ใครเป็นห่วงเจ้า ข้าเพียงไม่ต้องการให้ผู้ใดต่อว่าลับหลังได้!”
ลู่เฉินยิ้มแต่ไม่พูดอะไร เมื่อผู้อาวุโสรองยังเห็นอีกฝ่ายยังยิ้มออกมาได้ จึงทะลุผ่านค่ายกลและไปยืนอยู่ตรงหน้าทันที นางจ้องมองเขาและอีกาภูตพลางกล่าวว่า “วันนี้ข้าจะจัดการพวกเจ้าทั้งสอง!”
อีกาภูตส่งเสียงร้องประหลาดออกมา
ทว่าบนร่างของผู้อาวุโสรองมีเงาโครงกระดูกสีดำขนาดใหญ่คอยปกป้อง ทำให้เสียงร้องของอีกาภูตไม่ส่งผลอะไรต่อนาง
ไม่เพียงเท่านั้น ผู้อาวุโสรองยังพูดขึ้นมา “กินบนเรือนขี้บนหลังคา!”
อีกาภูตรู้ถึงความน่ากลัวของผู้อาวุโสรอง ดังนั้นจึงพูดกับชายหนุ่มว่า “การโจมตีของข้าไม่มีผลกับนาง!”
“เจ้าถอยออกไปเถิด”
ดังนั้นอีกาภูตจึงทำได้เพียงถอยออกไปอีกด้านหนึ่ง ทว่าเฮยหลวนกลับก้าวขึ้นมาด้านหน้า ขวางทางลู่เฉินไว้ และจ้องมองไปผู้อาวุโสรอง “อาจารย์ หากท่านต้องการจัดการเขา เช่นนั้นก็กำจัดข้าเสียก่อน ทำให้ข้าไร้ประโยชน์ไปเถอะเจ้าค่ะ”
“เพื่อคนนอกผู้หนึ่ง เจ้าต้องการให้ข้าทำลายเจ้าเชียวหรือ?” ผู้อาวุโสรองยิ่งโมโห
“ข้าไม่อยากถูกผู้คนนินทาและไม่อยากเป็นหนี้บุญคุณใคร ดังนั้นอาจารย์ได้โปรดช่วยข้าด้วยเถอะเจ้าค่ะ” เฮยหลวนพูดสิ่งที่อยู่ในใจ
“รอให้ข้าสังหารเขาก่อน จากนั้นข้าจะสั่งสอนเจ้าเป็นอย่างดี!” หลังผู้อาวุโสรองพูดจบ โครงกระดูกสีดำก็ปรากฏขึ้น มันผนึกร่างของเฮยหลวน ทำให้หญิงสาวถอยออกไปโดยไม่ตั้งใจ และยืนอยู่ตรงนั้นไม่เคลื่อนไหวใด ๆ
ทว่าเฮยหลวนกลับพูดขึ้นและยังมีท่าทางที่ดูร้อนรน “อาจารย์!”
ผู้อาวุโสรองหันกลับไปจ้องฝาแฝด “คอยดูศิษย์พี่หญิงของเจ้าไว้ให้ดี!”
“เจ้าค่ะ!”
ทั้งสองเดินเข้าไปอยู่ข้าง ๆ เฮยหลวน ส่วนผู้อาวุโสรองเดินไปตรงหน้าลู่เฉินโดยห่างเพียงห้าก้าวเท่านั้น นางมองชายหนุ่มด้วยแววตาเย็นชา “เจ้าหนุ่ม เจ้าไม่กลัวข้าจริงหรือ?”
“เพียงหน้ากาก ต้องการให้ข้ากลัวหรือ?” ลู่เฉินมองอีกฝ่ายที่สวมหน้ากากอยู่ ก่อนจะแสยะยิ้ม
ผู้อาวุโสรองไม่รู้ว่าเขาเอาความกล้าหาญเช่นนี้มาจากที่ใด จึงได้กล้าพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ “ข้าจะให้เจ้าได้สัมผัสถึงรสชาติของการเคลื่อนไหวไม่ได้!”
พูดจบ เงาโครงกระดูกหนึ่งก็พุ่งไปผนึกบนร่างของชายหนุ่ม
ทุกคนคิดว่าเขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้
โดยเฉพาะผู้อาวุโสรองที่พูดขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ “เจ้าหนุ่ม หากตอนนี้เจ้าไม่อยากตายก็จงขอร้องให้ข้าอภัยให้เจ้า บางทีข้าอาจจะยอมผ่อนปรน มิเช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าตายโดยไม่รู้ตัว!”
