ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 680 ไม่สามารถหลบหนีได้ จึงถูกบังคับให้เปิดเผยข้อมูล
บทที่ 680 ไม่สามารถหลบหนีได้ จึงถูกบังคับให้เปิดเผยข้อมูล
เมื่อผู้อาวุโสสามเห็นลู่เฉินกลืนยาของเขาลงไปแล้วก็หัวเราะทันที “เจ้าถูกหลอกแล้ว!”
ชายหนุ่มแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ “ถูกหลอกรึ?”
“เจ้าหนู มีคนต้องการให้ข้าฆ่าเจ้าและเอาวิญญาณของเจ้าไป!” ผู้อาวุโสสามพูดด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย
เขาจงใจทำหน้าซีดและแสดงสีหน้าตกใจออกไป “ใครกัน?”
“บอกเจ้าไปก็คงไม่เป็นไรหรอก!” เพราะผู้อาวุโสสามรู้ว่าลู่เฉินไม่สามารถหลบหนีอออกไปได้แล้ว เขาจึงคิดจะบอกอีกฝ่ายเพื่อให้ตายอย่างสงบ
ชายหนุ่มแสร้งทำเป็นกังวลและพูดว่า “บอกข้ามาเร็ว ๆ สิ!”
“วังเหมันต์สงัด!” ผู้อาวุโสสามพูดด้วยรอยยิ้มแปลก ๆ
ลู่เฉิน ‘ตะลึง’ เป็นอย่างมาก “วังเหมันต์สงัดรึ? พวกเขาหาท่านพบได้อย่างไร?”
ผู้อาวุโสสามเพียงยิ้มและพูดว่า “พระราชวังสินธุเหมันต์ในพื้นที่ที่เจ็ดมีกองกำลังของวังเหมันต์สงัดอยู่”
เขาไม่ได้คาดว่าวังเหมันต์สงัดจะทรงพลังขนาดนี้ แต่เมื่อคิดว่าวังเหมันต์สงัดสามารถรับผู้มีความสามารถจากพระราชวังสินธุเหมันต์ได้ ชายหนุ่มก็รู้สึกโล่งใจ
ลู่เฉินจึงสงบลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพูดว่า “กองกำลังของวังเหมันต์สงัดอยู่ที่ไหน!”
“หลังจากที่ข้าฆ่าเจ้าและเอาวิญญาณของเจ้าไป ข้าจะส่งเจ้าไปที่นั่น!” หลังจากที่ผู้อาวุโสสามพูดเช่นนั้น เขาก็หยิบกริชสีดำออกมาแล้วเดินไปหาชายตรงหน้าทีละก้าว
“เจ้าจะทำอะไร?” ชายหนุ่มยังแสร้งทำตัวโง่งมต่อไป
“เจ้ากลืนเม็ดยาของข้าเข้าไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้พลังวิญญาณได้อีกต่อไป ตอนนี้เจ้าทำได้แค่เชื่อฟังและปล่อยให้ข้าเอาวิญญาณของเจ้าออกไปเท่านั้น!” ผู้อาวุโสสามกึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม
“เอาวิญญาณของข้าไปหรือ?”
“ถูกต้อง กริชของข้าเรียกว่ากริชดูดวิญญาณ ตราบใดที่มันเจาะร่างกายของเจ้าได้ มันจะสามารถดูดวิญญาณของเจ้าเข้าไปและปิดผนึกไว้ข้างใน” ผู้อาวุโสสามพูดอย่างภาคภูมิใจ
ลู่เฉินยังคงแสร้งทำเป็นกลัวและถอยกลับไปทีละก้าว
ผู้อาวุโสสามยิ้มพิกล “เจ้าหนู ไม่ต้องกลัวไป มันจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว”
หลังจากพูดเช่นนั้น ผู้อาวุโสสามก็คว้าไหล่ของชายหนุ่มด้วยมือข้างหนึ่ง จากนั้นก็ใช้มืออีกข้างเงื้อกริชแทงใส่
แต่ในขณะนี้เองลู่เฉินพลันคว้ากริชด้วยมือเดียว เสี้ยวพริบตากริชก็พุ่งผ่านไป ก่อนแทงเข้าที่แขนขวาของผู้อาวุโสสามโดยตรง
ทันใดนั้นผู้อาวุโสสามพลันรู้สึกราวกับว่าวิญญาณของเขากำลังจะถูกดูดออกไป จึงถอยออกไปด้วยความกลัว ก่อนจ้องมองอีกฝ่ายที่ถือกริชของเขาไว้และพูดด้วยความตกใจว่า “เหตุใดเจ้าถึงไม่เป็นไร?”
“ข้าแค่แสดง แน่นอนว่าย่อมไม่เป็นไร” ชายหนุ่มยิ้มให้ผู้อาวุโสสาม
“แสดงรึ?” ผู้อาวุโสสามพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ลู่เฉินยิ้มเมื่อเห็นว่าผู้อาวุโสสามยังคงไม่รู้อะไรเลย “เจ้าขอให้หลงซวงจัดการกับข้า แต่ข้าจับหลงซวงคนนี้ได้ซะก่อน เจ้าจึงถูกข้าติดตามมานานแล้ว”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้นสีหน้าของผู้อาวุโสสามก็ดูย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิม “เจ้าบอกว่าเจ้าจับหลงซวงได้งั้นรึ?”
