ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 701 ในที่สุดก็ล่อออกมาได้
บทที่ 701 ในที่สุดก็ล่อออกมาได้
เมื่อราชันคุมวิญญาณได้ยินคำถามของลู่เฉินก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป “เรื่องนี้ …เกรงว่าข้าจะไม่สามารถตอบเจ้าได้”
“เพราะเหตุใดกัน?” ลู่เฉินเอ่ยถามราชันคุมวิญญาณ
ราชันคุมวิญญาณมีสีหน้ากังวลใจ “คนของพันธมิตรชิงรากวิญญาณ แต่ไหนแต่ไรมีเพียงผู้มีตำแหน่งสูงรู้จักผู้น้อย ส่วนผู้น้อยไม่สามารถรู้จักผู้มีตำแหน่งสูงได้ ยิ่งผู้นำของข้าเป็นสัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณซึ่งมีชีวิตอยู่มานานหลายหมื่นปี ข้าจะรู้จักเขาได้อย่างไรกัน?”
เมื่อชายหนุ่มเข้าใจแล้วจึงพูดขึ้นมา “หมายความว่าหากคิดจะล่อสัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณออกมาก็ต้องไปยังวิหารแห่งนั้น สร้างกลุ่มควัน จากนั้นก็รอให้เขามาหรือ?”
“ใช่”
“ได้ ข้าจะแสร้งถูกเจ้าจับกุมตัว ส่วนที่เหลือก็แค่รอให้เขามาถึงเท่านั้น”
“ว่าอย่างไรนะ!? เจ้าถูกข้าจับ?” ราชันคุมวิญญาณตะลึงขึ้นมา
“อืม”
ราชันคุมวิญญาณรู้สึกกังวลใจเล็กน้อย “หากเขาพบว่าข้าหักหลัง เขาอาจจะให้คนของพันธมิตรชิงรากวิญญาณมาจัดการข้าได้”
“งั้นเจ้าอยากตายตอนนี้หรือไม่เล่า?” เขาย้อนถาม
ราชันคุมวิญญาณย่อมไม่ต้องการอยู่แล้ว ดังนั้นจึงมองไปยังลู่เฉินพลางพูด “เช่นนั้น …ข้าจะช่วยเจ้า”
หลังจากทั้งสองปรึกษากันแล้ว ราชันคุมวิญญาณก็นำจิตกลับสู่ร่างเดิมเพื่อควบคุมกายเนื้อของตนอีกครั้ง จากนั้นก็นำแผ่นป้ายหุบเขาสวรรค์ที่ได้รับมาจากลู่เฉินออกมา “เปิดเขตแดน!”
ผู้พิทักษ์วิญญาณอสูรเหล่านั้นค่อย ๆ กระจายตัวออกไปทันที
เขตแดนมืดสนิทสนิทพลันจางหายไป หลังจากนั้นราชันคุมวิญญาณก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ และมองไปยังราชันค่ายกลภูติ “ภูติเฒ่า เจ้าจะยังลงมือต่อหรือไม่?”
ราชันคุมวิญญาณนำขวดใสใบหนึ่งขึ้นมา ภายในนั้นคือวิญญาณของลู่เฉินที่หดตัวเล็กลง
เมื่อเห็นวิญญาณนี้ ราชันค่ายกลภูติก็มีสีหน้าไม่ดีนัก “ผู้คุมเฒ่า เจ้าคิดจะสังหารคนของหุบเขาลึกจริงหรือ?”
“ไม่ ข้าเพียงมีความแค้นกับเขา ไม่ได้มีความขุ่นเคืองใจกับผู้อื่น ดังนั้นหากไม่มีเรื่องใดเจ้าก็สามารถออกไปได้ และข้าจะไม่ต่อว่าเจ้า!” ราชันคุมวิญญาณพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ข้าต้องเข้าไปในหอผู้อาวุโสให้ได้ และบอกทุกคนว่าแท้จริงแล้วเจ้าเป็นใคร!”
“เช่นนั้นข้าคงต้องขออภัยแล้ว” เมื่อราชันคุมวิญญาณพูดจบก็ถ่ายทอดคำสั่งออกไป ให้ผู้พิทักษ์วิญญาณอสูรเหล่านี้ จับราชันค่ายกลภูติเอาไว้
ไม่นาน ราชันค่ายกลภูติก็ถูกกักขังอยู่ในเขตแดนมืดสนิทที่วิญญาณอสูรเหล่านี้หลอมรวมขึ้นมา จากนั้นราชันคุมวิญญาณก็ออกจากหุบเขาลึกเพื่อไปยังวิหารแห่งนั้น
…
จากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ก็แพร่ไปยังไป๋ฮวาหยวน ไป๋เซียงรีบไปหาองค์หญิงไป๋ฮวา “องค์หญิงไป๋ฮวา เกิดเรื่องแล้วเพคะ!”
