ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 700 ซักถามจนได้ข้อมูลที่มีประโยชน์จำนวนมาก
บทที่ 700 ซักถามจนได้ข้อมูลที่มีประโยชน์จำนวนมาก
“เช่นนั้นผู้เฒ่าชิงรากวิญญาณก็เป็นสมาชิก ของกลุ่มพันธมิตรชิงรากวิญญาณแห่งพระราชวังสินธุเหมันต์ของเจ้าด้วยงั้นรึ?” ลู่เฉินรู้สึกว่านี่เป็นโอกาสที่จะไขข้อสงสัย เขาจึงโพล่งถามออกมา
ราชันคุมวิญญาณคิดว่าลู่เฉินติดอยู่ในพื้นที่จิตของตนและไม่สามารถหลบหนีได้อีก ดังนั้นจึงเปิดเผยอย่างไม่เกรงกลัวอะไรว่า “ใช่แล้ว ผู้เฒ่าชิงรากวิญญาณเป็นผู้อาวุโสของพันธมิตรชิงรากวิญญาณแห่งพระราชวังสินธุเหมันต์!”
“ผู้อาวุโส เจ้าอายุเท่าไหร่กัน? เป็นไปได้หรือไม่ว่าเจ้ามีชีวิตมานานกว่าหนึ่งหมื่นปีแล้ว?”
“เจ้าหนู เจ้าก็รู้ว่าพระราชวังสินธุเหมันต์แห่งนี้มีผลไม้แปลก ๆ มากมาย จึงเป็นธรรมดาที่จะมีผลไม้ที่สามารถยืดอายุขัยได้”
ลู่เฉินคิดถึงผลไม้ที่ตนได้รับมา ผลไม้หนึ่งผลจะเพิ่มอายุขัยได้หนึ่งหมื่นปี จึงย่อมไม่ใช่ปัญหาที่ผลไม้สิบผลจะทำให้คนมีอายุขัยถึงหนึ่งแสนปีได้
อย่างไรก็ตาม ผลไม้ชนิดนี้เพียงเพิ่มอายุขัยและป้องกันไม่ให้ผู้คนแก่เร็ว แต่ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรในแง่ของการบ่มเพาะมากนัก
ดังนั้นคำพูดของราชันคุมวิญญาณจึงทำให้ลู่เฉินเข้าใจความจริง นั่นคือผู้เฒ่าชิงรากวิญญาณผู้นี้อาจจะแก่มากแล้ว
“เจ้าหนู เหตุใดจึงเหม่อลอยเล่า!?” เมื่อเห็นลู่เฉินอยู่ในอาการงุนงง ราชาคุมวิญญาณก็ตะโกนถามเสียงเย้า
ชายหนุ่มกลับมาได้สติอีกครั้ง เขาแสยะยิ้มพลางเอ่ยถาม “แล้วเจ้ากำหนดเป้ามาที่ข้าได้อย่างไร?”
“ฮ่า ๆ หลังจากเจ้าเข้าไปในพระราชวังสินธุเหมันต์ คนจากพันธมิตรชิงรากวิญญาณก็ค้นพบร่องรอยของเจ้า จากนั้นจึงจัดแจงให้ข้ามาจัดการกับเจ้า แต่ข้าไม่ได้คาดว่าเจ้าจะดุร้ายขนาดนี้ โชคดีที่ตอนนี้เจ้าเข้าสู่พื้นที่จิตของข้าแล้ว ตอนนี้ต่อให้เจ้าคิดออกไปก็เป็นไปไม่ได้แล้ว” ราชันคุมวิญญาณกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
ลู่เฉินถามอย่างสงสัย “เช่นนั้นเจ้ามาจากค่ายแดงของพันธมิตรชิงรากวิญญาณด้วยงั้นรึ?”
“ข้ารึ? ข้ามาจากค่ายน้ำเงินต่างหาก!”
