ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 676 เฮยหลวนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
บทที่ 676 เฮยหลวนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เสียงนี้เป็นของลู่เฉิน เมื่อทุกคนได้ยินเสียงนี้ต่างก็สะดุ้งตกใจ จากนั้นพลันเห็นอีกฝ่ายปรากฏตัวออกมาจากเงาวิญญาณของดักแด้แมลงวิญญาณ ส่วนดักแด้แมลงวิญญาณนั้นก็ ‘หายไป’ เช่นกัน
“เจ้าจะไม่เป็นอันใดได้อย่างไร?” ผู้อาวุโสรองทั้งตกใจและโกรธเคือง เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์ดังกล่าว
ชายหนุ่มยิ้มให้ผู้อาวุโสรองก่อนเอ่ยว่า “มันไม่สามารถทำอะไรข้าได้ ดังนั้นแน่นอนว่าข้าย่อมต้องไม่เป็นไร”
“มันไปไหนแล้ว?” ผู้อาวุโสรองมองหาร่องรอยของดักแด้แมลงวิญญาณ ทว่ากลับหาร่องรอยของมันไม่พบ
“เจ้าคิดอย่างไรเล่า?”
ผู้อาวุโสรองพลันโกรธ “เจ้าหนุ่ม ถ้าเจ้ายังไม่บอกข้า ข้าจะสังหารเจ้าซะ!”
“ถ้าท่านทำได้คงทำไปนานแล้ว เหตุใดจึงยังต้องโต้คารมกับข้าอยู่?”
ผู้อาวุโสรองจ้องอีกฝ่ายด้วยความโมโห “เอาละ มาดูกันว่าข้าจะจัดการกับเจ้าอย่างไร!”
ขณะนี้เองร่างของผู้อาวุโสรองพลันเลือนราง
เมื่อผู้อาวุโสคนอื่นเห็นเช่นนี้ สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปทันที ผู้อาวุโสเจ็ดเอ่ยเตือนลู่เฉินว่า “นางกำลังจะใช้…”
ก่อนที่จะกล่าวจบคำ ผู้อาวุโสรองก็พุ่งเข้าไปในร่างชายหนุ่ม ตรงไปยังพื้นที่จิตของเขาทันที
เขายิ้มฝืดเฝื่อน ‘เหตุใดจึงมักมีคนรนหาที่ตาย คิดเข้ามาในร่างของข้าอยู่เสมอนะ?’
ลู่เฉินไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากนั่งขัดสมาธิและหลับตาลง
ทุกคนเริ่มพูดคุยกันว่าผู้อาวุโสรองจะทำลายวิญญาณของชายหนุ่มหรือไม่ ทว่าทางเฮยหลวนกลับยิ่งกังวล
ขณะนี้ในพื้นที่จิตของลู่เฉิน ผู้อาวุโสรองได้เรียกศาสตราวิญญาณมาไว้ข้างกาย
ศาสตราวิญญาณนี้คือโครงกระดูกสีดำ
โครงกระดูกสีดำเปล่งแสงทมิฬ แต่เมื่อผู้อาวุโสรองไม่พบวิญญาณของอีกฝ่าย สีหน้าของนางก็พลันเคร่งขรึม “เจ้าหนุ่ม เจ้าคงไม่คิดจะหลบซ่อนหรอกนะ?”