“ว่าอย่างไรนะ!? พ่ายแพ้อย่างนั้นหรือ?”
ไป๋เซียงเล่าเรื่องที่ลู่เฉินและราชันคุมวิญญาณต่อสู้กัน องค์หญิงไป๋ฮวาจึงขมวดคิ้วขึ้น “ในเมื่อเรื่องเป็นเช่นนี้แล้วคงต้องคิดหาวิธีช่วยเจ้าหนุ่มผู้นั้นออกมา”
“จะช่วยอย่างไรเพคะ?”
“พวกเราคงต้องเคลื่อนไหวหุ่นเชิดในหุบเขาลึก” องค์หญิงไป๋ฮวาพึมพำ
“องค์หญิง เพียงพระองค์สั่งมา หม่อมฉันจะไปจัดการให้เดี๋ยวนี้เพคะ”
“อืม” องค์หญิงไป๋ฮวาถ่ายทอดคำสั่งออกไป
เพราะไป๋เซียงถูกลู่เฉินควบคุม เมื่อพวกนางเคลื่อนไหวลู่เฉินจึงรู้ทุกอย่าง ดังนั้นเขาจึงให้ไป๋เซียงแสร้งทำตามคำสั่ง ทว่าไม่จำเป็นต้องเข้าใกล้ราชันคุมวิญญาณ
ส่วนไป๋เซียงทำได้เพียงทำตามเท่านั้น
อีกด้านหนึ่ง ราชันคุมวิญญาณมาถึงยอดเขาใกล้ ๆ แล้ว และเห็นวิหารร้างที่ถูกทำลายแห่งหนึ่ง จากนั้นเขาก็จุดไฟท่ามกลางกองไม้แห้ง กองไฟนี้ค่อย ๆ กลายเป็นกลุ่มควันหนาขึ้นมาทันที
ลู่เฉินกวาดสายตามองรอบ ๆ จากนั้นจึงพึมพำออกมา “หากอีกฝ่ายอยากเห็นควันพวกนี้ ระยะห่างที่อยู่คงไม่เกิดร้อยก้าวเห็นจะได้”
ดังนั้นชายหนุ่มที่อยู่ในขวดจึงใช้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’ เพื่อสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงของบริเวณรอบ ๆ
เมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่งก็พบว่ามีสถานที่ห่างออกไปประมาณสิบก้าว ที่นั่นมีกระจกแตกร้าวบานหนึ่งที่ดูไม่โดดเด่นมากนัก และภายในกระจกบานนั้นก็มีวิญญาณอยู่ ลู่เฉินมองแล้วสัมผัสได้ว่าบนกระจกบานนี้มีกลิ่นอายของผู้อื่น ในขณะเดียวกันก็ตัดสินได้ว่ากระจกบานนี้น่าจะ ‘มีชีวิต’ อยู่
สิ่งที่เรียกว่ามีชีวิตอยู่นั้นคือสามารถมองเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และคนที่อยู่เบื้องหลังก็น่าจะเป็นสัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ชายหนุ่มก็ทำได้เพียงให้ราชันคุมวิญญาณออกไปก่อน
แต่เขากลับแอบปล่อยกุ่ยเจี่ยออกมา
กุ่ยเจี่ยซ่อนตัวอยู่ใกล้ ๆ จ้องมองกระจกบานนั้น พร้อมคอยดูว่าเกิดอะไรขึ้นหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ตอนแรกกระจกบานนี้ไม่มีการตอบสนองใด ๆ และหลังจากราชันคุมวิญญาณกลับมายังหุบเขาลึก ก็มาถึงหน้าผาสูงชันแห่งหนึ่งภายในหุบเขาลึก
ภายในหน้าผาสูงชันนี้มีกระท่อมหลังเล็กที่ดูไร้ผู้คนอาศัยอยู่หลังหนึ่ง
ราชันคุมวิญญาณนั่งลงในกระท่อมหลังราวกับกำลังรออะไรบางอย่าง
‘รอที่นี่หรือ?’ ลู่เฉินและราชันคุมวิญญาณสื่อสารกันขึ้นมา
ราชันคุมวิญญาณหลับตาลงเพื่อสื่อสารกับลู่เฉินผ่านทางจิต ‘ทุกครั้งหลังจากปล่อยควัน ข้าจะรออยู่ที่นี่’
‘โอ้? อย่างนั้นหรือ?’
‘ใช่!’ ราชันคุมวิญญาณขานรับ
ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงรอต่อไป จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น นอกกระท่อมพลันเริ่มเกิดความเคลื่อนไหว
ราชันคุมวิญญาณสูดหายใจเข้าลึก ๆ “มาแล้ว”
ขณะนั้นเอง ประตูถูกผลักเปิดออก คนผู้หนึ่งซึ่งสวมชุดคลุมสีดำ และบนใบหน้ามีกระดูกอสูรอยู่ชิ้นหนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้น
คนผู้นี้เอ่ยถามราชันคุมวิญญาณด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป “เรียกข้ามาทำไมกัน?”
