ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 677 พบกับเจ้าของเสียงอันทรงพลังนั้น
บทที่ 677 พบกับเจ้าของเสียงอันทรงพลังนั้น
เฮยหลวนไม่รู้ว่าอาจารย์จะขอให้นางทำอะไร แต่ตอนนี้ตนทำได้เพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น
…
ในเวลานี้ อีกด้านหนึ่ง ลู่เฉินถูกผู้อาวุโสทั้งสามคนพาตัวไปที่ตำหนักหลักในหุบเขาลึก
ตำหนักนี้ไม่ใช่วังผู้อาวุโส แต่เป็นสถานที่ซึ่งมีเพียงคนพิเศษเท่านั้นที่จะสามารถเข้าไปได้
ดังนั้นเมื่อชายหนุ่มเข้ามา เขาจึงเห็นเพียงศิษย์พิเศษบางคนและคนจากตำหนักผู้คุมกฎที่สามารถเดินเข้าออกได้อย่างอิสระ
ทว่าผู้อาวุโสเจ็ดและคนอื่น ๆ ก็ยังไม่หยุดฝีเท้า และพาลู่เฉินไปที่ชั้นสองของตำหนัก
ภายในชั้นสองดูเงียบสงบ ในครรลองสายตาไม่พบเงาผู้ใดเลย
เขานึกใคร่รู้ว่าคนเหล่านี้วางแผนจะพาเขาไปยังสถานที่ใด
หลังจากนั้นไม่นานผู้อาวุโสเจ็ดและคนอื่น ๆ ก็มาถึงประตูหินขนาดใหญ่ จากนั้นผู้อาวุโสสิบก็พูดด้วยน้ำเสียงแสดงความเคารพกับบุคคลที่อยู่ด้านหลังประตูหินว่า “ผู้อาวุโสใหญ่ คัดเลือกคนได้แล้วขอรับ”
“อ้อ เข้ามาเลย” เสียงผู้หญิงดังมาจากอีกด้าน
ลู่เฉินสามารถบอกได้ว่าเสียงนี้คือเสียงที่ปรากฏขึ้นยามผู้อาวุโสสี่กับผู้อาวุโสเก้าต่อสู้กัน
แต่เขาไม่คาดคิดว่านางจะกลายเป็นผู้อาวุโสใหญ่
ตอนที่ชายหนุ่มเพิ่งจะตระหนักได้นั้น ประตูก็ถูกผลักเปิดออก
ขณะนี้มีหญิงคนหนึ่งสวมชุดขนสัตว์สีขาว ผิวกายดูซีดเล็กน้อย กำลังนั่งอยู่บนหินสีใส อีกฝ่ายสั่นไปทั้งร่างราวกับรู้สึกหนาวเป็นอย่างยิ่ง
ทันใดนั้นผู้อาวุโสทั้งสามก็เอ่ยด้วยความเคารพว่า “ผู้อาวุโสใหญ่”
เขามองดูอีกฝ่าย นอกจากใบหน้าที่ซีดเซียวแล้ว นางก็ยังดูเด็กมาก ราวกับสตรีในวัยยี่สิบถึงสามสิบ และบนหน้าผากของนางยังมีจุดสีดำคล้ายรอยประทับอะไรบางอย่าง
ไม่เพียงเท่านั้น คิ้วของนางยังถูกทาด้วยสีม่วงและเล็บนั้นยังเป็นสีดำ มันทำให้นางดูแตกต่างออกไปเล็กน้อย
“เขามีนามว่าอันใด” ผู้อาวุโสใหญ่ขยับริมฝีปากสีซีดนั้นเล็กน้อย
“ลู่เฉินขอรับ” ผู้อาวุโสเจ็ดกล่าว
“อ้อ แต่เหตุใดข้าจึงเห็นว่าเขาอยู่เพียงขั้นหลอมแก่นแท้เล่า?” ผู้อาวุโสใหญ่สับสน
ผู้เฒ่าทั้งสามคนจึงอธิบายความสามารถของลู่เฉินทันที
ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้ารับแล้วเอ่ยว่า “เจ้าทั้งสามคิดว่าเขามีความสามารถพอที่จะไปยังสถานที่นั้น และช่วยเราเก็บผลไม้นั้นได้หรือ?”
ทั้งสามพยักหน้า
หลังจากที่ผู้อาวุโสใหญ่เข้าใจแล้ว นางก็มองไปที่ชายหนุ่มแล้วพูดว่า “เจ้าหนุ่ม เจ้าเตรียมใจพร้อมแล้วหรือยัง?”
ลู่เฉินตอบว่า “พวกเจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยว่าจะให้ทำสิ่งใด?”
หลังจากนั้นผู้อาวุโสใหญ่ก็อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองผู้อาวุโสอีกสามคนที่เหลือ ทันใดนั้นผู้อาวุโสเจ็ดก็พูดด้วยสีหน้าอับอาย “ก็ท่านบอกว่าต้องการเก็บมันเป็นความลับ ดังนั้นเราจึงไม่ได้บอกเขา”
“อ้อ เป็นเช่นนั้น…” ผู้อาวุโสใหญ่พลันตระหนักได้
ผู้อาวุโสเจ็ดจึงถามว่า “ข้าควรบอกเขาหรือไม่?”