“ไม่จำเป็นต้องซ่อนอะไร ข้าเพียงมาถึงช้าไปเล็กน้อยเท่านั้น” เขาปรากฏตัว ก่อนจะมองผู้อาวุโสรองด้วยรอยยิ้ม
“นับว่าเจ้ามีความกล้า!” ผู้อาวุโสรองมองคนตรงข้ามด้วยสีหน้าเย็นชา
ลู่เฉินยิ้มให้แล้วพูดว่า “เอาละ เชิญใช้ความสามารถทั้งหมดของเจ้า ให้ข้าดูหน่อยสิว่าผู้อาวุโสรองอย่างเจ้ามีความสามารถมากแค่ไหนกัน”
“เจ้าหนุ่ม ความตายใกล้ถึงตัวแล้วยังจะทำตัวอวดดีอีก!” ผู้อาวุโสรองไม่รู้จริง ๆ ว่าเขาเสียสติหรือไม่
“ท่านลองดูแล้วก็จะรู้เอง”
“รนหาที่ตาย!” หลังจากผู้อาวุโสรองพูดเช่นนั้น โครงกระดูกที่อยู่ตรงหน้าก็ยิงลำแสงสีดำทรงพลังออกไป ลำแสงสีดำนี้ปะทะกับวิญญาณของลู่เฉินอย่างรุนแรง
ผู้อาวุโสรองคิดว่าตนสามารถสังหารชายหนุ่มได้แล้ว ทว่าเขากลับยังคงสบายดี และมองมาพร้อมแสยะยิ้ม “ไม่เห็นตายนี่?”
ผู้อาวุโสรองตะลึงงัน “เจ้าอยู่ในขั้นหลอมแก่นแท้ จะมีวิญญาณที่ทรงพลังเช่นนี้ได้อย่างไร!?”
“เจ้าคิดอย่างไรเล่า”
ผู้อาวุโสรองโกรธจัดจนใบหน้าบิดเบี้ยว จากนั้นก็โจมตีอย่างบ้าคลั่งอีกหลายครั้ง ทว่ากลับยังคงไม่สามารถทำร้ายวิญญาณของอีกฝ่ายได้
ไม่เพียงเท่านั้น กำแพงวิญญาณหลายชั้นของลู่เฉินยังเปิดออก หลังจากผู้อาวุโสรองรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ นางก็มองเขาแปลก ๆ “เจ้ากำลังทำอันใด?”
“เจ้าอุตส่าห์มาที่บ้านของข้าทั้งที แน่นอนว่าข้าต้องรับใช้เป็นอย่างดี ไม่เช่นนั้นเจ้าจะไม่มาที่นี่โดยเปล่าประโยชน์หรือ?”
ผู้อาวุโสรองรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ นางจึงใช้มือหนึ่งคว้าโครงกระดูกสีดำ
ครู่ต่อมาร่างโครงกระดูกสีดำก็โอบรอบนางไว้ ก่อนผู้อาวุโสรองจะแค่นเสียงเอ่ยทิ้งท้าย “เจ้าหนุ่ม รอก่อนเถิด ข้าจะหาทางจัดการกับเจ้าแน่นอน!”
หลังจากพูดเช่นนั้น ผู้อาวุโสรองก็หายตัวไปจากพื้นที่จิตของชายหนุ่มทันที
‘ช่างหนีไวนัก’ ลู่เฉินอดบ่นในใจไม่ได้
จากนั้นจิตสำนึกของเขาก็กลับมาที่ร่างกาย เมื่อผู้คนในลานประลองเห็นว่าชายหนุ่มสบายดี ต่างก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ลู่เฉินมองท้องฟ้า เขาเห็นเมฆสีดำค่อย ๆ จางหายไป
“ดูเร็วเข้า เมฆทมิฬหายไปแล้ว!” หลังจากพบว่าท้องฟ้าสว่างแล้วก็มีคนร้องขึ้น
คนอื่น ๆ ต่างก็นึกสงสัย “เกิดอันใดขึ้น?”
เฮยหลวนเองก็สับสนเช่นกัน ชายหนุ่มมองทั้งสามคนแล้วแสยะยิ้ม “ผู้อาวุโสรองหนีไปแล้ว”
ผู้อาวุโสรองหนีไปงั้นหรือ?
เมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าว ทุกคนต่างรู้สึกเหลือเชื่อ บางคนถึงกับคิดว่าอีกฝ่ายกำลังโกหก พวกเขาจึงมองหน้ากันด้วยความสับสน
ลู่เฉินเดินไปหาเฮยหลวน พร้อมมองฝาแฝดทั้งสองข้างกายนางก่อนจะยกยิ้ม “พวกเจ้ายอมรับความพ่ายแพ้แล้วหรือไม่?”