“ข้าจับเจ้าหนุ่มผู้นั้นได้แล้ว” ราชันคุมวิญญาณนำขวดใบนั้นขึ้นมา ภายในนั้นลู่เฉินแปลงเป็นเงาวิญญาณสายฟ้า ดังนั้นเมื่อดูแล้วจึงเหมือนวิญญาณที่เปล่งแสงสว่างคล้ายสายฟ้าออกมา
“โอ้? ง่ายดายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?” คนผู้นี้นำขวดใสที่ดูเหมือน ‘กรงนก’ มา และจ้องมองไปยังลู่เฉิน
“นายท่าน ไม่ทราบว่ายังมีคำสั่งใดอีกหรือไม่?”
“เจ้าทำได้ดีมาก!” คนผู้นี้เก็บขวดใบใสนี้เข้ามาและออกไปจากที่นี่
ราชันคุมวิญญาณรู้สึกกังวลใจ และกลัวว่าสัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณจะพบความเคลื่อนไหวของเขา
แต่เพราะไม่นานสัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณก็เดินออกไปไกล ราชันคุมวิญญาณจึงทำเพียงจัดการอารมณ์ของตน และรีบไปยังหอผู้อาวุโสทันที
ส่วนลู่เฉินเขาให้แมลงบางส่วนติดตามสัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณไปอย่างเงียบ ๆ เพื่อยืนยันเส้นทางของอีกฝ่าย
ขณะนั้นเอง สัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณยังไม่รู้ว่าลู่เฉินแสร้งถูกจับตัว ดังนั้นจึงไปยังหุบเขาลึกอย่างสบายใจ และเมื่อไปถึงบริเวณใกล้ ๆ ก็เข้าไปยังภูเขา อีกทั้งภายในภูเขาลูกใหญ่นี้ยังมีถ้ำอยู่แห่งหนึ่ง
หลังจากสัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณเข้าไปในถ้ำแล้ว เขาก็มาถึงภายในห้องลับที่มีแสงสีม่วงสว่างจาง ๆ อยู่ จากนั้นก็นำขวดที่มีลู่เฉินอยู่ภายในวางไว้ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง และใต้ต้นไม้นี้ยังมีขวดใสลักษณะเดียวกันอยู่อีกมาก
ที่นั่นลู่เฉินเห็นวิญญาณอยู่มากมาย อย่างเช่นวิญญาณของเฮยหลวน
แต่ขณะนี้เฮยหลวนกำลังหมดสติอยู่
ไม่เพียงเท่านั้น ลู่เฉินยังเห็นสถานที่หนึ่งซึ่งมี ‘รากวิญญาณ’ กองอยู่
‘รากวิญญาณ’ เหล่านี้ถูกวางไว้ในกล่องใบใหญ่และมีอักขระยันต์ปิดผนึกอยู่ ทำให้คนภายนอกไม่สามารถนำออกไปและไม่สามารถเปิดได้
“เจ้าหนุ่ม นับว่าเจ้ามีความสามารถยิ่ง ที่ยังสามารถมีสติมาจนถึงตอนนี้ได้” ขณะนั้นเอง สัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณเอ่ยถามขึ้นมา
ลู่เฉินมองเขา “ข้าเพียงอยากดูว่าเจ้าหน้าตาเป็นเช่นไร”
“โอ้? อยากรู้เพียงนั้นเชียวหรือ?”
“ใช่” เขาลองดูว่าตนจะสามารถทำให้อีกฝ่ายถอดหน้ากากกระดูกนั่นออกได้หรือไม่
แต่คนผู้นี้ระวังตัวเป็นอย่างมาก อีกฝ่ายยิ้มพลางมองลู่เฉิน “ขออภัย ก่อนจะทำให้เจ้าหมดสติไปนั้น ข้าจะไม่ให้เจ้าได้รู้เด็ดขาดว่าข้าคือผู้ใด”
พูดจบ มือทั้งสองของเขาก็ถือขวดขึ้นมา จากนั้นพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งก็เข้าไปในขวด และพลังวิญญาณนี้ยังปล่อยพลังสะกดจิตชนิดหนึ่งออกมา
หากลู่เฉินไม่ได้มีวิญญาณเซียน ตอนนี้คงจะหมดสติไปนานแล้ว
แต่เพื่อแสดงให้แนบเนียนจึงต้องแสร้งทำต่อไป
ดังนั้นไม่นานลู่เฉินจึงหมดสติเหมือนกับวิญญาณอื่น ๆ