ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 699 ตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่ายกลับกลายเป็นเช่นนี้
บทที่ 699 ตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่ายกลับกลายเป็นเช่นนี้
การแสดงออกของผู้อาวุโสเหล่านั้นพลันเปลี่ยนไปอย่างมหันต์ ลู่เฉินจึงไม่มีทางเลือกนอกจากส่งเหล่าผู้อาวุโสเข้าไปใน ‘ประตูไร้สรรพสิ่ง’ ของเขาก่อน ซึ่งนั่นทำให้เหลือแค่ชายหนุ่มและราชันค่ายกลภูตอยู่ประจันหน้ากับกลุ่มทหารเพียงลำพัง
แม้ร่างกายราชันค่ายกลภูตจะค่อนข้างอ่อนแอ แต่ปราณของเขาไม่อ่อนด้อยเลย เขายังคงจ้องมองไปที่หมาป่าที่เป็นหัวหน้า “เหล่าเฮยหลาง เจ้าจะลงมือจริง ๆ รึ?”
“เราฟังเพียงแผ่นป้ายหุบเขาสวรรค์เท่านั้น” หมาป่าตาเดียวพูดอย่างเย็นชา
ราชันคุมวิญญาณที่อยู่ด้านหลังพูดติดตลกว่า “เหล่ากุ้ย ถ้าร่างกายไม่ดีก็อย่าฝืนเลย ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวบาดเจ็บขึ้นมา เจ้าจะโทษข้าไม่ได้นะ!”
“เหล่าเช่อ เจ้าทำเช่นนี้จะต้องถูกลงโทษ!”
“ลงโทษรึ? เหล่ากุ้ยเอ๋ย นี่เจ้าฝึกจนโง่งมไปแล้วรึ?”
ราชันค่ายกลภูตไม่ต้องการฟังราชันคุมวิญญาณพล่ามอีก เขาหันไปมองหมาป่าตาเดียว “เจ้าควรถอยไปดีกว่า ไม่เช่นนั้นข้าจะลงมือแล้ว!”
หมาป่าตาเดียวไม่พูดอะไร แต่ราชันคุมวิญญาณสั่งว่า “จัดการเจ้าเด็กนั่นก่อน สำหรับเหล่ากุ้ย ปล่อยเขาไว้ตามลำพัง”
“ขอรับ!” เหล่าทหารลาดตระเวนเอ่ยตอบรับพร้อมกัน
ก่อนพลันเห็นทหารลาดตระเวนเหล่านี้ทำการร่ายรำหอกและทำการโจมตีใส่ลู่เฉิน ทางลู่เฉินจึงใช้เคล็ดวิชาวิญญาณสายฟ้ากลายเป็นเงาสายฟ้าพุ่งเข้าไปในวิญญาณของหมาป่าตาเดียว
ราชันคุมวิญญาณยิ้มและพูดว่า “เจ้าหนู ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าจะต้องใช้กลอุบายนี้”
หลังจากพูดอย่างนั้น ราชันคุมวิญญาณก็ออกคำสั่งกับทหารลาดตระเวน ทันใดนั้นทหารลาดตระเวนเหล่านี้ก็ทำการ ‘หลอมรวม’ กับวิญญาณหมาป่าตาเดียวไปทีละตัว
ทันใดนั้นลู่เฉินก็ถูกดูดไปขังอยู่ในพื้นที่มืด
เสียงหัวเราะของราชันคุมวิญญาณดังแว่วมา ก่อนเอ่ยว่า “เจ้าหนูเอ๋ย ข้าลืมบอกเจ้าไปว่าวิญญาณอสูรเหล่านี้ได้มาถึงระดับที่พวกเขาสามารถหลอมรวมเป็นร่างเดียวกันได้ ดังนั้นหากเจ้าคิดจัดการกับคนใดคนหนึ่ง เจ้าก็ต้องจัดการกับพวกมันทั้งหมดพร้อมกัน มิเช่นนั้นเจ้าจะไม่มีทางชนะได้เลย”
หลังจากได้ยินสิ่งนี้ ลู่เฉินก็พลันยกยิ้มขึ้นมา “อ้อ? จริงรึ?”