“บอกสิ ในเมื่อเลือกเขาแล้วก็ต้องให้เขารับรู้ไว้” ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้า
ผู้อาวุโสเจ็ดมองลู่เฉินแล้วพูดว่า “เจ้าหนุ่ม สิ่งที่เราจะพูดต่อไปนั้นสำคัญมาก ข้าหวังว่าเจ้าจะตั้งใจฟังและช่วยเราได้!”
ชายหนุ่มรู้สึกว่าคนเหล่านี้ดูเหมือนจะมีเรื่องจะขอร้อง “บอกข้ามาเถอะ”
ผู้อาวุโสเจ็ดจึงเริ่มต้นเล่าช้า ๆ
ปรากฏว่ามีป่าผลไม้แปลก ๆ อยู่ในหุบเขา ซึ่งมีทั้งค่ายกลและพิษ แต่ข้างในนั้นกลับมีผลไม้ชนิดหนึ่งอยู่ ผลไม้ชนิดนี้สามารถยืดอายุขัยได้ คนเหล่านี้จึงต้องการมัน
หลังจากได้ยินเช่นนี้ ชายหนุ่มก็ถามอย่างสงสัย “ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าก็มีกันอยู่แล้วรึ?”
ผู้อาวุโสเจ็ดฟังแล่วก็กล่าวอย่างเคร่งขรึม “พูดตามตรง ผลไม้ยืดอายุขัยที่เรามีจนถึงตอนนี้ด้อยกว่าผลไม้ในสวนผลไม้แปลกนั่นมากนัก เราจึงต้องหาคนมาช่วยเราตามหาพวกมัน”
“ระหว่างผลไม้ยืดอายุขัยของเจ้ากับผลไม้ประหลาดในป่า มันแตกต่างกันตรงไหน?” ลู่เฉินนึกใคร่รู้
ผู้อาวุโสเจ็ดอธิบายว่า “ผลไม้ของเราสามารถเพิ่มอายุขัยของพวกเราได้มากที่สุดคือหนึ่งพันปี อีกทั้งจำนวนสูงสุดที่เราสามารถกินได้คือห้าลูก กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเราสามารถเพิ่มอายุขัยของเราได้มากสุดเพียงไม่กี่ปี แต่ฝั่งป่าผลไม้ประหลาดนั้นสามารถทำให้อายุขัยของเรายืดยาวขึ้นได้หลายหมื่นปี อีกทั้งผลไม้ชนิดนี้ยังสามารถขจัดพิษได้ด้วย”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
ผู้อาวุโสเจ็ดตอบ “เมื่อหมื่นปีที่แล้ว นอกป่าผลไม้ประหลาดนั้นมีชายชราคนหนึ่งเก็บมันได้ หลังจากกินเข้าไปจึงมีผลดังกล่าว เราจึงสงสัยว่าจะมีผลไม้เช่นนี้อยู่ที่นั่น”
“เพียงสงสัยรึ?” ชายหนุ่มไม่ได้คาดว่าคนเหล่านี้จะยังไม่แน่ชัดถึงเป้าหมายด้วยซ้ำ
ผู้อาวุโสเจ็ดตอบรับอย่างกระอักกระอ่วน “ใช่!”
“เช่นนั้นนอกเหนือจากข้า คงมีคนไปมองหามันกันแล้วใช่หรือไม่?” ลู่เฉินนึกถึงงานชุมนุมยอดเขารอบพันปี ก่อนจะเผยสีหน้าแปลก ๆ
“ใช่ ทุก ๆ พันปี เราจะเลือกคนที่เก่งกาจส่งไปที่นั่น”
“แล้วพวกเขาเล่า?”
“บางคนกลับมาโดยไม่ประสบความสำเร็จ ส่วนบางคนก็เข้าไปแล้วไม่กลับออกมาเลย” เมื่อผู้อาวุโสเจ็ดพูดเช่นนี้ เขาก็กลัวอย่างยิ่งว่าชายหนุ่มจะหวาดกลัวจนไม่รับคำ
ชายหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดว่า “แล้วเหตุใดข้าจะต้องช่วยพวกเจ้าด้วย?”
ผู้อาวุโสทั้งสามตะลึงไปครู่หนึ่ง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ได้คาดหวังว่าลู่เฉินจะเอ่ยเช่นนี้
ทว่าผู้อาวุโสใหญ่กลับยกยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ตราบใดที่เจ้าเต็มใจไป เจ้าก็สามารถเป็นผู้อาวุโสคนต่อไปของหุบเขาได้ อีกทั้งเจ้ายังสามารถเข้าไปได้ทุกที่ในหุบเขา รวมถึงเรียนรู้วิชาวิญญาณทุกอย่างที่ต้องการได้!”