“ใช่แล้ว!” ชายหนุ่มแสยะยิ้ม
ผู้อาวุโสสามโกรธจัดจนลอบสาปแช่ง “สารเลว!”
“จะต่อหรือไม่เล่า?” ลู่เฉินมองอีกฝ่ายพลางถามด้วยรอยยิ้ม
ผู้อาวุโสสามแค่นเสียง “แม้เจ้าจะจับเขาได้ แต่ข้าก็ยังคงจัดการเจ้าได้!”
“อ้อ? อาศัยวิญญาณนี้ของเจ้าน่ะรึ?” เมื่อมองไปยังผู้อาวุโสสามที่ไร้ร่างกายแล้ว ลู่เฉินก็หัวเราะออกมา
“ว่าไงนะ เจ้าดูถูกวิญญาณของข้ารึ!” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกล้าดูถูกตน ผู้อาวุโสสามก็จ้องอีกฝ่ายเขม็งทันที
ชายหนุ่มยิ้มอย่างชั่วร้าย “ข้าไม่ได้ดูถูกเจ้า แต่ข้าแค่คิดว่าถ้าไม่มีร่างกาย เจ้าก็เทียบข้าไม่ได้!”
“เหลวไหล มันง่ายยิ่งนักที่จะสังหารขั้นหลอมแก่นแท้เช่นเจ้า!”
“ถ้าฆ่าได้ง่ายปานนั้น วังเหมันต์สงัดจะต้องการเจ้าไปทำไมเล่า?” ชายหนุ่มยิ้มออกมา
ผู้อาวุโสสามเพิกเฉยต่อคำพูดนั้นและกำลังจะลงมือ แต่เงาสายฟ้าพลันปรากฏขึ้น และทันใดนั้นก็ปล่อยพายุฟ้าคะนองหลายลูกติดต่อกัน
หลังจากที่ผู้อาวุโสสามถูกพายุฟ้าคะนองระเบิดใส่หลายครั้ง วิญญาณของเขาก็รู้สึกราวกับว่ากำลังจะระเบิดออก เขาเดินโซเซไปรอบ ๆ “เจ้า …รอข้าก่อนเถอะ!”
“ไม่เป็นไรงั้นรึ?” ลู่เฉินจำต้องชื่นชมความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย
ทางด้านผู้อาวุโสสาม เขาคิดกระโดดหนีออกจากป่า แต่ใครจะรู้ว่าเขาหนีไม่พ้นและทำได้เพียงบินวนไปรอบ ๆ ชายหนุ่มยืนอยู่ใต้ต้นไม้และมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม “อย่าเสียเปล่าเลย เจ้าหนีไม่พ้นหรอก”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” ผู้อาวุโสสามถามด้วยความโกรธ
เขายิ้มและพูดว่า “เมื่อวานข้าได้ปรับเปลี่ยนค่ายกลโดยรอบแล้ว ดังนั้นตอนนี้เจ้าจึงอยู่ในค่ายกลใหม่!”
“ว่าไงนะ?” ผู้อาวุโสสามเบิกตากว้าง จากนั้นจึงได้ตรวจสอบ และแน่นอนว่ามันแตกต่างจากตอนที่เข้ามา
ชายหนุ่มมองท่าทางตื่นตระหนกของอีกฝ่ายแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เป็นอย่างไรบ้าง? เจ้าต้องการประนีประนอมหรือไม่?”
“ประนีประนอมหรือ เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว!” หลังจากที่ผู้อาวุโสสามพูดเช่นนี้ เขาก็รวบรวมพละกำลังและต่อยออกไป หมัดนี้ราวกับเป็นเงาสีดำที่พุ่งเข้าไปยังตัวลู่เฉินทันที
ไม่เพียงเท่านั้น หมัดนี้ยังสามารถทะลุผ่านร่างกายไปโจมตีวิญญาณของชายหนุ่มได้ด้วย
เดิมทีคิดว่าหมัดนี้อาจจะทำให้ลู่เฉินเจ็บปวดได้ แต่อีกฝ่ายกลับไม่รู้สึกอะไรเลย เขายิ้มให้ผู้อาวุโสสามและพูดว่า “ดูเหมือนว่าข้าต้องบอกให้เจ้ารู้ว่าข้าแข็งแกร่งแค่ไหน!”
“เจ้าอยู่ในขั้นหลอมแก่นแท้ นอกจากการดักจับข้าด้วยค่ายกลและการพึ่งพาอสนีบาตแล้ว เจ้ายังจะทำอะไรได้อีกงั้นรึ?” ผู้อาวุโสสามเสียดสี
เขายิ้มพลางพูดว่า “ดูเหมือนว่าข้าจะต้องให้เจ้าลองวิชาฝ่ามือของข้าดูบ้าง”
“ให้ข้าดูหน่อยสิว่าเจ้ามีความสามารถอะไรบ้าง!” ผู้อาวุโสสามท้าทาย
ลู่เฉินแสยะยิ้ม จากนั้นก็ใช้ฝ่ามือแปดวิญญาณ
เมื่อผู้อาวุโสสามเห็นดังนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างมหันต์ “ฝ่ามือแปดวิญญาณ!”
