ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 703 บรรดาชายชราคิดจะทดสอบความแข็งแกร่งของเขา
บทที่ 703 บรรดาชายชราคิดจะทดสอบความแข็งแกร่งของเขา
ลู่เฉินแสยะยิ้มพลางมองสัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณ “มีต้นพืชชนิดหนึ่งสามารถปล่อยไอบางอย่างออกมาได้ และไอชนิดนี้ทำให้คนเข้าสู่ห้วงฝัน!”
“เจ้าหนุ่ม เจ้าอยากให้ข้าเข้าสู่ห้วงฝันหรือ?” สัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณถาม
“แล้วมีปัญหาใดอย่างนั้นหรือ?”
“บอกตามตรง! เจ้าไม่มีความสามารถเช่นนั้น!” สัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณเผยรอยยิ้มเย็นชา
ลู่เฉินสั่งให้พ่างจื่อเพิ่มพลังต่อไป ส่วนสัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณนั่งลง จากนั้นจึงหลอมรวมเขตแดนสีดำขึ้นมา สายลมพลันกรรโชกแรง อีกทั้งยังมีแสงสีเขียวล้อมรอบตัวเขาเอาไว้
ชายหนุ่มอดกล่าวชื่นชมออกมาไม่ได้ “กระดูกศักดิ์สิทธิ์สามชนิด นับว่าไม่ง่ายเลยจริง ๆ!”
“เจ้าดูออกหรือ?”
“ธาตุมืด ธาตุลม ธาตุไม้ ธาตุสามชนิดหลัก มันไม่เท่ากับว่ามีรากวิญญาณสามชนิดหรือ”
“เช่นนั้นเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นรากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์?” สัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“เรื่องนี้เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้” ลู่เฉินย่อมมีวิธีในการระบุสิ่งที่ตนคิด
สัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ในเมื่อเจ้ารู้ว่าข้ามีรากวิญญาณศักดิ์สิทธิ์สามชนิด เช่นนั้นเจ้าก็ควรจะรู้ว่ากระแสพลังห้วงฝันอะไรของเจ้าไม่มีผลใดต่อข้า”
ลู่เฉินรู้ดี เพราะพลังเหล่านี้ถูกสายลมสกัดเอาไว้ ในขณะเดียวกันปราณสีเขียวของอีกฝ่ายยังสามารถรักษาบาดแผลของตนได้ จึงทำให้การโจมตีเมื่อครู่ของพ่างจื่อแทบจะไม่มีผลใด ๆ
ดังนั้นเขาจึงเก็บพ่างจื่อกลับเข้ามา แสยะยิ้มพลางมองสัตว์ประหลาดเชิงรากวิญญาณ “ดูเหมือนข้าคงต้องคิดหาวิธีอื่นแล้ว”
จากนั้นชายหนุ่มจึงนำธนูเงามารออกมา สูดหายใจเข้าลึก ๆ และให้แมวมารมายามอบไอพลังมารให้แก่ตน
เมื่อสัมผัสได้ถึงธนูที่ไม่ธรรมดาของลู่เฉิน สัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณก็เบิกตากว้าง “เจ้าคิดจะทำสิ่งใด?”
“ต้องให้เจ้าได้สัมผัสถึงความเก่งกาจของข้าหน่อย”
“ฝันไปเถิด!” สัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณรีบเพิ่มพลังขึ้นอีกทันที สายลมพัดล้อมรอบมันอย่างบ้าคลั่งจนแทบจะกลายเป็นม่านลมป้องกัน
ลู่เฉินยังคงสะสมพลังต่อไป
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังให้เงาสายฟ้าออกมาและหลอมรวมไปบนธนู ทำให้ศรที่หลอมรวมออกมานั้นมีร่องรอยของเงาสายฟ้า และภายในเงาสายฟ้านั้นมีกลุ่มก้อนพลังสายฟ้าอยู่
กลุ่มก้อนพลังสายฟ้าเหล่านี้แฝงไปด้วยพายุฟ้าคะนอง
ตอนนี้สิ่งที่ลู่เฉินต้องทำ คือทำให้ศรสำแดงพลังที่แข็งแกร่งที่สุดออกมา
ดังนั้นหลังจากสะสมพลังได้ครู่หนึ่งแล้ว จึงจ้องมองไปยังสัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณ “มาเถิด ได้เวลาลองพลังนี้หน่อยแล้ว!”
เมื่อพูดจบ ชายหนุ่มก็ปล่อยศรนี้ออกไป
ลมกรรโชกพัดพายุฟ้าคะนองจนเกิดรูปร่างขนาดใหญ่ทันที จากนั้นพลังที่เหลือของเงาศรก็พุ่งเข้าสู่ร่างกายของสัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณ หยาดเลือดสด ๆ ไหลออกมา มันทำให้สัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณอ่อนแอลงทันที
“ยอมแพ้หรือไม่?”
“เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดจะให้ข้ายอมแพ้หรือ? เช่นนั้นเจ้าก็ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว!” เมื่อสัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณพูดจบ เงาแสงสีดำจากภายนอกก็พุ่งเข้ามาในค่ายกลทันที มันรวดเร็วเป็นอย่างมาก แม้แต่ค่ายกลรอย ๆ ก็ยังไม่สามารถสกัดกั้นเงาแสงนั้นไว้ได้
เงาแสงนี้ผนึกรวมกับร่างของสัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณทันที จากนั้นสัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณก็หมุนตัวและพุ่งออกไปด้านนอก แต่เขากลับส่งเสียงเคร่งขรึมก่อนออกมาว่า “เจ้าหนุ่ม รอก่อนเถิด เจ้าจะต้องไปหาเจ้าแน่!”
ชั่วอึดใจถัดมา อีกฝ่ายก็หายตัวไปในที่สุด
ลู่เฉินขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมา “เมื่อครู่คือสิ่งใดกัน”
ชายหนุ่มเดินออกไปยังปากถ้ำ และให้กุ่ยเจี่ยบอกถึงสิ่งที่ได้เจอเมื่อครู่แก่ตน
เมื่อครู่บนท้องฟ้าด้านนอกมีเงาสีดำเกิดขึ้น เงาสีดำนี้ดูราวกับนกอสูรบางอย่าง มันรวดเร็วจนสามารถทะลุผ่านค่ายกลได้ จากนั้นก็ไปผนึกรวมบนร่างของสัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณ ทำให้อีกฝ่ายสามารถหนีออกไปได้
ทว่าลู่เฉินไม่ได้โกรธเคืองแต่อย่างใด เขาเพียงกลับเข้าไปในถ้ำและเก็บหยดเลือดของอีกฝ่ายที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “มีเลือดของเจ้า หากคิดจะตามหาก็นับว่าไม่ยากแล้ว”
หลังจากนั้นลู่เฉินจึงกลับไปยังหุบเขาลึก และปล่อยผู้อาวุโสเหล่านั้นออกมาทีละคน
ผู้อาวุโสเหล่านี้ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น แต่ลู่เฉินก็ไม่อยากอธิบายให้มากความ ดังนั้นจึงไปยังหอผู้อาวุโสเพื่อไปหาราชันค่ายกลภูติที่ถูกขังเอาไว้อยู่
ราชันค่ายกลภูติถูกผู้พิทักษ์อสูรวิญญาณเหล่านั้นกักขังไว้
เมื่อลู่เฉินปรากฏตัวและนำแผ่นป้ายหุบเขาสวรรค์ออกมา ราชันค่ายกลภูติจึงตกตะลึงขึ้นมาทันที “เหตุใดเจ้าจึงไม่เป็นอะไร?”
“ข้ารอดจากเงื้อมมือของราชันคุมวิญญาณ จากนั้นจึงจัดการเขาและนำแผ่นป้ายนี้มา” ลู่เฉินเพียงสร้างเหตุผลขึ้นมา ส่วนราชันคุมวิญญาณกลัวว่าสัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณจะตามหาตน ดังนั้นจึงแสร้งบาดเจ็บและซ่อนตัวอยู่ภายในหุบเขานี้
เมื่อราชันค่ายกลภูติได้ฟังเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจึงถอนหายใจ “ดีที่เจ้าไม่เป็นอะไร มิเช่นนั้น…”
ชายหนุ่มมองไปยังราชันค่ายกลภูติพลางเอ่ยถาม “เจ้าถูกขังอยู่ที่นี่ตลอดหรือ?”
“อืม มีปัญหาใดกัน?” ราชันค่ายกลภูติไม่รู้ว่าลู่เฉินหมายความว่าอย่างไร
“ข้าอยากให้เจ้าช่วยบางอย่าง”
“เรื่องใด?”
“ข้าต้องการให้เจ้าพาข้าไปยังหอผู้อาวุโส และให้ข้าได้พบผู้อาวุโสทุกคน” ลู่เฉินมองไปยังราชันค่ายกลภูติ
ราชันค่ายกลภูติเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ “เจ้าจะพบพวกเขาทำไมกัน?”
เขาอยากยืนยันว่าสัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณนั่น เป็นหนึ่งในผู้อาวุโสเหล่านั้นหรือไม่
แต่ลู่เฉินไม่ได้พูดให้ชัดเจน แค่พูดด้วยน้ำเสียงลังเล “ข้ามีเรื่องจำเป็นเล็กน้อยจึงต้องพบทุกคน”
“เรื่องนี้เกรงว่าจะยาก เพราะหลายคนฝึกฝนอยู่หลายปีจนไม่ได้ออกมา” ราชันค่ายกลภูติอธิบาย
ลู่เฉินจึงนำแผ่นป้ายหุบเขาสวรรค์ออกมา “มีสิ่งนี้ก็ไม่ได้หรือ?”