“แน่นอน!” ราชันคุมวิญญาณตอบอย่างมั่นใจ
ตอนนี้วิญญาณอสูรจำนวนนับไม่ถ้วนได้ปิดล้อมลู่เฉิน ทันใดนั้นชายหนุ่มก็หยิบแผ่นหินฉวิญญาณออกมาอีกครั้ง
แผ่นหินฉวิญญาณเริ่มเตรียมดูดซับวิญญาณอสูรเหล่านี้ แต่วิญญาณอสูรเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นร่างเดียวกัน จึงไม่สามารถดูดซับโดยแผ่นหินฉวิญญาณได้
ราชันคุมวิญญาณหัวเราะลั่น “ไร้ประโยชน์!”
ลู่เฉินไม่คาดว่าหลังจากถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว วิญญาณอสูรเหล่านี้จะทรงพลังมากขนาดนี้ แต่เขาก็ไม่ได้กลัว แต่กลับหัวเราะสวนและพูดว่า “อย่าตื่นเต้นไป มันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น”
“อ้อ? เจ้ามีอุบายอะไรอีกรึ? รีบแสดงเร็วเข้า!” ราชันคุมวิญญาณกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
“เจ้าอย่าลืมวิญญาณภูตของข้าสิ” หลังจากลู่เฉินพูดจบ เขาก็ปล่อยกุ่ยเจี๋ยออกมา
ราชันคุมวิญญาณเยาะหยัน “คิดว่าภูตของเจ้าจะทรงพลังเท่าพวกเขารึ?”
หลังจากพูดอย่างนั้น วิญญาณอสูรเหล่านั้นก็โจมตีกุ่ยเจี๋ยอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งดูเหมือนว่ากุ่ยเจี๋ยที่มีการป้องกันสองพันชั้นจะทนไม่ไหว แต่ในเวลานี้เอง ลู่เฉินพลันใช้พลังของโลก ‘อสูร’ จากนั้นรัศมีของราชันก็เล็ดลอดออกมา
เป็นธรรมดาที่วิญญาณอสูรเหล่านี้จะเกรงกลัวสัตว์อสูรที่ ‘แข็งแกร่ง’ กว่าตัวมันเอง
เป็นเพราะความกลัวนี้เองที่ทำให้การโจมตีของพวกมันอ่อนแอลงเป็นอย่างมาก และกุ่ยเจี๋ยก็ใช้โอกาสนี้กลืนกินวิญญาณสัตว์ร้ายเหล่านี้
หลังจากราชันคุมวิญญาณเห็นว่ามีบางสิ่งผิดปกติ เขาก็ถามในความมืดว่า “เจ้าหนู เหตุใดเจ้าถึงมีรัศมีของสัตว์อสูรที่ทรงพลังอยู่บนร่างกายได้?”
“แล้วเหตุใดข้าต้องบอกด้วยเล่า?”
“เจ้าเลี้ยงอสูรศักดิ์สิทธิ์แบบใดไว้กัน?” ราชันคุมวิญญาณคิดว่าลู่เฉินเลี้ยงอสูรศักดิ์สิทธิ์ที่น่ากลัวเอาไว้
ลู่เฉินคร้านจะอธิบาย เมื่อฝั่งราชันคุมวิญญาณเห็นท่าทางไม่แยแสเช่นนั้นก็โกรธจัด ขณะนี้ราชันค่ายกลภูตยังคงโจมตีหมาป่าตาเดียว เพื่อพยายามให้อีกฝ่ายปล่อยตัวลู่เฉินออกมา
ทว่า ‘เขตแดน’ นี้แข็งแกร่งเกินไป ไม่ว่าราชันค่ายกลภูตจะโจมตีอย่างไรหมาป่าตาเดียวก็ไม่สะดุ้งสะเทือน
แต่ราชันคุมวิญญาณที่จับตาดูราชันค่ายกลภูตอยู่พลันเรียกผู้พิทักษ์อสูรออกมา ซึ่งผู้พิทักษ์อสูรเหล่านี้ต่างเข้าล้อมรอบราชันค่ายกลภูตและโจมตีทันที
ราชันค่ายกลภูตโกรธ “เหล่าเช่อ เจ้ากล้าโจมตีข้ารึ!?”
