ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 685 นางเป็นเพียงเหยื่อล่อ
บทที่ 685 นางเป็นเพียงเหยื่อล่อ
เมื่อราชันต้นหัวเราะไปถึงตรงหน้าชายชรา บนร่างของชายชราก็ปรากฏเส้นไหมสีดำขนาดเล็กขึ้นมา เส้นไหมเหล่านี้ทะลุผ่านร่างของราชันต้นหัวเราะทันที จากนั้นราชันต้นหัวเราะก็กรีดร้องขึ้นมา “ท่านประมุข ไว้ชีวิตข้าด้วย!”
“เพียงขั้นหลอมแก่นแท้ก็ทำให้เจ้าหวาดกลัวจนเป็นเช่นนี้เชียวหรือ? เจ้าคิดว่าเจ้าสมควรตายหรือไม่!” ชายชราตะโกนขึ้นมา
“ท่านประมุข ข้าผิดไปแล้ว! ข้าไม่กล้าอีกแล้ว!” ราชันต้นหัวเราะพูดด้วยความร้อนใจ
“ฮึ!” ชายชราส่งเสียงสบถออกมา ไม่นานราชันต้นหัวราะก็กลายเป็นถ่านสีดำ จากนั้นจึงถูกโยนออกมาต่อหน้าผู้คน
เมื่อเห็นดังนั้น เหล่าวิญญาณต้นไม้ต่างก็หวาดกลัว
ชายชราหันไปมองคนอื่น ๆ “ผู้ใดคิดจะไป?”
ไม่มีผู้ใดกล้าขานรับ
ทันใดนั้นชายชราก็มีท่าทางจริงจังขึ้นมา “หรือว่าคนของประมุขพฤกษาทมิฬอย่างข้าจะไม่มีผู้มีความสามารถเสียแล้ว?”
ทุกคนต่างก็รู้ถึงความน่ากลัวของประมุขพฤกษาทมิฬ ทว่าเมื่อพวกเขาเห็นว่าพ่างจื่อไม่กลับมา แต่ละคนจึงรู้สึกหวาดกลัวและไม่กล้าลุกขึ้นง่าย ๆ
ประมุขพฤกษาทมิฬรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที “หลายปีที่ผ่านมา เมื่อมีคนนอกเข้ามา พวกเราก็แค่จัดการ แต่ตอนนี้กลับกลัวแม้แต่ขั้นหลอมแก่นคนหนึ่ง”
ทว่าทุกคนก็ยังคงไม่กล้าพูดอะไร ประมุขพฤกษาทมิฬจึงเอ่ยด้วยความโมโห “จงออกไป! ผู้ใดสามารถจับเขาได้ ข้าจะมอบโอสถเซียนพฤกษาให้หนึ่งเม็ด!”
เมื่อทุกคนได้ยินคำว่าโอสถเซียนพฤกษา แต่ละคนก็เบิกตากว้าง จากนั้นจึงรีบวิ่งออกไปจากตำหนักราวกับปีศาจ เพื่อไปตามหาลู่เฉิน
ประมุขพฤกษาทมิฬพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ต้องมอบผลประโยชน์ให้พวกเจ้าเสียก่อน พวกเจ้าจึงจะยอมออกไปสินะ!”
“คนของเจ้าช่างไม่ได้ความ!” ขณะนั้นเอง เสียงไพเราะของสตรีผู้หนึ่งก็ดังก้องอยู่ในตำหนัก
ประมุขพฤกษาทมิฬชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองไปรอบ ๆ จากนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมา “ถ้าไม่เป็นเพราะข้าออกไปจากตำหนักแห่งนี้ไม่ได้ ข้าก็คงจะออกไปตั้งนานแล้ว!”
“อย่างนั้นหรือ?” ขณะนั้นเอง กลุ่มแสงสีเขียวสว่างก็ออกมาจากมุมหนึ่งในตำหนัก จากนั้นจึงกลายเป็นสตรีผู้หนึ่ง
สตรีผู้นี้ไร้ซึ่งใบหน้า ทว่าร่างกายกลับสวมชุดที่ทำมาจากกลีบดอกไม้ ดูแล้วช่าง ‘งดงาม’ ยิ่งนัก
“เจ้ามาทำอะไร?” เมื่อประมุขพฤกษาทมิฬเห็นร่างของนางในตอนนี้ก็พูดด้วยน้ำเสียงดูถูก
“องค์หญิงไป๋ฮวาให้ข้ามาดูว่าเจ้าจัดการเรื่องทุกอย่างผิดพลาดหรือไม่!”
ประมุขพฤกษาทมิฬขมวดคิ้ว “เป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้คนหนึ่งเท่านั้นมิใช่หรือ!”
“ครั้งนี้มนุษย์ผู้นี้ไม่เหมือนคนธรรมดา และองค์หญิงก็เคยพูดแล้วว่าให้เจ้าจับเป็น มิใช่จับตาย!” หญิงสาวผู้นั้นเอ่ย
“หมายความว่าอย่างไร?” ประมุขพฤกษาทมิฬเบิกตากว้าง
“เพียงทำตามที่องค์หญิงสั่งก็พอ!”