ลู่เฉินกลับก้มหน้าลงมองมือทั้งสองข้างและขาทั้งสองของตน จากนั้นก็ขยับขาและมือพลางแสยะยิ้ม “ดูเหมือนจะไม่มีอะไรนะ”
ผู้อาวุโสรองชะงักไป ส่วนคนอื่น ๆ ต่างก็มองด้วยความตกตะลึง เฮยหลวนจึงยิ่งกังวลใจขึ้นมา “เจ้าทำได้อย่างไร?”
“ทำไมหรือ? ไม่เชื่อ?”
ผู้อาวุโสรองรีบเรียกสติกลับมาพลางเอ่ยถาม “เหตุใดเจ้าจึงไม่เป็นอะไร?”
“เพราะเคล็ดวิชาวิญญาณของเจ้าไม่มีผลต่อข้า”
“เป็นไปไม่ได้!” เมื่อผู้อาวุโสรองพูดจบก็ปล่อยเงาโครงกระดูกออกมามากขึ้น โดยมีเป้าหมายให้ออกมาจับอีกฝ่าย
แต่เมื่อเงาโครงกระดูกเหล่านี้พุ่งไปในร่างของลู่เฉิน ชายหนุ่มก็เพียงยิ้ม จากนั้นศิลาก็พลันขยับเพียงเล็กน้อย เงาโครงกระดูกเหล่านี้จึงถูกดูดซับไปทั้งหมด
ดังนั้นเงาโครงกระดูกนี้จึงหายไป เมื่อเข้าไปยังร่างของลู่เฉิน
ผู้อาวุโสรองราวกับเห็นอะไรบางอย่างจึงพูดออกมาด้วยความโมโหว่า “นั่นคือสมบัติวิญญาณอะไรของเจ้า?”
“สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สามารถดูดซับวิญญาณได้ ไม่รู้ว่าเจ้าอยากลองหรือไม่?” ลู่เฉินยิ้มพลางมองผู้อาวุโสรอง
ผู้อาวุโสรองตะโกนขึ้นมา “ไม่รู้จักประมาณตน!”
ทั้นใดนั้น ผู้อาวุโสรองก็ปล่อยหมัดออกมา หมัดนั้นได้กลายเป็นเงากระบี่โจมตีลงบนร่างของลู่เฉิน ชายหนุ่มจึงกลายเป็นมนุษย์กระดาษ จากนั้นก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งที่มุมหนึ่งนอกค่ายกลพลางเอ่ยว่า “คิดไม่ถึงว่าผู้อาวุโสรองจะแอบโจมตี”
ทุกคนต่างก็คิดไม่ถึงว่าผู้อาวุโสรองจะซุ่มโจมตีได้ ดังนั้นแต่ละคนจึงพึมพำขึ้นมา
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ผู้อาวุโสรองก็คือผู้อาวุโส เมื่อตอนนี้ถูกกลุ่มคนหัวเราะเยาะ จึงโมโหจนเบิกตากว้าง “หากพวกเจ้ายังหัวเราะ หลังจากนี้ข้าจะจัดการพวกเจ้าแน่!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ทุกคนจึงไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีก แต่ผู้อาวุโสเหล่านั้นต่างก็รู้สึกทั้งประหลาดทั้งชอบใจ เพราะพวกเขารู้ว่าแม้แต่ผู้อาวุโสรอง ชายหนุ่มยังกล้าเล่นงาน อีกทั้งยังต่อต้านหุ่นเชิดโครงกระดูกนี้ได้ นั่นหมายความว่า ไม่ว่าอย่างไรผู้อาวุโสรองก็ไม่สามารถจับเขาได้
ดังนั้นผู้อาวุโสเจ็ดจึงพูดกับผู้อาวุโสรองว่า “ผู้อาวุโสรอง ท่านก็เห็นว่าเขาไม่ธรรมดา ดังนั้นท่านได้โปรด…”
ทว่ายังพูดไม่ทันจบ ผู้อาวุโสรองก็ตวาดด้วยความโมโห “หุบปาก!”
ผู้อาวุโสเจ็ดพูดด้วยความหดหู่ “การโจมตีของท่านไม่มีผลกับเขา”
“อย่างนั้นหรือ?” จากนั้นผู้อาวุโสรองจึงทำสิ่งที่ผู้อาวุโสทั้งสามต่างก็หวาดกลัว