“ก่อนนี้คนที่ข้าปะทะด้วยคือค่ายแดง แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นค่ายน้ำเงินงั้นรึ?” ลู่เฉินไม่คาดว่าจะได้พบกับคนจากค่ายใหม่
“แน่นอน นี่เป็นเพราะค่ายน้ำเงินมีหน้าที่รับผิดชอบพระราชวังสินธุเหมันต์แห่งนี้” ราชันคุมวิญญาณพูดเสริมขึ้น คล้ายกลัวว่าลู่เฉินจะไม่รู้
ชายหนุ่มยังคงพยายามถามต่อไปว่า “แล้วใครคือหัวหน้าของเจ้ากัน?”
“เจ้าหนู เจ้าได้ต่อสู้กับคนจากพันธมิตรชิงรากวิญญาณมามากแล้ว ดังนั้นเจ้าก็ควรรู้ว่าตัวตนของหัวหน้านั้นลึกลับ ถึงเจ้าจะถามข้า ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน”
“เช่นนั้นผู้ใดเป็นคนมอบภารกิจให้กับเจ้า?” เขาเปลี่ยนคำถาม
“แน่นอนว่าเป็นผู้เฒ่าชิงรากวิญญาณ”
“วิญญาณของเฮยหลวนถูกมอบให้เขาไปแล้วจริง ๆ รึ?”
“เป็นความจริง” ราชันคุมวิญญาณตอบยืนยัน
หลังจากเข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้ว เขาก็พูดกับราชันคุมวิญญาณว่า “ขอบคุณสำหรับความร่วมมือ”
“ร่วมมือรึ? ไอ้หนู เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“หมายความว่ายังมีทางที่ข้าจะออกไปจากที่นี่ได้น่ะสิ”
ราชันคุมวิญญาณคิดว่าลู่เฉินแค่พูดอย่างดื้อดึงไปอย่างนั้น จึงเอ่ยหยอกล้อว่า “อย่าเสียแรงเปล่าเลย มันไร้ประโยชน์!”
ลู่เฉินไม่ได้พูด แต่ยังคงพยายามเดินไปรอบ ๆ พื้นที่แห่งนี้ โดยวางปราการวิญญาณหลายชั้นไว้ในพื้นที่นั้น ๆ ด้วย
ราชันคุมวิญญาณคิดว่าอีกฝ่ายกำลังมองหาทางหนี ดังนั้นจึงล้อเลียนว่า “ข้าบอกแล้ว เจ้าไม่สามารถหลบหนีได้”
“ตราบใดที่ยังมีความหวังริบหรี่ ข้าก็จะทำ”
“จุ๊ ๆ เจ้าช่างดื้อดึงนัก” ราชันคุมวิญญาณหัวเราะ
“หากไม่ดื้อดึงพอ จะขับไล่ค่ายแดงออกไปได้อย่างไรเล่า?”
“นั่นเป็นขยะจากค่ายแดง มันเกี่ยวอะไรกับค่ายน้ำเงินของเรากัน?” ราชันคุมวิญญาณพูดอย่างเหยียดหยาม
หลังจากได้ยินเช่นนี้ ลู่เฉินก็ถามขณะเตรียมการว่า “เช่นนั้นค่ายน้ำเงินของเจ้าแข็งแกร่งกว่าค่ายสีแดงงั้นรึ?”
“ย่อมแน่นอน เจ้าถามไร้สาระเสียจริง” ราชันคุมวิญญาณยืนยัน
ชายหนุ่มยิ้มและหยุดเดินเตร่ พร้อมหันไปมองทางหนึ่งแล้วพูดว่า “ถึงเวลาที่เจ้าจะออกมาแล้ว”
“เจ้าพูดให้ข้าออกไปหา ข้าก็ต้องไปรึ เจ้าคิดว่าตนเองเป็นใครกัน?” ราชันคุมวิญญาณยิ้มแปลก ๆ
ลู่เฉินแสยะยิ้มชั่วร้าย จากนั้นก็ปล่อยกุ่ยเจี๋ยและเงาสายฟ้าออกมา ภายใต้การจัดการของลู่เฉิน พวกมันต่างโจมตีไปในจุดเดียวกัน
แสงสีดำวูบไหว ก่อนที่วิญญาณของราชันคุมวิญญาณจะปรากฏตัวขึ้น
ราชันคุมวิญญาณตกใจมาก “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่?”