ประมุขพฤกษาทมิฬโมโหจนมองไปยังเฮยหลวนที่อยู่ภายในครอบแก้ว “เช่นนั้น นาง?”
“นางเป็นศิษย์ของเจ้าหนุ่มผู้นั้น ส่วนเจ้าจะใช้อย่างไรนั้นก็เป็นเรื่องของเจ้า!” หญิงสาวเอ่ย จากนั้นก็ค่อย ๆ หายตัวไป
ประมุขพฤกษาทมิฬพูดอย่างไม่ยินดี “ไม่รู้จริง ๆ ว่าเหตุใดจึงต้องจับเป็นคนผู้นั้น!”
และในขณะนั้นเองก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นมาจากด้านนอกตำหนัก ประมุขพฤกษาทมิฬขมวดคิ้วขึ้นมา “เร็วถึงเพียงนี้เชียว?”
ประมุขพฤกษาทมิฬเห็นเพียงลู่เฉินเดินนำชายชราและพ่างจื่อเข้ามา วิญญาณต้นไม้ที่อยู่ด้านนอกนั้นได้ถูกชายหนุ่มทำให้แห้งเฉาไป หรือไม่ก็หนีไปไม่กล้าเข้าใกล้
ส่วนพ่างจื่อนั้นทำเพียงซ่อนตัวอยู่ด้านหลังลู่เฉิน และไม่กล้าเดินนำด้านหน้า เพราะกลัวว่าประมุขพฤกษาทมิฬจะรู้ว่าตนได้ทรยศอีกฝ่ายเสียแล้ว
แต่ประมุขพฤกษาทมิฬไม่ใช่คนโง่เขลา โดยเฉพาะเมื่อเห็นพ่างจื่อและลู่เฉินเข้ามาด้วยกัน เขาจึงเอ่ยถามว่า “พ่างจื่อ เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
พ่างจื่อตอบด้วยความตื่นกลัว “ท่านประมุข เขา… เขาเพียงต้องการศิษย์ของเขาคืน และไม่ต้องการสิ่งอื่นใด ท่านแค่ปล่อยศิษย์ของเขาไปก็จะไม่เป็นอะไรแล้ว”
“ปล่อยศิษย์ของเขา? เจ้าคิดว่าเป็นไปได้หรือ?” ประมุขพฤกษาทมิฬเอ่ยด้วยท่าทางดูถูก
เมื่อเห็นดังนั้นพ่างจื่อจึงพยายามโน้มน้าว “ท่านประมุข หญิงผู้นี้ไม่ได้มีค่าอะไรนัก ปล่อยนางไปไม่ดีกว่าหรือ”
“หากเจ้าพูดเรื่องไร้สาระเช่นนี้อีก ข้าจะทำให้เจ้าตายเป็นคนแรก!” สิ้นเสียงของประมุขพฤกษาทมิฬ รากต้นไม้ขนาดเล็กมากมายรอบ ๆ ก็ปรากฏออกมา และพื้นดินก็เริ่มเกิดรอยร้าว
พ่างจื่อมีสีหน้าเปลี่ยนไป ทั้งยังเอ่ยเตือนลู่เฉิน “อย่าให้รากต้นไม้เหล่านี้โจมตีเด็ดขาด มิเช่นนั้นอาจตายได้”
ทว่าชายหนุ่มกลับพูดกับพ่างจื่อและชายชราว่า “พวกเจ้ารอด้านนอก”
ครั้นพูดจบ เขาก็ไม่สนใจรากต้นไม้เหล่านี้และเดินเข้าไป
รากต้นไม้เหล่านั้นพุ่งออกไป คิดจะพันรัดชายหนุ่มเอาไว้ แต่ไม่นานพวกมันก็แห้งเฉาลง เรื่องนี้ทำให้ประมุขพฤกษาทมิฬทั้งรู้สึกตกใจและโมโห
“หากตอนนี้เจ้าปล่อยนางก็ยังมีโอกาสที่จะรอดชีวิต มิเช่นนั้น…” ลู่เฉินมองไปยังประมุขพฤกษาทมิฬด้วยแววตาเย็นชา
ประมุขพฤกษาทมิฬตะโกนขึ้นมา “สิ่งที่ประมุขพฤกษาทมิฬจับมาได้นั้น จะไม่ยอมปล่อยอย่างเด็ดขาด!”
