ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 684 เลือกมาหนึ่งสิ่ง จะรอดหรือตาย!
บทที่ 684 เลือกมาหนึ่งสิ่ง จะรอดหรือตาย!
เมื่อพ่างจื่อได้ฟังก็รู้สึกว่าน่าขัน “เจ้าหนุ่ม เจ้าดูถูกข้างั้นหรือ?”
ราชันต้นหัวเราะที่อยู่อีกด้านหนึ่งหัวเราะขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม เจ้าอยากตายจริง ๆ งั้นหรือ?”
ชายชราที่ยืนอยู่ด้านหลังลู่เฉินรู้สึกกลัวขึ้นมาเล็กน้อย
ทว่าชายหนุ่มไม่สนใจ “หากคิดจะลงมือก็จงรีบซะ”
พ่างจื่อคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะอวดดีเช่นนี้ ดังนั้นจึงรีบปล่อยกระแสอากาศสีม่วงกลุ่มหนึ่งออกมาทันที มุ่งโจมตีไปยังลู่เฉิน
ชายชราคิดว่าชายหนุ่มจะต้องตายแน่ ดังนั้นจึงรีบหันไปพูดกับพ่างจื่อทันที “นายท่านได้โปรดให้อภัยผู้น้อยด้วย ปล่อยเขาไปเถิด ”
“เมื่อครู่ข้าได้ให้โอกาสเขาไปแล้ว แต่เขากลับไม่คว้าเอาไว้ เช่นนั้นจะมาโทษข้าไม่ได้” หลังจากพ่างจื่อยิ้มเย็นชาก็ก้าวเข้าไปหาลู่เฉินที่ ‘ไม่ขยับกาย’ ตรงหน้าทีละก้าว
ชายชราร้อนใจขึ้นมา จึงรีบตะโกนบอกอีกฝ่าย “เจ้าได้สติเสียที!”
“เลิกตะโกนเถอะ มันไม่มีประโยชน์หรอก ตอนนี้เขากำลังอยู่ในห้วงความฝัน” พ่างจื่อเย้ยหยัน จากนั้นในมือพลันปรากฏกระบี่เล่มหนึ่งขึ้นมาและแทงไปยังคนตรงหน้า
เมื่อเห็นว่ากระบี่นี้กำลังจะโจมตีไปยังลู่เฉิน แววตาของเขาเองก็พลันสว่างวาบขึ้นมาทันที พร้อมเบี่ยงตัวหลบเลี่ยงคมกระบี่ จากนั้นมือข้างหนึ่งก็จับไหล่อีกฝ่ายไว้ เผยรอยยิ้มประหลาดออกมา “รอเจ้าอยู่พอดี!”
รอข้า?
พ่างจื่อยังไม่ทันได้ตอบโต้ใด ๆ และเห็นว่าแขนของตนราวกับกำลังถูก ‘ดูด’ พลังออกไป แขนข้างนั้นลีบลงทันที และกลายเป็นเพียงท่อนไม้สีม่วง เขาหวาดกลัวจนทำลายแขนข้างนั้นของตนไป
จากนั้นพ่างจื่อก็ถอยหลังออกไปสองสามก้าว เม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาบริเวณหน้าผาก สายตาจ้องมองไปยังอีกฝ่าย “เจ้าสารเลว! กล้าหลอกข้างั้นหรือ?”
ราชันต้นหัวเราะพูดด้วยความร้อนใจ “เกิดเรื่องใดขึ้น?”
“เขาไม่ได้รับพิษของข้า!” พ่างจื่อโมโหจนกัดฟัน
ทันใดนั้นราชันต้นหัวเราะก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป “ว่าอย่างไรนะ?”
ไม่เพียงราชันต้นหัวเราะเท่านั้น ทว่าชายชราก็ตกตะลึงขึ้นมาเช่นกัน เขาคิดไม่ถึงว่าลู่เฉินจะเก่งกาจถึงเพียงนี้
ชายหนุ่มมองแขนท่อนไม้นั้นพลางยิ้มออกมา “นี่คือท่อนไม้จริง ๆ ของเจ้างั้นหรือ?”
พ่างจื่อมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก “เจ้าหนุ่ม เจ้าอย่ามั่นใจให้มากนัก!”
เมื่อพูดจบก็ปล่อยไอสีม่วงออกมามากขึ้น และทำให้บรรยากาศรอบ ๆ กลายเป็นหมอกสีม่วงในทันที
ชายชราราวกับตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน และไม่สามารถขยับกายได้
พ่างจื่อที่อยู่ในมุมมืดพูดขึ้นมาอย่างพึงพอใจ “เจ้าหนุ่ม ครั้งนี้ข้าใช้หมอกพิษไปร้อยเท่า!”