“ตอนที่ข้าเข้ามา ข้าก็พบทันทีว่าเจ้ากำลังซ่อนตัวอยู่ในความมืด แต่ข้าคร้านจะเปิดเผยเจ้า”
เมื่อได้ยินคำพูดของลู่เฉิน ราชันคุมวิญญาณก็หัวเราะหยัน “ถึงเป็นเช่นนั้น เจ้าก็ทำอะไรข้าไม่ได้อยู่ดี”
หลังจากพูดอย่างนั้น ราชันคุมวิญญาณก็วางแผนจะซ่อนตัวอีกครั้ง
แต่ในขณะนี้เอง เขตแดนวิญญาณหลายชั้นพลันปรากฏขึ้นรอบตัวเขา มันยับยั้งราชันคุมวิญญาณไว้ในทันที และทำให้เขาไม่อาจหลบหนีไปไหนได้
การแสดงออกของราชันคุมวิญญาณพลันเปลี่ยนไปอย่างมหันต์ “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
“ก็แค่ปราการพลังวิญญาณกับอักขระยันต์บางส่วน พวกมันจะป้องกันไม่ให้เจ้าออกไปและจำกัดวิญญาณของเจ้า” ลู่เฉินตอบ
ราชันคุมวิญญาณโกรธจัด “เจ้าหนู เจ้าควรปล่อยข้าไปดีกว่า ไม่เช่นนั้นเจ้าจะไม่มีวันได้รับวิญญาณของเฮยหลวนคืน”
“เมื่อข้าโค่นเจ้าลงได้ เจ้าย่อมบอกข้าเอง” ลู่เฉินตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ
“เจ้าคิดว่าเจ้าจะโค่นข้าลงได้ง่าย ๆ รึ?” ราชันคุมวิญญาณเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“วิญญาณของเจ้าใกล้จะถูกจำกัดจนหมดแล้วไม่ใช่หรือ?”
“ก่อนที่ข้าจะถูกจำกัดพลังวิญญาณหมด ข้าสามารถเผาวิญญาณเพื่อทำลายตัวเองได้” หลังจากพูดอย่างนั้น ราชันคุมวิญญาณก็เริ่มเผาวิญญาณของเขาเอง
ชายหนุ่มเยาะเย้ย “ถ้าเจ้าคิดเช่นนั้น เจ้าก็ช่างไร้เดียงสาจริง ๆ”
หลังพูดอย่างนั้นแล้ว ลู่เฉินก็ใช้ฝ่ามือแปดวิญญาณ
เมื่อฝ่ามือแปดวิญญาณรวมกับแผ่นหินฉวิญญาณแล้วก็พลันทรงพลังมากขึ้น มันปิดผนึกวิญญาณของราชันคุมวิญญาณด้วยการฟาดลงไปเพียงครั้งเดียว และป้องกันไม่ให้เขาใช้พลังวิญญาณใด ๆ
ในเวลาเดียวกัน ปราการวิญญาณที่อยู่รอบ ๆ ก็ทำการอย่างช้า ๆ ในที่สุด หลังจากราชาผู้ทำลายวิญญาณรู้สึกว่าเขาไม่มีพลังวิญญาณเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าก็พลันเปลี่ยนสี “ไอ้สารเลว! เจ้ากล้าดียังไงมาหลอกข้า!”
“ข้าหลอกเจ้างั้นรึ?”
“ไร้สาระ! เห็นชัด ๆ ว่าเจ้าแสร้งติดกับดักเพื่อหลอกถามข้า!” ราชันคุมวิญญาณกัดฟันกรอดด้วยความเดือดดาล
ลู่เฉินยิ้มหลังจากได้ยินสิ่งนี้ “เอาละ ข้าจะไม่พูดเรื่องไร้สาระกับเจ้าอีกต่อไป!”
