ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 705 เพื่อผลไม้ ชายชราเหล่านี้ถึงกับยอมตัดชิ้นเนื้อของตัวเอง
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 705 เพื่อผลไม้ ชายชราเหล่านี้ถึงกับยอมตัดชิ้นเนื้อของตัวเอง
บทที่ 705 เพื่อผลไม้ ชายชราเหล่านี้ถึงกับยอมตัดชิ้นเนื้อของตัวเอง
ผู้เฒ่าเตาควบคุมกระบี่วิญญาณพลางยิ้ม “เช่นนั้นพวกเจ้าบอกให้เขายอมแพ้ก็พอแล้วมิใช่หรือ?”
ยอมแพ้?
ถ้ายอมแพ้ลู่เฉินก็ต้องมอบผลไม้บางส่วนให้แก่ผู้เฒ่าเตา สำหรับทุกคนแล้วถือว่าได้รับผลกระทบ ดังนั้นหลายคนจึงไม่พูดอะไรออกมา แต่ราชันค่ายกลภูติรู้สึกกังวลใจจึงพูดกับผู้เฒ่าเตา “ผู้เฒ่าเตา หากเจ้าต้องการผลไม้จริง ๆ สามารถใช้แผนที่เพื่อแลกกับเขาได้ เหตุใดจึงต้องประลองกันด้วยเล่า?”
แผนที่นับเป็นสิ่งล้ำค่าสำหรับผู้อาวุโสเตา เขาจะมอบให้ลู่เฉินง่าย ๆ ได้อย่างไร ดังนั้นจึงคิดจะประลองและเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้ เพื่อให้อีกฝ่ายมอบผลประโยชน์ให้แก่ตนเอง
ดังนั้นผู้เฒ่าเตาจึงยิ้มออกมา “อยู่ที่เขาแล้วว่ามีความสามารถเพียงพอจะนำไปได้หรือไม่”
ราชันค่ายกลภูติขมวดคิ้ว ผู้เฒ่าเตาจึงมองไปยังลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม เป็นอย่างไร? ยอมแพ้หรือไม่? หรือว่าจะลงมือต่อ?”
“มาเถิด!” ลู่เฉินพูดอย่างไม่ลังเล
ทุกคนไม่คาดว่าชายหนุ่มคิดจะลองจริง ๆ
ราชันค่ายกลภูติพลันร้อนใจขึ้นมา จึงหันไปพูดกับลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม อย่าวู่วาม”
ทว่าผู้เฒ่าเตากลับพูดขึ้นมาว่า “ข้าชอบที่เจ้าเป็นเช่นนี้เสียจริง”
พูดจบ กระบี่วิญญาณของผู้เฒ่าเตาก็ลอยออกไป มันทะลุผ่านกายเนื้อและเข้าไปในร่างกายของลู่เฉิน
ทุกคนคิดว่าลู่เฉินจะต้องกรีดร้องออกมา หรือมีใบหน้าซีดไร้สีเลือด ริมฝีปากกระอักเลือดสด ๆ และเวียนศีรษะอะไรเช่นนั้น
ใครจะคาดว่าลู่เฉินกลับยิ้มและพูดออกมา “เท่านี้เองหรือ?”
ไม่เป็นอะไร?
ผู้คนในบริเวณนั้นมองหน้ากัน ผู้เฒ่าเตาพลันมีสีหน้าเต็มไปด้วยความแปลกใจ “เจ้า… เหตุใดจึงไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย?”
“ข้าหรือ เหตุใดข้าต้องเป็นอะไรด้วยเล่า?” ลู่เฉินย้อนถามอีกฝ่าย
ผู้เฒ่าเตามีสีหน้าไม่ดีนักและเอ่ยถาม “เช่นนั้นกระบี่ของข้า?”
“กระบี่ของเจ้า ต้องขออภัยด้วย”
ลู่เฉินแสยะยิ้ม กระบี่วิญญาณเล่มดังกล่าวลอยขึ้นมาล้อมรอบตนเอง “เห็นแล้วใช่หรือไม่?”