“อย่าว่าแต่ร้อยเท่า แม้จะพันเท่าก็ไม่ต่างกันนัก” เพียงประโยคเดียวของลู่เฉินก็ทำให้พ่างจื่อประหลาดใจ
หลังจากเขาพูดจบก็ตบไหล่ของชายชราผู้นั้น จากนั้นชายชราจึงได้สติกลับมา แต่เขาก็ยังคงน้ำลายไหลราวกับกำลังเพ้อฝันอยู่
“เอ่อ… เกิดอะไรขึ้น?” เมื่อชายชราเห็นไอสีม่วงรอบ ๆ จึงรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา
“เจ้าดูตัวเองสิ น้ำลายไหลแล้ว” ลู่เฉินอดส่ายศีรษะไม่ได้
ชายชรารีบเช็ดริมฝีปากของตนด้วยความเก้อเขิน “คือว่า …ข้าฝันไป”
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ชายชราจึงได้รู้ว่าตนได้รับพิษเข้าไปเสียแล้ว แต่ยังดีที่ยังได้สติกลับมา จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เหตุใดเจ้าจึงไม่เป็นอะไร?”
“ถ้าข้าเป็นอะไรไป ผู้ใดจะช่วยเจ้ากัน?” ชายหนุ่มยิ้มและเดินนำชายชราไปข้างหน้า
ราชันต้นหัวเราะที่อยู่ในมุมมืดมองพ่างจื่อที่แขนหักอยู่ “ดูนั่น เขาไม่กลัวสักนิด”
พ่างจื่อรู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างมาก แต่ก็ทำได้เพียงพูดกับราชันต้นหัวเราะ “เจ้าขึ้นไปบนภูเขาและขอพบท่านประมุข ข้าจะไปขัดขวางเขาเอง”
“อืม” ราชันต้นหัวเราะหวาดกลัวจนรีบหนีไปทันที
จากนั้นพ่างจื่อจึงรีบซ่อนตัวอยู่ในสถานที่บางแห่งภายในหมอกทันที และคิดว่าอย่างไรก็ไม่มีใครหาพบ
แต่ไม่นานลู่เฉินก็มาอยู่ตรงหน้าเขา อีกฝ่ายแสยะยิ้มพลางเอ่ยว่า “ซ่อนตัวเก่งนัก!”
เมื่อพ่างจื่อเห็นชายหนุ่มปรากฏตัวออกมาจึงพูดด้วยความหวาดกลัว “เจ้าอย่าได้คิดจะทำร้ายข้า!”
เมื่อพูดจบก็คิดที่จะหนีออกไป แต่เงาสายฟ้ารออยู่ด้านหลังก่อนแล้ว เพียงหมุนตัวมาก็ได้เจอกับพายุฟ้าคะนอง จากนั้นพ่างจื่อก็เวียนศีรษะขึ้นมาทันที
ชายชราที่อยู่อีกด้านตัวสั่นขึ้นมาเล็กน้อย “โหดร้ายยิ่งนัก”
ลู่เฉินยิ้มและโยนมันไปยังภูเขาซากศพ จากนั้นก็ให้ชายชรารออยู่ที่นี่ ส่วนตนเข้าไปยังภูเขาซากศพ
พ่างจื่อค่อย ๆ ได้สติขึ้นมาจากการหมดสติไป โดยเฉพาะเมื่อเห็นลู่เฉิน เขาพลันรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที “เจ้าทำอะไรกับข้า?”
“หากไม่อยากตายก็จงซื่อสัตย์”
“ข้า …ประมุขของเราจะไม่ปล่อยเจ้าไปแน่!” เมื่อพ่างจื่อพบว่าไม่สามารถหนีไปได้ จึงจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
ชายหนุ่มหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นมา “มีสองทาง”
“ทางใด?” พ่างจื่อเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น
“ทางแรก รีบตายไปซะ ส่วนทางที่สอง ยอมแพ้ให้ข้า”
“ยอมแพ้” พ่างจื่อหวาดกลัวจนตอบรับทางเลือกที่สองทันที เห็นได้ชัดว่ารู้ตัวแล้วว่าต้องเกาะขาลู่เฉินเอาไว้ให้แน่นเสียก่อน
ลู่เฉินแสยะยิ้ม “มาทำข้อตกลงกันเสียหน่อย”
“ว่าอย่างไรนะ?” พ่างจื่ออ้าปากค้าง
ลู่เฉินมองไปยังหัวโต ๆ ของอีกฝ่าย “เจ้าไม่มีทางเลือก!”
พ่างจื่อพูดด้วยความรู้สึกหดหู่ “หากไม่เล่า?”
“ไม่ได้!”
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากทำ แต่พวกเราไม่สามารถหักหลังภูเขาพฤกษาทมิฬได้ มิเช่นนั้นจะถูกท่านประมุขฉีกเป็นชิ้น ๆ” พ่างจื่อพูดด้วยความตื่นตระหนก
ชายหนุ่มหยิ้มหยัน “เช่นนั้นเจ้าอยากถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ หรืออยากตายเสียตั้งแต่ตอนนี้?”
