ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 686 พ่างจื่อที่เกือบจะตกหลุมพรางความงาม
บทที่ 686 พ่างจื่อที่เกือบจะตกหลุมพรางความงาม
วังพฤกษาทมิฬนี้ แท้จริงแล้วเป็นคลังปิดผนึกแห่งหนึ่ง และยังปิดผนึกประมุขพฤกษาทมิฬผู้นี้เอาไว้
ลู่เฉินวางมือลงไปตรงนั้นและเชื่อมต่อกับศาสตราวิญญาณนี้อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็สามารถนำศาสตราวิญญาณนี้มาได้อย่างง่ายดาย
ไม่เพียงเท่านั้น ชายหนุ่มยังสามารถควบคุมสมบัติวิญญาณนี้ได้ ทำให้รอบกายประมุขพฤกษาทมิฬเกิดโซ่ตรวนแสงสีเขียวสว่างวาบขึ้นมาพันรัดร่างกายเขาไว้มากมาย
นอกจากนี้ ภายในตำหนักก็ยังมีมวลพลังที่แข็งแกร่งซึ่งบีบรัดประมุขพฤกษาทมิฬไว้ ทำให้เขารู้สึกราวกับถูกกักขังและกำลังจะขาดอากาศหายใจ
เหตุการณ์นี้ทำให้ประมุขพฤกษาทมิฬหวาดกลัวจนพูดขึ้นมาด้วยความร้อนใจ “ปล่อยข้า!”
ปีศาจต้นไม้ที่อยู่นอกตำหนักต่างแปลกใจว่าเกิดเรื่องใดขึ้น
ลู่เฉินมองไปยังประมุขพฤกษาทมิฬ “เจ้าต้องการให้ข้าตายมิใช่หรือ?”
“ไม่ ไม่ใช่ข้า แต่เป็นไป๋ฮวา องค์หญิงไป๋ฮวาต้องการให้ข้าล่อเจ้ามาแล้วจับเจ้า!” ประมุขพฤกษาทมิฬอดพูดความจริงออกมาไม่ได้
เดิมทีชายหนุ่มเพียงคิดจะมาช่วยเฮยหลวน แต่เมื่อได้ยินเรื่องนี้จึงแสดงสีหน้าสงสัยออกมา “องค์หญิงไป๋ฮวาคือผู้ใดกัน?”
“ดอกไม้ที่น่ากลัวดอกหนึ่ง” ประมุขพฤกษาทมิฬเริ่มหายใจหอบถี่
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?” ชายหนุ่มสงสัย
และในขณะนั้นเอง เงาแสงสีเขียวก็พุ่งไปยังภายในครอบแก้วนั้น จู่ ๆ เฮยหลวนก็ส่งเสียงร้องประหลาดออกมา ราวกับเจ็บปวดเป็นอย่างมาก
ลู่เฉินขมวดคิ้วมุ่น “ผู้ใดกัน!”
ขณะนั้นเอง บนร่างของเฮยหลวนก็ปลดปล่อยแสงสีเขียวออกมา และยังเผยรอยยิ้มชั่วร้าย “ไม่เลวนี่ เจ้าหนุ่ม”
ลู่เฉินจ้องมองคนตรงหน้าอย่างละเอียด ก่อนจะพบว่าอีกฝ่ายดูราวกับกลุ่มแสงสีเขียว แต่ไม่สามารถดูออกได้ว่าคืออะไร
“ไม่ต้องดูแล้ว ข้าผู้นี้ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะมองเห็นได้” หญิงสาวยิ้มประหลาด
“เจ้าคือองค์หญิงไป๋ฮวา?”
“ผิด ข้าคือองครักษ์ขององค์หญิงไป๋ฮวา ไป๋เซียง!” หญิงสาวยิ้มให้ลู่เฉินผ่านทางร่างของเฮยหลวน
“พวกเจ้าคือใคร เหตุใดจึงต้องเพ่งเล็งข้า?” ชายหนุ่มคิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่วังเหมันต์สงัดส่งมา เขาจึงมีสีหน้าเปลี่ยนไป
“อย่าตื่นเต้นไปนักเลย ข้าแค่นำข้อความจากองค์หญิงมาบอกเท่านั้น!” ไป๋เซียงยิ้มพลางมองลู่เฉิน
“ข้อความใด?”
“หากอยากให้นางมีชีวิตรอด เช่นนั้นก็จงเดินตามเส้นทางนี้มา!” เมื่อไป๋เซียงพูดจบก็โยนหนังสัตว์ผืนหนึ่งออกมา ด้านบนมีแผนที่ของเส้นทางหนึ่งอยู่
ลู่เฉินรับมาถือไว้ในมือและมองมัน ไป๋เซียงปรายตามองไปยังประมุขพฤกษาทมิฬพลางยิ้มเย็นชา “เจ้าสิ่งไร้ประโยชน์!”