ทุกคนตะลึงขึ้นมา พวกเขาไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะสามารถควบคุมกระบี่วิญญาณของผู้เฒ่าเตาได้จริง ๆ
ราชันค่ายกลพูดด้วยความตกตะลึง “นี่ เป็นไปได้อย่างไร!?”
ไม่เพียงราชันค่ายกลพูด ทว่าผู้คนในบริเวณนั้นต่างคาดไม่ถึง
ผู้เฒ่าเตาลองควบคุมมันอีกครั้ง และพบว่าไม่สามารถควบคุมกระบี่วิญญาณของตนได้ เขามีสีหน้าเปลี่ยนไป “เจ้าทำสิ่งใดกับมัน?”
“ตอนนี้มันเป็นของข้า หากเจ้าอยากให้มันกลับไปหาก็จงยอมแพ้ซะ มิเช่นนั้นข้าคงทำได้เพียงทำลายมัน และเมื่อถึงเวลานั้นก็อย่าได้กล่าวโทษข้าล่ะ” เพียงประโยคเดียวของลู่เฉินทำให้ทุกคนตกตะลึงขึ้นมา
พวกเขาคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะพลิกเป็นฝ่ายข่มขู่ผู้เฒ่าเตาได้
ผู้เฒ่าเตารู้สึกโมโหจนอยากจะตายไปซะ
ลู่เฉินยิ้มพลางมองผู้เฒ่าเตา “เป็นอย่างไร? ตัดสินใจได้แล้วหรือยัง?”
ผู้เฒ่าเตาไม่ตัดสินใจ และยังคงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าหนุ่ม ข้าแนะนำว่าทางอย่าทำลายมัน มิเช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ถึงความแข็งแกร่งของข้า”
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?” ลู่เฉินไม่ชอบการถูกข่มขู่ จึงเก็บกระบี่วิญญาณเข้ามา
ผู้เฒ่าเตาพลันร้อนใจ “เจ้าทำสิ่งใดกับมัน?”
“เก็บมันเข้ามา และเมื่อเก็บมันเข้ามาแล้วก็ไม่แน่ว่าอาจจะทำลายมันด้วย”
ผู้เฒ่าเตาหวาดกลัวขึ้นมาทันที เพราะกระบี่วิญญาณนี้ตนใช้เวลานานในการหลอมมันขึ้นมา ดังนั้นจึงรีบตอบกลับ “ข้ายอมแพ้”
ทุกคนรู้สึกสับสน พวกเขาคิดไม่ถึงว่าผู้เฒ่าเตาจะยอมเช่นนี้
ชายหนุ่มแสยะยิ้มออกมา “มอบแผนที่ให้ข้า”
ผู้เฒ่าเตาทำได้เพียงมอบแผนที่หนังอสูรให้แก่ลู่เฉิน จากนั้นเขาจึงมอบกระบี่วิญญาณคืนให้แก่ชายชรา แต่ผู้เฒ่าเตากลับพูดด้วยความโมโหขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม จงดูแลมันให้ดีที่สุด เพราะข้าสามารถนำมันคืนกลับมาได้ตลอดเวลา!”
พูดจบ ผู้เฒ่าเตาก็ออกไปด้วยความโมโห
หลังจากทุกคนเห็นดังนั้นจึงกรูกันเข้ามา คนเหล่านี้ต่างร้องขอให้ลู่เฉินมอบผลไม้ให้แก่ตน
ลู่เฉินมองคนเหล่านี้พลางมองไปยังราชันค่ายกลภูติ “ภายในหอผู้อาวุโส นอกจากคนเหล่านี้ยังมีผู้อื่นหรือไม่?”
“ยังมีอีกหนึ่งคน หนึ่งในสามผู้ชั่วร้าย ราชันโหยวหยุน” ราชันค่ายกลภูติตอบกลับ
“แล้วเขาล่ะ?”