จากนั้นชายหนุ่มก็เดินเข้าไปในปราการวิญญาณ ราชันคุมวิญญาณที่สูญเสียพลังวิญญาณไปนั้นไม่มีโอกาสต้านทานได้ด้วยซ้ำ ดังนั้นลู่เฉินจึงประทับตราประทับภูตลงบนวิญญาณของเขาได้อย่างง่ายดาย
ไม่เพียงเท่านั้น ลู่เฉินยังพบรอยอักขระยันต์สีน้ำเงินจำนวนมากบนจิตวิญญาณของอีกฝ่าย ซึ่งอักขระยันต์สีน้ำเงินเหล่านี้คือสิ่งที่กลุ่มพันธมิตรชิงรากวิญญาณใช้ควบคุมราชันคุมวิญญาณ
หลังจากรับตราประทับภูตจากลู่เฉินแล้ว ราชันคุมวิญญาณจึงกล่าวว่า “อย่างที่เจ้าเห็น ตราประทับอักขระยันต์เหล่านี้ป้องกันไม่ให้ข้าทรยศต่อพันธมิตรชิงรากวิญญาณ ดังนั้นแม้เจ้าจะควบคุมข้าได้ แต่มันก็ไม่มีประโยชน์”
“ข้าสามารถลบเครื่องหมายเหล่านี้ได้”
“เป็นไปไม่ได้!” ราชันคุมวิญญาณไม่เชื่อและคิดว่าลู่เฉินล้อเล่น
“เจ้าคิดงั้นรึ?”
หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็ลงมือและเริ่มลบอักขระยันต์เหล่านี้ทีละอัน
เมื่ออักขระยันต์สีน้ำเงินหายไปจนหมด ราชันคุมวิญญาณก็พลันรู้สึกว่าเขาเป็นอิสระแล้ว
สิ่งนี้ทำให้การแสดงออกของราชันคุมวิญญาณเปลี่ยนไปอย่างมหันต์ “นี่…”
“ตอนนี้จงบอกข้าเกี่ยวกับผู้เฒ่าชิงรากวิญญาณมาอย่างช้า ๆ” ลู่เฉินเอ่ยพลางจ้องไปที่ราชันคุมวิญญาณ
“ผู้เฒ่าชิงรากวิญญาณรึ?”
“ใช่ จะหาตัวเขาเจอได้อย่างไร?”
ราชันคุมวิญญาณลังเล
“อย่าคิดอยู่เลย ไม่อย่างนั้นข้าจะสั่งให้เจ้าตาย”
ราชันคุมวิญญาณรู้สึกประหม่าเล็กน้อย “ส่วนใหญ่เขาจะเป็นฝ่ายติดต่อมาหาข้าเอง เว้นแต่ว่าข้าจะพบวิญญาณพิเศษบางอย่างจึงต้องการพบเขา ซึ่งเขาจะรับพวกมันไปหลังจากมายืนยันว่าต้องการพวกมันแล้ว”
“โอ้? แล้วจะเรียกเขามาได้อย่างไร?”
“มีวิหารทรุดโทรมอยู่ใกล้หุบเขา ข้าแค่ต้องจุดควันขึ้นบนยอดเขานั้น แล้วเขาจะมาพบข้าภายในสามวัน”
“พวกเจ้านัดเจอกันที่ไหน?”
“ที่หุบเขาลึก” ราชันคุมวิญญาณตอบ
ลู่เฉินขมวดคิ้ว “เขาสามารถเข้าออกหุบเขาได้งั้นรึ?”
“ข้าไม่รู้ และรู้แค่ว่าเขาสามารถตามหาข้าเจอได้เสมอ”
“เขาหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วแต่งกายแบบใด?” ชายหนุ่มลอบสงสัยว่าคนผู้นี้อาจมาจากหุบเขาลึก