จากนั้นปีศาจต้นไม้เหล่านี้จึงได้เห็นภาพที่น่าหวาดกลัว นั่นก็คือไป๋เซียงยื่นมือซ้ายออกมาตรงหน้าประมุขพฤกษาทมิฬ จากนั้นเงาแสงสีเขียวก็กลายเป็นเงาศรพุ่งออกไปยังร่างของอีกฝ่าย มันทำให้ชายชราตกตะลึงจนหน้าถอดสี “ไม่!”
อย่างไรก็ตาม แม้ประมุขพฤกษาทมิฬจะตะโกนก็ไร้ประโยชน์ เพราะร่างของเขาแตกกระจายออกเป็นชิ้นส่วนต่าง ๆ ทันที จากนั้นก็กลายเป็นเพียงเมล็ดที่เปล่งแสงสีเขียวร่วงลงสู่ฝ่ามือของไป๋เซียง นางจึงควบคุมเฮยหลวน พร้อมกลายเป็นแสงสีเขียวและหายไป
แต่เมื่อยู่บนท้องฟ้าก็ยังคงส่งเสียงหัวเราะออกมา “องค์หญิงของเรารอเจ้าอยู่!”
ผู้คนนอกตำหนักเบิกตากว้าง อีกทั้งบางคนก็ยังเอ่ยด้วยน้ำเสียงติดขัดออกมา “ท่านประมุข …ตายเช่นนี้หรือ?”
“สตรีผู้นี้ช่างน่ากลัวนัก”
“องค์หญิงไป๋ฮวาคือผู้ใด?”
หลังเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง คนเหล่านี้จึงถกเถียงกันขึ้นมา เมื่อลู่เฉินมองแผนที่หนังสัตว์นี้แล้วก็มวดคิ้วมุ่น “องครักษ์ผู้นี้นับว่าไม่ธรรมดา หากเป็นเช่นนั้นองค์หญิงผู้นี้จะไม่ยิ่งน่ากลัวกว่านี้หรือ?”
แต่เรื่องที่ทำให้ลู่เฉินไม่เข้าใจที่สุดก็คือ เหตุใดองค์หญิงไป๋ฮวาจึงต้องให้เขาไปหา
ชายชราเห็นท่าทางสับสนของลู่เฉิน จึงรีบก้าวขึ้นมาพูดด้านหน้าทันที “คือว่า …เจ้าหนุ่ม รีบไปเถิด!”
เมื่อลู่เฉินได้สติก็มองไปยังชายชรา “องค์หญิงไป๋ฮวาผู้นั้น เจ้ารู้จักหรือไม่?”
ชายชรามีสีหน้าเปลี่ยนไป เห็นได้ชัดว่าเขารู้จัก แต่กลับส่ายศีรษะปฏิเสธอย่างรุนแรง “ไม่ ไม่รู้จัก”
“เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือ?” เขาจ้องมองชายชราพลางย้อนถาม
เมื่อได้ยินดังนั้นชายชราก็พลันตื่นตระหนกขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม เจ้าเองก็เห็นแล้ว ประมุขพฤกษาทมิฬถูกฆ่าในทันที เจ้าคิดว่าเจ้าจะทนไปได้นานเพียงใดกัน?”
“พวกเขาไม่มีความสามารถที่จะฆ่าข้าได้” ลู่เฉินตอบกลับอย่างมั่นใจ
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายชราก็ส่ายศีรษะ “ไม่ พวกนางน่ากลัวเป็นอย่างมาก”
“ว่ามาเถิด พูดสิ่งที่เจ้ารู้ออกมา!” ชายหนุ่มเดาว่าชายชราผู้นี้จะต้องรู้อะไรบางอย่างแน่ มิเช่นนั้นคงไม่ทำท่าทางลึกลับเช่นนี้
ชายชราส่ายหน้า ให้ตายอย่างไรก็ไม่ยอมพูด
จากนั้นเขาก็มองไปยังพ่างจื่อ “เจ้าล่ะ? รู้เรื่องใดบ้าง?”
“แม้แต่หญิงผู้นั้นมีที่มาอย่างไรข้าก็ยังไม่รู้ ยิ่งองค์หญิงไป๋ฮวาอะไรนั่นยิ่งไม่ต้องพูดถึง” พ่างจื่อส่ายศีรษะ
ลู่เฉินจึงมองไปยังชายชราอีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าชายชรายังคงไม่เอ่ยสิ่งใด ลู่เฉินจึงทำได้เพียงใช้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’ “เจ้าควรจะรู้ว่าหากข้าคิดจะลงมือ เจ้าจะเหี่ยวเฉาลงทันที”
ชายชรารู้สึกหดหู่ใจขึ้นมาทันที “ทั้งหมดนี้ข้าก็ทำเพื่อเจ้า!”