“เขาเก็บตัวและไม่ปรากฏตัวมานานนับหมื่นปีแล้ว ดังนั้นพวกเราจึงไม่รู้ว่าเขาไปยังที่ใด” ราชันค่ายกลภูติอธิบาย
“หมื่นปี?” ลู่เฉินพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
“อืม”
“เช่นนั้นพวกเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขายังมีชีวิตอยู่?”
“ทุก ๆ ช่วงเวลาหนึ่งเขาจะให้คนออกมาส่งข่าว เพื่อยืนยันว่ายังมีชีวิตอยู่” ราชันค่ายกลภูติตอบกลับ
ลู่เฉินแสดงท่าทีจริงจังขึ้นมา “เช่นนั้นเจ้ามากับข้า”
ราชันค่ายกลภูติรู้สึกแปลกใจ ลู่เฉินให้ตนไปทำสิ่งใด ส่วนคนอื่น ๆ รู้สึกไม่พอใจนัก พวกเขาต่างบอกให้ลู่เฉินมอบผลไม้บางส่วนให้
ชายหนุ่มมองไปยังกลุ่มคน “อยากจะได้ผลไม้? ย่อมได้ แต่ต้องดูด้วยว่าพวกเจ้าสามารถมอบสิ่งล้ำค่าใดให้ข้าเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นคนเหล่านี้ต่างนำสมบัติวิญญาณต่าง ๆ ออกมา
ลู่เฉินเลือกสิ่งที่ดีที่สุด จากนั้นจึงมอบผลไม้ให้หนึ่งผล
คนเหล่านั้นรับผลไม้ไป แต่ก็ต้องสูญเสียสมบัติวิญญาณที่ล้ำค่าที่สุดของตนเอง ดังนั้นแต่ละคนจึงรู้สึกเหมือนกับเฉือนเนื้อของตนออกไป
หลังจากราชันค่ายกลภูติเดินออกไปจากหอผู้อาวุโสพร้อมกับลู่เฉินแล้ว เขาก็มีสีหน้าเต็มไปด้วยความแปลกใจพลางเอ่ยถาม “เจ้าให้ข้าออกมาเพราะเหตุใด?”
“ข้าจะรักษาให้เจ้า”
“รักษา?” ราชันค่ายกลภูติรู้สึกดีใจ
ลู่เฉินกลับพูดขึ้นมาสั้น ๆ “แต่ข้าต้องการให้เจ้าช่วยยืนยันเรื่องหนึ่งกับข้า”
“ว่ามาเถิด!”
ชายหนุ่มนำเลือดออกมาหยดหนึ่งและใช้ปราณห่อหุ้มเอาไว้ จากนั้นจึงเอ่ยถาม “กลิ่นอายของหยดเลือดนี้เจ้าจำได้หรือไม่?”
หลังจากราชันค่ายกลภูติมองแล้วจึงมีสีหน้าสงสัย “ไม่รู้จัก”
“แน่ใจหรือ?”
“ใช่!” ราชันค่ายกลภูติขานรับ
ลู่เฉินพึมพำออกมา “หรือสัตว์ประหลาดชิงรากวิญญาณจะไม่ใช่คนของหุบเขาลึก?”
“ทำไมหรือ?” ราชันค่ายกลภูติรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมาก
ชายหนุ่มพลันได้สติกลับมา “ไม่มีอะไร”
ราชันค่ายกลภูติรู้สึกงุนงง ลู่เฉินจึงใช้มือข้างหนึ่งจับแขนของเขาเอาไว้พลางพูดขึ้นมา “หลังจากนี้จงอดทน!”