ทั้งสองรู้สึกหวาดกลัวและต้องการติดต่อกับอาจารย์ของพวกนาง แต่หลังจากอาจารย์เอ่ยบางอย่าง พวกนางก็ยอมแพ้อย่างรวดเร็วและเดินออกจากลานประลองไป
เมื่อเฮยหลวนเห็นการกระทำนั้นของแฝดทั้งสอง นางก็เริ่มสงสัย “ท่านอาจารย์ถูกเจ้าขับไล่ออกไปจริง ๆ หรือ?”
“นางอาจใช้ความพยายามอย่างมากในการหลบหนี ตอนนี้คงกำลังซ่อนตัวอยู่ที่ไหนสักแห่งเพื่อพักฟื้น”
เฮยหลวนตกใจมาก
“ทำไม? มีปัญหาอันใดรึ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“ข้าต้องกลับไปดูท่านอาจารย์” หลังจากที่พูดเช่นนั้น นางก็รีบออกจากลานประลองเพื่อตรงไปหาผู้อาวุโสรอง
หลังจากมองตามแผ่นหลังของเฮยหลวนแล้ว เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงเดินมาหากานจิ่วเม่ยกับกู่ซานฉง ก่อนจะปลุกพวกเขาให้ตื่นขึ้น
ทั้งสองต่างไม่รู้ว่าเมื่อครู่นี้เกิดอันใดขึ้น พวกเขาจึงมองหน้ากันด้วยความสับสน
ผู้อาวุโสสิบและคนอื่น ๆ มาที่ข้าง ๆ ลานประลอง ทั้งสามคนต่างมีสีหน้าซับซ้อน
แต่การแข่งขันก็ยังต้องดำเนินต่อไป ดังนั้นผู้อาวุโสสิบจึงยังดำเนินการแข่งขันต่อ แต่เพราะฝีมือลู่เฉินน่ากลัวมาก จึงไม่มีใครอยากสู้กับเขา
แม้จะถูกจับคู่ด้วย แต่ทุกคนก็ต่างรีบยอมรับความพ่ายแพ้ ดังนั้นชายหนุ่มทั้งสามคนจึงคว้าอันดับหนึ่งในคราวเดียว ผู้อาวุโสเจ็ดมองเขาแล้วพูดว่า “มากับเรา!”
หลังจากพูดเช่นนั้น พวกผู้อาวุโสเจ็ดก็วางแผนที่จะพาอีกฝ่ายออกไป
ลู่เฉินไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเดินตามไป ขณะที่กานจิ่วเหม่ยถามไป๋หลี่ซานว่า “ท่านประมุขยอดเขา เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?”
ไป๋หลี่ซานจึงอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น
หลังจากได้ยินแล้ว กานจิ่วเม่ยและกู่ซานฉงต่างก็สูดหายใจเข้าลึก
“เอาละ เรากลับไปที่ภูเขาเดียวดายกันก่อนเถอะ” หลังจากเห็นว่าการแข่งขันจบลงแล้ว ไป๋หลี่ซานก็เอ่ยกับทั้งสอง
“แล้วเขาล่ะเจ้าคะ?” กานจิ่วเม่ยอยากรู้ว่าลู่เฉินเป็นอย่างไรบ้าง
ไป๋หลี่ซานกล่าวว่า “เขาไม่ได้อยู่บนเส้นทางเดียวกับเจ้าอีกต่อไปแล้ว”
ไม่ได้อยู่บนเส้นทางเดียวกัน?