“ตราบใดที่เจ้าช่วยข้าใช้ค่ายกลจับตัวเจ้าเด็กนั่น ข้าก็จะไม่ทำอะไรเจ้า มิฉะนั้นวันนี้เจ้าจะไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้” ราชาวิญญาณเอ่ยอย่างเย็นชา
ราชันค่ายกลภูตกล่าวด้วยความโมโห “เจ้าอย่าใช้แผ่นป้ายหุบเขาสวรรค์ทำอะไรตามใจชอบนะ!”
“ข้าจะทำอะไรตามใจชอบ แล้วเจ้าจะทำอะไรได้เล่า?” ราชันคุมวิญญาณเอ่ยกลั้วหัวเราะอย่างถือดี
ขณะนี้ จู่ ๆ ลู่เฉินก็มายืนอยู่ด้านหลังราชันคุมวิญญาณ เพียงโบกมือ แผ่นป้ายหุบเขาสวรรค์ก็บินไปอยู่ในมือของเขา
รอยยิ้มของราชันคุมวิญญาณพลันแข็งค้าง จากนั้นเขาก็หันกลับมาอย่างรวดเร็ว เมื่อเขาเห็นลู่เฉินถือป้ายคำสั่งไว้ก็ตกใจและรีบพูดว่า “ส่งมันกลับมาให้ข้า!”
“เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ที่คนที่มีแผ่นป้ายหุบเขาสวรรค์นี้สามารถควบคุมทุกสิ่งที่นี่ได้?”
ราชันคุมวิญญาณส่งเสียงฮึมฮัม “เรื่องนั้นต้องรอจนเจ้าได้รับการยอมรับด้วยป้ายคำสั่งนี้ซะก่อน”
“อ้อ การยอมรับรึ นั่นมันง่ายดายนัก” หลังจากชายหนุ่มยิ้ม เขาก็อัดพลังเข้าไปในแผ่นป้าย จากนั้นป้ายคำสั่งสีดำที่ดูเหมือนใบไม้ก็เริ่มกะพริบด้วยแสงสีเขียวจาง ๆ
ซึ่งหมายความว่าลู่เฉินได้รับการยอมรับจากป้ายคำสั่งนี้แล้ว
ทันใดนั้น วิญญาณผู้พิทักษ์อสูรก็เรียงแถวและเอ่ยด้วยความเคารพว่า “ใต้เท้า”
“น่าสนใจจริง ๆ!” ลู่เฉินไม่คาดจริง ๆ ว่าตราบใดที่เขามีป้ายคำสั่งนี้ เหล่าอสูรผู้พิทักษ์ก็จะฟังคำสั่งแบบนี้
ทางราชันค่ายกลภูต เขาพูดอย่างตื่นเต้นว่า “เยี่ยม!”
ราชันคุมวิญญาณคิดหลบหนี แต่ลู่เฉินเอ่ยสั่งการ “หยุดเขา!”
วิญญาณผู้พิทักษ์อสูรเหล่านั้นรวมตัวกันสร้างเขตแดนสีดำ เพื่อขังราชันคุมวิญญาณไว้ข้างในทันที หลังจากราชันคุมวิญญาณไม่สามารถหลบหนีได้ เขาก็โกรธมากจนสบถสาปแช่ง “เจ้าเด็กเวร ปล่อยข้าออกไปเร็วเข้า!”