ราชันค่ายกลภูติยังไม่ทันตอบโต้กลับมา ลู่เฉินก็เริ่มใช้เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณเพื่อดูดซับพิษจากในร่างกายของอีกฝ่ายแล้ว จากนั้นจึงมอบผลไม้ให้เขาหนึ่งผล
ผลไม้นี้มีฤทธิ์ในการชะล้างพิษ ดังนั้นเมื่อกินลงไปแล้วราชันค่ายกลภูติจึงรู้สึกดีขึ้นไม่น้อย และยังยิ้มพลางมองลู่เฉิน “เจ้าช่างเก่งกาจเสียจริง”
ลู่เฉินเพียงยิ้มแต่ไม่พูดใด ๆ จากนั้นจึงคิดจะจากไป
เมื่อเห็นอีกฝ่ายจะไปนั้น ราชันค่ายกลภูติจึงพูดขึ้นมา “คือว่า… ข้ามีเรื่องจะบอกเจ้า”
“โอ้? เรื่องใดกัน?”
“แผ่นป้ายหุบเขาสวรรค์นั่นซ่อนความลับเอาไว้ แต่ยังไม่มีผู้ใดสามารถดูออกได้ ในเมื่อตอนนี้มันอยู่ในมือของเจ้าแล้ว และทักษะของเจ้าก็ไม่ธรรมดา ดังนั้นเจ้าสามารถลองตรวจสอบดูได้”
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?” ลู่เฉินคิดไม่ถึงว่าแผ่นป้ายนี้จะยังมีความลับซ่อนอยู่
“อืม” ราชันค่ายกลภูติขานรับ
ลู่เฉินจึงทำเพียงเก็บซ่อนอารมณ์ของตนและจากไป
จากนั้นชายหนุ่มก็ปรากฏตัวอีกครั้งนอกหุบเขาลึก และให้ผู้อาวุโสสามที่ซ่อนตัวอยู่ภายใน ‘ประตูไร้สรรพสิ่ง’ ออกมา
เมื่อผู้อาวุโสสามเห็นว่ามาถึงนอกของหุบเขาลึกแล้ว จึงเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ “ผู้อาวุโสท่านอื่น ๆ ล่ะ?”
“ข้าให้พวกเขากลับไปยังหุบเขาลึกล่วงหน้าแล้ว”
ผู้อาวุโสสามได้ฟังแล้วจึงรู้สึกลังเล ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมา “แล้วข้า?”
“ข้าต้องการให้เจ้าช่วยตามหาคนของสำนักเหมันต์สงัด” เขามองผู้อาวุโสสาม
ผู้อาวุโสสามพูดด้วยความลำบากใจ “เรื่องนี้อันตรายเกินไปหรือไม่?”
“เจ้าเหลือเพียงวิญญาณเท่านั้น ยังมีสิ่งใดต้องกังวลกัน?”
“เพราะข้าเหลือเพียงวิญญาณ ดังนั้นจึงต้องการจะอยู่ภายในโลงศพให้นานที่สุด มิเช่นนั้นวิญญาณของข้าจะยิ่งอ่อนแอมากขึ้น”
“ก็จริง” ลู่เฉินพยักหน้ารับ
“เช่นนั้น ข้าสามารถกลับไปได้?”
“ได้ แต่ต้องบอกตำแหน่งที่ตั้งของสำนักเหมันต์สงัดเสียก่อน”
“อืม” หลังจากผู้อาวุโสสามบอกลู่เฉินก็กลับไปยังโลงศพหิน จากนั้นชายหนุ่มก็โยนโลงศพหินนี้เข้าไปยัง ‘ประตูไร้สรรพสิ่ง’ หลังจากนั้นจึงเตรียมหาสถานที่เพื่อนำวิญญาณของเฮยหลวนกลับไป
ใครจะคิดว่าขณะออกเดินไปเพียงไม่กี่ก้าว ต้นหญ้าบริเวณรอบ ๆ จะเปล่งแสงสีเขียวอันแข็งแกร่งออกมา และยังรวมตัวกันเพื่อฉายภาพ ๆ หนึ่งขึ้น
“ไม่เลว ถึงกับสามารถไปยังหอผู้อาวุโสได้” ภาพขององค์หญิงไป๋ฮวาเผยรอยยิ้มออกมา