พวกเขาไม่อาจเข้าใจความหมายนั้น แต่ไป๋หลี่ซานไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงพาทั้งสองคนจากไป
ผู้คนบริเวณลานประลองต่างก็แยกย้ายกันออกไปทีละคนเช่นกัน
…
ขณะนี้ในห้องลับที่ตำหนักของผู้อาวุโสรอง เฮยหลวนยืนอยู่ที่นั่นโดยไม่ขยับเขยื้อนดั่งรูปปั้น เขตแดนทมิฬนั้นอยู่รอบตัวนาง
ด้านนอกเขตแดน ผู้อาวุโสรองมองนางด้วยความโกรธ “เจ้ามันเนรคุณ!”
“ท่านอาจารย์” หญิงสาวแสดงสีหน้าซับซ้อนออกมา
“อย่าเรียกข้าว่าอาจารย์ ข้าไม่มีลูกศิษย์เช่นเจ้า!” ผู้อาวุโสรองตวาดด้วยความโมโห
ดวงตาของเฮยหลวนพลันเปลี่ยนเป็นสีแดง “ท่านอาจารย์ ข้า…”
ผู้อาวุโสรองโกรธจัด แต่เมื่อนางได้ยินเสียงนั้น จู่ ๆ ก็สงบลง ก่อนจะจ้องมองอีกฝ่ายแล้วพูดว่า “ถ้ายังคิดเรียกข้าว่าอาจารย์ก็จงทำบางอย่างให้ข้า”
“ท่านอาจารย์บอกข้ามาเถิดเจ้าค่ะ!”
“ฆ่าเจ้าเด็กนั่นซะ!” ผู้อาวุโสรองมองเฮยหลวนด้วยสีหน้าเย็นชา
การแสดงออกของหญิงสาวเปลี่ยนไปอย่างมาก
ผู้อาวุโสรองจึงเอ่ยอย่างเคร่งขรึม “ทำไมรึ? เจ้าไม่กล้า?”
“ข้าสัญญาว่าจะเป็นลูกศิษย์ของเขาแล้ว! …ข้าจึงกลัวที่จะสังหารอาจารย์ตนเอง” เฮยหลวนรู้สึกอับอาย
“มันเป็นเพียงสัญญา ไยเจ้าจึงไม่กลับคำ!” ผู้อาวุโสรองถามด้วยความโกรธ
“แต่…”
“ตอนนี้ข้าจะให้ทางเลือกแก่เจ้า ฆ่าเขาเสีย ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต้องเรียกข้าว่าอาจารย์!” ผู้อาวุโสรองตะคอก
สีหน้าเฮยหลวนดูย่ำแย่ จากนั้นนางก็ล้วงหยิบเอากริชออกมาแล้วพูดว่า “ท่านอาจารย์ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าก็ขอลาเจ้าค่ะ”
หลังจากกล่าวจบ เฮยหลวนก็เตรียมจะแทงตัวเองด้วยกริชนั้น
ผู้อาวุโสรองดีดนิ้ว กริชเล่มนั้นจึงระเบิดออก นางพูดด้วยความโกรธว่า “เจ้าจะทำให้ข้าโกรธจนตายรึ!”
“ท่านอาจารย์เจ้าคะ ข้า…” เฮยหลวนพูดขึ้นด้วยท่าทางสับสน
ใบหน้าของผู้อาวุโสรองดูย่ำแย่ แต่นางก็สงบลงหลังจากได้ยินเสียงอื่นในหู “ในเมื่อเจ้าไม่ยอมฆ่าเขา เช่นนั้นก็เหลือทางเดียวแล้ว!”
“ท่านอาจารย์เจ้าคะ ตราบใดที่ท่านไม่ฆ่าเขา ข้าจะทำทุกอย่างตามที่ท่านต้องการเจ้าค่ะ”
“จริงรึ?” ผู้อาวุโสรองมองอีกฝ่ายด้วยแววตาแปลกประหลาด
นางพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น “เจ้าค่ะ!”
“เอาละ มากับข้า!” ผู้อาวุโสรองพูดจบก็พาเฮยหลวนไป ซึ่งหญิงสาวเองก็อยากจะรู้นักว่ากำลังจะถูกพาไปที่ใด