“ถ้าเจ้ากังวลว่าข้าจะถูกทำลาย เจ้าวางใจได้ ไม่มีผู้ใดมีความสามารถเช่นนั้น” ลู่เฉินกล่าว
ชายชราคิดแล้วจึงถอนหายใจออกมา “เช่นนั้นข้าจะบอกเจ้า”
“พูดมา!”
“องค์หญิงไป๋ฮวาสร้างกองกำลังลับขึ้นมาและเรียกว่า ไป๋ฮวาหยวน ว่ากันว่าแก่นแท้ของกองกำลังนี้ไม่ใช่ที่นี่ แต่มาจากรอยร้าวบนท้องฟ้า” ชายชราค่อย ๆ อธิบายออกมา
“รอยร้าวบนท้องฟ้าอีกแล้วหรือ” ชายหนุ่มสงสัย
ลู่เฉินยังคงไม่เข้าใจ เหตุใดอีกฝ่ายจึงต้องล่อให้ตนไปหา “ยังมีเรื่องใดมากกว่านี้หรือไม่?”
“ไม่มี เพราะผู้ใดเข้าใกล้ไป๋ฮวาหยวนจะต้องตายทั้งสิ้น!” ชายชราตอบ
“ดูเหมือนว่าข้าจะต้องไปดูไป๋ฮวาหยวนนี่เสียหน่อย”
เมื่อชายหนุ่มพูดจบ เขาก็เดินนำชายชราและพ่างจื่อไป
เดิมทีพ่างจื่อไม่อยากไป แต่ลู่เฉิน ‘ข่มขู่และบีบบังคับ’ ทุกทาง เขาจึงทำได้เพียงยอม แต่พ่างจื่อก็พูดเบา ๆ ออกมาว่า “ผู้เฒ่า ท่านคิดว่าเพราะเหตุใดนายท่านจึงต้องเรียกข้าไป?”
“อาจจะเป็นเพราะเจ้าตัวค่อนข้างใหญ่จึงดูน่าสนใจ” ชายชราเอ่ยติดตลก
พ่างจื่อกลอกตามอง “ผู้เฒ่า ข้าสามารถทำให้ตัวเองเล็กลงได้”
“เช่นนั้นเจ้าจะเปลี่ยนหรือไม่เล่า?”
เมื่อพ่างจื่อเห็นว่าชายชราไม่ได้จริงจังเท่าไหร่นัก จึงเอ่ยถามขึ้นมาว่า “ไป๋ฮวาหยวนน่ากลัวอย่างที่ท่านบอกจริงหรือ?”
“ใช่ น่ากลัวมาก! น่ากลัวอย่างไร้สิ่งใดเปรียบ! ผู้คนส่วนมากที่ได้ไปที่นั่นล้วนไม่ได้กลับออกมา” ชายชราพูดเสียงดังขึ้นเพราะคิดจะให้ลู่เฉินได้ยิน
ทว่าชายหนุ่มไม่สนใจ และยังคงเดินตามแผนที่บนหนังสัตว์ต่อไป
จนกระทั่งเวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม พวกเขาจึงมาถึงป่าดอกไม้แห่งหนึ่ง
ป่าดอกไม้นี้มี ‘วิญญาณดอกไม้’ อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ละดอกดูงดงามราวกับดอกไม้ แม้แต่น้ำเสียงเวลาพูดยังอ่อนหวานไพเราะ อีกทั้งบางดอกก็ยังตะโกนไปยังพ่างจื่อ “ท่านพี่อ้วน!”
บางคนยิ้มพลางพูดขึ้นมาว่า “ท่านพี่อ้วน อยากมาเล่นกับพวกเราหรือไม่?”
จากนั้นหญิงกลุ่มหนึ่งจึงก้าวขึ้นมาฉุดรั้ง พ่างจื่อไม่เคยได้รับการต้อนรับเช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะเหล่าสตรีที่งดงามเช่นนี้ เขาหันไปยิ้มให้ชายชราทันที “ผู้เฒ่า สถานที่แห่งนี้ ดูเหมือนจะไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ท่านบอก!”
“นี่ยังไม่น่ากลัวหรือ?” ชายชราที่เห็นบรรยากาศเช่นนี้รู้สึกไม่สบายใจ
ทว่าพ่างจื่อกลับพูดขึ้นมาอย่างสบายใจ “หากสิ่งนี้เรียกว่าน่ากลัว เช่นนั้นข้าก็หวังว่ามันจะยิ่งน่ากลัวมากกว่านี้!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เฉินก็ยิ้มพลางมองพ่างจื่อ “ถ้าเจ้าเห็นใบหน้าที่แท้จริงของพวกนาง เจ้าจะไม่พูดเช่นนี้!”
“นายท่าน สิ่งใดคือใบหน้าที่แท้จริง?” พ่างจื่อไม่เข้าใจ
เพียงไม่นาน เขาจึงเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งจนรู้สึกหวาดกลัว และแทบอยากจะวิ่งหนีออกไป