ไม่เพียงเท่านั้น ฝ่ามือแปดวิญญาณของชายหนุ่มยังทรงพลังยิ่งกว่าของผู้อาวุโสแปด ดังนั้นปราณหมัดจำนวนนับไม่ถ้วนจึงตกลงบนวิญญาณของผู้อาวุโสสาม ทำให้เขารู้สึกได้ทันทีว่าพลังวิญญาณของตนเองไร้ประโยชน์
สิ่งนี้ทำให้ผู้อาวุโสสามตกใจ “ไอ้หนู ปล่อยข้าออกไปนะ!”
ลู่เฉินเดินเข้าไปหาแล้วมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม “อยากให้ข้าปล่อยเจ้าไปรึ?”
“ตราบใดที่เจ้าปล่อยข้าไป ข้าจะไม่ทำให้เจ้าอับอายอีก” ผู้อาวุโสสามเริ่มกังวลเมื่อเห็นความน่ากลัวของชายตรงหน้า
เขาไพล่มือไว้ข้างหลังแล้วมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม
ผู้อาวุโสสามไม่รู้ว่าลู่เฉินหมายถึงอะไร จึงถามอย่างเป็นกังวลว่า “เจ้าคิดจะทำอะไร?”
“เจ้าคิดจะให้ข้าปล่อยไปเฉย ๆ อย่างนั้นหรือ?”
“แล้วเจ้าคิดจะทำเช่นไรเล่า?” ผู้อาวุโสสามถามอย่างกังวล
“ถ้าเจ้าไม่อยากตาย บอกข้าเกี่ยวกับวังเหมันต์สงัด ไม่เช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าไม่มีความสุข” หลังจากพูดจบ เขาก็ให้กุ่ยเจี๋ยปรากฏตัว แล้วล้อมรอบผู้อาวุโสสามเอาไว้ทันที
ไม่เพียงเท่านั้น ลู่เฉินยังหยิบแผ่นศิลาออกมาด้วย
ผู้อาวุโสสามรู้สึกได้ทันทีว่าวิญญาณของตนกำลังสั่นไหว มันราวกับว่ามีบางอย่างที่สามารถทำร้ายวิญญาณของเขาได้
ชายหนุ่มขู่ว่า “ถ้าเจ้าไม่ต้องการให้วิญญาณของเจ้าถูกพวกมันดูดเอาไป เจ้าควรบอกมาเร็ว ๆ ไม่เช่นนั้นวิญญาณของเจ้าจะหายไป!”
“ข้า…” ผู้อาวุโสสามคล้ายกำลังลังเลบางอย่างอย่างเห็นได้ชัด
ลู่เฉินหัวเราะเยาะ “โอกาสสุดท้าย”
ผู้อาวุโสสามตกใจกลัว ก่อนจะรีบพูดออกมาอย่างรวดเร็ว “พวกเขาส่งคนมาหาข้า และพวกเขาก็ระบุตำแหน่งที่เจ้าปรากฏในพื้นที่ที่เจ็ดออกมาอย่างเฉพาะเจาะจงด้วย จากนั้นข้าจึงส่งคนไปจัดการกับเจ้า”
ชายหนุ่มยิ้มแปลก ๆ “เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อรึ?”
“นี่เป็นความจริง พวกเขามาหาข้าเอง”
“แล้วที่เจ้าบอกว่าเจ้าจะเอาวิญญาณของข้าไปให้พวกเขาเล่า?” เขาจ้องผู้อาวุโสสามแล้วเอ่ยถาม
ผู้อาวุโสสามพูดอย่างกังวลใจ “คนที่พวกเขาส่งมาบอกว่าถ้าเอาวิญญาณของเจ้ามาได้ พวกเขาจะให้ข้าส่งมันไปยังสถานที่หนึ่ง”
“ที่ใด?” ลู่เฉินอยากรู้
“เอ่อ…”
“พูด!”
ผู้อาวุโสสามจึงพูดอย่างกังวลใจว่า “ห่างจากหุบเขาไปทางเหนือหลายร้อยลี้มีภูเขาหิมะอยู่ พวกเขาขอให้ข้าเอาวิญญาณของเจ้าไปไว้ในบ่อน้ำใต้ภูเขาหิมะ”
ลู่เฉินพลันหัวเราะ “น่าสนใจ!”
“ตอนนี้เจ้าปล่อยข้าไปได้รึยัง?” ผู้อาวุโสสามเอ่ยอย่างหวาดกลัว
“ไม่ต้องรีบร้อน” ชายหนุ่มมองไปที่ผู้อาวุโสสามด้วยรอยยิ้มแปลกประหลาด จากนั้นก็แตะวิญญาณของเขาด้วยมือเดียว