“ผู้อาวุโสคนต่อไป?”
“ตราบใดที่มีผู้อาวุโสคนใดเกษียณ เจ้าก็เข้ามาแทนที่ได้” ผู้อาวุโสใหญ่ยิ้มให้ลู่เฉิน
เมื่อได้ยินเช่นนี้ชายหนุ่มก็สงสัย “ดีเพียงนั้นเชียวรึ?”
“ใช่!” หลังจากที่ผู้อาวุโสใหญ่พูดจบ เหรียญสัญลักษณ์ก็ปรากฏขึ้นในมือของนาง ก่อนจะถูกโยนไปให้ลู่เฉิน
เหรียญสัญลักษณ์นี้สลักด้วยคำว่า ‘หุบเขาลึก’ มันเป็นเหรียญสัญลักษณ์สีม่วง ทั้งยังมีคำว่า ‘ผู้อาวุโส’ อยู่บนนั้น
“นี่เป็นเหรียญสัญลักษณ์ผู้อาวุโส และเป็นของเจ้าโดยเฉพาะ” ผู้อาวุโสใหญ่กล่าว
หลังจากที่ชายหนุ่มส่งพลังวิญญาณเข้าไปแล้ว เหรียญสัญลักษณ์นี้ก็รวมเข้ากับลมหายใจและกลายเป็นของเขาเอง
ลู่เฉินรู้สึกว่าเป็นโอกาสที่ดี ดังนั้นจึงพูดว่า “เอาละ เช่นนั้นเราจะออกเดินทางกันเมื่อไหร่?”
“เจ้าไปเตรียมตัวให้พร้อมก่อน พรุ่งนี้จงมาที่บ้านข้า แล้วข้าจะพาเจ้าไปที่นั่น” ผู้อาวุโสใหญ่กล่าว
ชายหนุ่มพยักหน้าแล้วพูดว่า “ได้”
จากนั้นผู้อาวุโสใหญ่จึงหันไปพูดกับผู้อาวุโสทั้งสามว่า “ให้เขาเลือกโอสถมา”
“ขอรับ!” พวกเขาทั้งสามถอยออกไปพร้อมกัน หลังออกจากห้องโถง พวกเขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ผู้อาวุโสเจ็ดมองลู่เฉินด้วยรอยยิ้ม “ไปกันเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปที่ห้องเก็บโอสถ จากนั้นก็จะให้เจ้าเลือกโอสถที่ต้องการ”
ชายหนุ่มพูดว่า “ลืมเรื่องโอสถไปเถอะ”
“เจ้าไม่ต้องการมันหรือ?” ผู้อาวุโสเจ็ดสงสัย
ลู่เฉินไม่คิดว่าจะมีโอสถใดในหุบเขาที่สามารถช่วยเขาได้ จึงเผยยิ้มและพูดว่า “ข้าอยากพักผ่อน”
“พักผ่อน?” ผู้อาวุโสเจ็ดและคนอื่น ๆ มองหน้ากัน
ชายหนุ่มเอ่ยต่อไปว่า “ข้าจะไปก่อน พวกเจ้าไม่ต้องตามข้ามา”
หลังจากพูดจบ เขาก็ออกจากตำหนักในหุบเขา
ผู้อาวุโสเจ็ดมองตามแผ่นหลังของลู่เฉินแล้วถามว่า “เจ้าหนุ่มนี่ไม่ต้องการโอสถจริง ๆ งั้นรึ?”
ผู้อาวุโสสี่กล่าว “เขามั่นใจมาก”
ผู้อาวุโสสิบพลันกังวล “ข้าเกรงว่าเขาจะมั่นใจเกินไปจนไปตายอยู่ข้างใน”
ผู้อาวุโสเจ็ดขมวดคิ้ว “เขาทรงพลังกว่าคนก่อน ๆ ข้าคิดว่าน่าจะมีโอกาสรอด”
แต่เมื่อพวกเขาคิดถึงความน่าสยดสยองของสวนผลไม้แปลก ๆ นั่น ผู้อาวุโสอีกสองคนก็ส่ายหัวอย่างจนใจ จากนั้นทั้งสามก็คุยกันสักพักแล้วจากไป
ทว่าเมื่อชายหนุ่มปรากฏตัวอีกครั้ง เขาก็ยืนอยู่นอกสายหมอก
“ที่นี่รึ?” ลู่เฉินยื่นมือออกมา ไม่นานดักแด้แมลงวิญญาณก็ปรากฏตัวขึ้นบนฝ่ามือ
“ใช่แล้ว ที่นั่นแหละ!” ดักแด้แมลงวิญญาณพูดหลังจากจ้องมองหมอกด้านหน้า
“เช่นนั้นเข้าไปกัน”
“ท่านอยากเข้าไปจริง ๆ หรือ?” ดักแด้แมลงวิญญาณตัวสั่น เมื่อนึกถึงว่าพวกตาเฒ่าเหล่านั้นน่ากลัวเพียงใด