พ่างจื่อรู้ว่าตนไม่มีทางเลือก จึงทำได้เพียงมองอีกฝ่ายครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพูดขึ้นมาว่า “เช่นนั้นข้ายอมก็ได้”
ในที่สุด พ่างจื่อก็ต้องยอมจำนนและทำข้อตกลงกับลู่เฉิน
เมื่อทุกอย่างถูกจัดการเรียบร้อย เขาจึงเอ่ยถามขึ้นมาว่า “ข้าจะถามเจ้าเรื่องหนึ่ง เจ้าต้องตอบมาตามตรง”
“ข้าเป็นเช่นนี้แล้วจะโกหกเจ้าได้หรือ?” พ่างจื่อพูดด้วยความหดหู่ใจ
ชายหนุ่มจึงถามถึงเรื่องของเฮยหลวน
เมื่อพ่างจื่อได้ยินชื่อเฮยหลวนจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “สตรีผู้นั้น?”
“ใช่”
“นางอยู่ภายในตำหนักบนภูเขา แต่ประมุขและวิญญาณต้นไม้กลุ่มหนึ่งคอยเฝ้าอยู่ ดังนั้น…” พ่างจื่อมีสีหน้าลำบากใจ
“พวกเจ้าจับนางมาทำไม?” ลู่เฉินเอ่ยถาม
พ่างจื่อตอบด้วยท่าทางสับสน “เรื่องนี้ต้องถามท่านประมุข เขาให้คนไปจับมา แต่หลังจากจับมาแล้วก็โยนเข้าไปภายในสมบัติวิญญาณ ส่วนจะนำไปทำสิ่งใดนั้นเขาไม่ได้บอกไว้”
“โอ้? ไม่พูดเรื่องใดเลยหรือ?”
“อืม!”
เมื่อลู่เฉินเข้าใจแล้วจึงให้พ่างจื่อนำทางไป
เมื่อได้ยินว่าตนต้องนำทางจึงมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันที “นายท่าน คือว่า… ข้าทำไม่ได้!”
“เพราะเหตุใดกัน?”
“ประมุขของเราดุร้ายยิ่งนัก โดยเฉพาะถ้ารู้ว่าข้าหักหลังเขา เขาจะต้องดูดวิญญาณของข้าออกไปทันทีแน่!”
“ดูดออกไป?”
“ใช่ ความสามารถในการดูดวิญญาณของเขาแข็งแกร่งมากนัก” เพียงพ่างจื่อคิดไปถึงเรื่องนั้น เนื้อตัวก็สั่นเทาขึ้นมา
แต่ลู่เฉินไม่สนใจเรื่องเหล่านี้และโยนพ่างจื่อไปยังภูเขาซากศพทันที จากนั้นจึงมองชายชรา “ไป”
ชายชราจ้องมองพ่างจื่อ “แล้วเขา?”
“จับมาแล้ว!” เมื่อเขาพูดจบ ชายชราก็เข้าใจในทันที
แต่พ่างจื่อรู้สึกกลุ้มใจเป็นอย่างมาก ชายชราจึงทำได้เพียงเอ่ยปลอบ “ไม่เป็นไร เดี๋ยวเจ้าก็ชินไปเอง!”
“อะไรคือเดี๋ยวก็ชินหรือ?” เมื่อพ่างจื่อคิดถึงประมุขของตน เขาจึงรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมา
ชายชราชี้ไปยังลู่เฉิน “เขาไม่ธรรมดา”
“แต่ประมุขของเราเป็นถึงปีศาจพฤกษาชรา ความสามารถของเขานั้นทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง” เมื่อพ่างจื่อยิ่งพูดยิ่งรู้สึกกลัว
ชายชรารู้ดีว่าคนของภูเขาพฤกษาทมิฬนั้นน่ากลัวเพียงใด แต่เขาก็ทำได้เพียงพูดออกมา “เช่นนั้นเจ้ามีวิธีหรือ?”
พ่างจื่อพูดไม่ออก เขาทำหน้านิ่วคิ้วขมวด และได้แต่รู้สึกเสียใจที่ลงมาจากภูเขาเพื่อมาสร้างปัญหาให้ลู่เฉิน
…
ขณะนั้นเอง ภายในตำหนัก ราชันต้นหัวเราะนำเรื่องที่เกิดขึ้นมารายงาน ทำให้คนในตำหนักคึกคักขึ้นมาทันที
“ขั้นหลอมแก่นแท้อะไรกัน? ทำไมถึงไม่กลัวพิษของพ่างจื่อ?”
“เรื่องจริงอย่างนั้นหรือ?”
ขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น ชายชราที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “แค่ขั้นหลอมแก่นแท้คนหนึ่งก็กลัวกันจนเป็นเช่นนี้เชียวหรือ?”
จากนั้นทุกคนก็ค่อย ๆ สงบลง แต่ชายชราผู้นั้นกลับจ้องมองราชันต้นหัวเราะ “เจ้าเข้ามานี่!”
ราชันต้นหัวเราะไม่รู้ว่าเหตุใดท่านประมุขจึงเรียกตนเข้าไป