“สิ่งนี้ใช้ออกคำสั่งได้กับกลุ่มผู้พิทักษ์อสูรวิญญาณเท่านั้น ผู้อาวุโสท่านอื่นอาจจะไม่สนใจแผ่นป้ายนี้” ราชันค่ายกลภูติเรื่องสถานการณ์ออกมาคร่าว ๆ
ลู่เฉินคิดไม่ถึงว่าแผ่นป้ายนี้จะใช้ได้กับแค่กลุ่มผู้พิทักษ์เท่านั้น จึงพูดขึ้นมา “เช่นนั้นคงต้องอาศัยเจ้าแล้ว”
“ข้า?”
“คิดหาวิธีนำทุกคนออกมา แล้วข้าจะช่วยเจ้ารักษาบาดแผล” ลู่เฉินจ้องมองราชันค่ายกลภูติ
ราชันค่ายกลภูติลังเลก่อนจะพูดออกมา “ไม่ใช่ว่าข้าไม่ต้องการ แต่หากไม่มีประโยชน์ใด พวกเขาคงจะไม่ออกมา”
“ประโยชน์? ผลไม้อายุหมื่นปีได้หรือไม่?” ลู่เฉินคิดถึงผลไม้นั่นขึ้นมา
“เจ้ามีหรือ?”
“ข้ามีไม่น้อยเลยทีเดียว” เมื่อพูดจบก็นำบางส่วนออกมา
เมื่อราชันค่ายกลภูติได้เห็นจึงมีสีหน้าประหลาดใจขึ้นมาทันที “มา เจ้าเข้าไปยังหอผู้อาวุโสกับข้า ข้าจะให้พวกเขามาพบเจ้าทันที!”
หลังจากลู่เฉินขานรับ จึงตามราชันค่ายกลภูติเข้าไปยังหอผู้อาวุโส
บนชั้นสองของหอผู้อาวุโสมีห้องประชุมอยู่ และกลางห้องประชุมนี้มีโต๊ะของผู้อาวุโสสูงสุด ราชันค่ายกลภูติจึงให้ลู่เฉินอยู่ด้านหลังสุด เพื่อให้เขารออยู่ตรงนั้น
หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งถ้วยชาก็มีผู้อาวุโสบางส่วนปรากฏตัวขึ้น
ผู้อาวุโสเหล่านี้ แต่ละคนมองลู่เฉินด้วยความแปลกใจ บางคนยังเอ่ยถามขึ้นมา “เขามีผลไม้นั่นหรือ?”
ราชันค่ายกลภูติพยักหน้ารับ “ใช่”
คนเหล่านี้ให้ลู่เฉินนำออกมาดูทันที
ลู่เฉินนำออกมาทว่าไม่ได้มอบให้พวกเขา แต่ยิ้มพลางมอง “อยากได้หรือ?”
“เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดจะทำสิ่งใด?” บางคนรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย
และมีบางคนมีท่าทางจริงจังขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม เจ้าควรทำตัวให้เหมาะสมหน่อย!”
อีกทั้งบางคนยังปล่อยพลังมากดข่ม แต่ใครจะคิดว่าลู่เฉินกลับนำแผ่นป้ายหุบเขาสวรรค์ออกมา “แม้แผ่นป้ายนี้จะไม่สามารถสั่งให้พวกเจ้าทำสิ่งใดได้ แต่ก็ทำให้พวกเจ้าไม่สามารถทำร้ายข้าได้ใช่หรือไม่?”
เมื่อเห็นแผ่นป้ายหุบเขาสวรรค์ของลู่เฉิน ทุกคนต่างมองไปยังราชันค่ายกลภูติ และคิดว่าเขาเป็นผู้มอบให้แก่ชายหนุ่ม
ราชันค่ายกลภูติรีบอธิบายออกมาทันที “ไม่ใช่ข้า ราชันคุมวิญญาณพ่ายแพ้ให้แก่เขา จากนั้นแผ่นป้ายนี้จึงตกอยู่ในมือเขา”
“ราชันคุมวิญญาณพ่ายแพ้แก่เขา? เจ้าพูดเรื่องตลกอันใดกัน?” มีคนไม่เชื่อ
คนอื่น ๆ เองก็ไม่เชื่อเช่นกัน และหนึ่งในกลุ่มนั้นมีชายชราผู้หนึ่งซึ่งมีรอยแผลเป็นบนหน้าผากพูดขึ้นมา “เช่นนั้นข้าต้องลองดูเสียหน่อย ว่าเจ้าหนุ่มผู้นี้มีความสามารถเช่นใดจึงเอาชนะราชันคุมวิญญาณได้!”
“ทางที่ดีอย่าคิดลอง” ลู่เฉินมองเขาด้วยรอยยิ้ม
ทุกคนคิดไม่ถึงว่าลู่เฉินจะกล้าข่มขู่ชายชราที่มีรอยแผลเป็นผู้นี้ ดังนั้นทุกคนจึงดูตื่นเต้นขึ้นมาทันที