ทว่าลู่เฉินกลับพูดกับราชันคุมวิญญาณที่อยู่ข้างในด้วยท่าทางเฉยเมยว่า “ส่งลูกแก้วคุมวิญญาณของเจ้ามาซะ”
“เจ้าคิดจะทำอะไร?” ราชันคุมวิญญาณถามอย่างระแวง
“แน่นอนว่าต้องนำวิญญาณลูกศิษย์ของข้ากลับมา” ลู่เฉินพูดกับราชันคุมวิญญาณ
แต่ราชันคุมวิญญาณกลับกัดฟันกรอดแล้วเอ่ยว่า “นางถูกสังเวยไปแล้ว”
“สังเวยรึ?” เขาขมวดคิ้ว
“ใช่ ข้ามอบวิญญาณของนางให้กับผู้ชายคนหนึ่ง แล้วชายผู้นั้นก็ให้ในสิ่งที่ข้าต้องการมาตอบแทน”
“เป็นผู้ใดกัน?” ใบหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนเป็นมืดมน
“ผู้อาวุโสชิงรากวิญญาณ” ราชันคุมวิญญาณตอบ
ลู่เฉินเริ่มเคร่งขรึม “เจ้ารู้จักผู้อาวุโสชิงรากวิญญาณงั้นรึ?”
“ข้าไม่รู้จักเขา แต่เขามักจะมาหาข้าเพื่อขอวิญญาณพิเศษ ข้าแค่ต้องมอบให้เขา แล้วเขาก็จะให้ผลไม้พิเศษให้ข้า” ราชันคุมวิญญาณอธิบายด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
ชายหนุ่มยังคงรู้สึกสงสัย ดังนั้นเขาจึงวางแผนที่จะจัดการกับราชันคุมวิญญาณก่อน
ราชันคุมวิญญาณไม่สามารถต้านทานการโจมตีของวิญญาณอสูรเหล่านี้ได้เลย เมื่อรวมกับการรบกวนของเงาสายฟ้า ในช่วงเวลาสั้น ๆ ราชันคุมวิญญาณก็พลันได้รับบาดเจ็บสาหัส เขาจึงจำต้องพูดว่า “ข้าพูดทุกอย่างที่รู้ไปแล้ว!”
“ข้าไม่เชื่อเจ้า ดังนั้นจึงต้องทำให้เจ้ายอมจำนน”
“ยอมจำนน? ยอมจำนนอย่างไร?” ราชันคุมวิญญาณหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง
ลู่เฉินใช้เคล็ดวิชาวิญญาณสายฟ้าเพื่อเข้าไปในเขตแดน ก่อนจะมายืนอยู่ตรงหน้าราชันคุมวิญญาณ แล้วเอ่ยยิ้ม ๆ “ให้ข้าเข้าไปในร่างของเจ้าสิ”
“เอาล่ะ จะเข้าก็เข้ามา” ราชันคุมวิญญาณเอ่ยอย่างว่าง่าย
ลู่เฉินรีบพุ่งเข้าไปในร่างของคู่ต่อสู้ แต่พื้นที่จิตของราชันคุมวิญญาณนั้นแปลกมาก เพราะวิญญาณของอีกฝ่ายดูเหมือนจะหายไป
เขาขมวดคิ้ว “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
“เจ้าเด็กน้อยเอ๋ย เจ้าถูกหลอกแล้ว!” เสียงหัวเราะลั่นของราชันคุมวิญญาณดังก้องไปทั่วร่าง
ลู่เฉินรู้สึกสับสน แต่ราชันคุมวิญญาณพลันพูดต่อว่า “เพื่อจัดการกับเจ้าแล้ว พันธมิตรชิงรากวิญญาณต้องลงแรงไปมากจริง ๆ”
“เจ้ามาจากพันธมิตรชิงรากวิญญาณงั้นรึ?” ชายหนุ่มรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาไม่ได้คาดว่าบุคคลนี้จากพันธมิตรชิงรากวิญญาณจะเป็นฝ่ายเริ่มมาตามหาเขาเอง
“ถูกต้อง!” ราชันคุมวิญญาณหัวเราะ
“ข้าก็สงสัยว่าเหตุใดเจ้าถึงพุ่งเป้ามาที่ข้า ปรากฏว่าเจ้ามาจากพันธมิตรชิงรากวิญญาณนี่เอง” ลู่เฉินดูคล้ายจะไขปริศนาได้
“เป็นเรื่องดีที่เจ้ารู้ตัว!” ราชันคุมวิญญาณกล่าวยอมรับอย่างผยอง