“ข้าจะไม่ให้เจ้าปล่อยมือ!” เมื่อลู่เฉินพูดจบก็เดินไปยังครอบแก้ว ซึ่งเฮยหลวนยังหมดสติอยู่ในนั้น
ส่วนประมุขพฤกษาทมิฬ เขาไม่ต้องการให้ชายหนุ่มเข้าไปใกล้ ดังนั้นจึงปล่อยกองรากไม้ออกมา แต่มันก็ไม่ได้ผลนัก ในที่สุดประมุขพฤกษาทมิฬก็ทำได้เพียงกลายเป็นเงาและพุ่งตัวไปอยู่ตรงหน้าลู่เฉินทันที จากนั้นจึงแทงรากไม้ที่แหลมคมไปยังอีกฝ่าย
ทันใดนั้นลู่เฉินก็กลายเป็นมนุษย์กระดาษ และปรากฏตัวขึ้นอีกสถานที่หนึ่งของตำหนัก เขายิ้มพลางมองประมุขพฤกษาทมิฬ “การโจมตีว่องไวนัก พลังก็แข็งแกร่ง แต่มันก็ไม่สามารถทำอะไรข้าได้!”
ประมุขพฤกษาทมิฬพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “นั่นเป็นเพราะเจ้ายังไม่ได้เห็นถึงความน่ากลัวที่แท้จริงของข้า”
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?”
“ใช่!” เมื่อประมุขพฤกษาทมิฬพูดจบ ภายในตำหนักจึงหลอมรวมแส้ไม้เส้นหนาสามเส้นขึ้นมาทันที แส้ทมิฬนี้มีแสงสีดำเปล่งออกมา
เมื่อมันถูกฟาดออกไปก็เห็นได้ว่าพื้นที่รอบ ๆ ดูคล้ายจะเกาะตัวกันแน่นขึ้นมาทันที
แต่เมื่อมันฟาดมายังลู่เฉิน ชายหนุ่มก็หายตัวไป ขณะแส้ไม้ตีลงบนพื้นดิน มันก็เกิดเสียงดังและสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงขึ้นมา
ตูม! ตูม! ตูม!
พลังที่แข็งแกร่งนี้ทำให้พื้นภายในตำหนักสั่นไหวจนเกิดรอยร้าวขึ้นสามแห่ง
ทว่าไม่นานรอยร้าวเหล่านั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มมองไปยังพื้นซึ่งกลับมาเป็นเหมือนเดิม และมองไปรอบ ๆ พลางยิ้มออกมา “แท้จริงแล้วตำหนักแห่งนี้ก็เป็นสมบัติวิญญาณที่มีการฟื้นฟูอันทรงพลัง”
เมื่อเหล่าวิญญาณต้นไม้ได้ยินว่าตำหนักแห่งนี้คือสมบัติวิญญาณ จึงตะลึงขึ้นมา
“สมบัติวิญญาณ? จะเป็นไปได้อย่างไร?”
“ใช่ พวกเราอยู่ที่นี่มานานหลายปี จะไม่รู้ได้อย่างไรกัน?”
“เจ้าหนุ่มผู้นี้เพียงพูดโอ้อวดไปเท่านั้น!”
ขณะที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น ลู่เฉินก็มองไปรอบ ๆ จากนั้นจึงมองไปยังประมุขพฤกษาทมิฬพลางยิ้มและพูดว่า “ดูเหมือนว่าสมบัติวิญญาณนี้จะปิดผนึกเจ้าไว้ที่นี่ และทำให้เจ้าไม่สามารถออกไปจากตำหนักแห่งนี้ได้”
ความลับนี้มีผู้ที่รู้ไม่มากนัก ทว่าอีกฝ่ายกลับรู้ มันทำให้ประมุขพฤกษาทมิฬถามขึ้นมาด้วยความร้อนใจ “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
“มองครู่เดียวก็รู้แล้ว” ชายหนุ่มชี้มายังดวงตาทั้งสองข้างของตน
ประมุขพฤกษาทมิฬไม่เชื่อ ทั้งยังพูดออกมาด้วยความโมโห “เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดว่าทำเช่นนี้จะสามารถหลอกข้าได้หรือ?”
“ไม่ว่าจะได้หรือไม่ หากข้าเพียงวางค่ายกลในสมบัติวิญญาณนี้ เจ้าก็จะกลายเป็นผู้อ่อนแอ!” ลู่เฉินเดินมายังมุมกำแพงและลูบกำแพงนั้น จากนั้นก็แสยะยิ้มพลางมองประมุขพฤกษาทมิฬ
ประมุขพฤกษาทมิฬคิดว่าลู่เฉินเพียงพูดตลกเท่านั้น ดังนั้นจึงพูดเย้ยหยันขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดว่าข้าจะโง่เหมือนมนุษย์อย่างพวกเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
“มนุษย์โง่? เจ้ากำลังเข้าใจบางอย่างผิดหรือ?” ชายหนุ่มถามด้วยรอยยิ้ม
“เฮอะ จากที่ข้าดู ๆ แล้ว พวกมนุษย์ที่บุกเข้ามาที่นี่ก็ล้วนโง่เขลาทั้งสิ้น!” ประมุขพฤกษาทมิฬกล่าว
ลู่เฉินยิ้มอย่างชั่วร้าย “เช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าดูว่าผู้ใดโง่เขลากันแน่!”
ประมุขพฤกษาทมิฬไม่รู้ว่าชายหนุ่มหมายความว่าอย่างไร แต่ไม่นานเขาก็ค่อย ๆ สัมผัสได้ถึงสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