ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 707 ศิษย์หญิงเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน!
บทที่ 707 ศิษย์หญิงเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน!
เฮยหลวนและเจี่ยอันไม่รู้ว่าผู้เฒ่าเตากำลังพูดสิ่งใด
ทว่าลู่เฉินกลับยิ้มพลางมองผู้เฒ่าเตา “โอ้? เคล็ดวิชาต้องห้ามหรือ?”
“ใช่!” ผู้เฒ่าเตาพูดขึ้นขณะบนร่างเปล่งแสงสีทองสว่างขึ้นมา
ไม่เพียงเท่านั้น พื้นหิมะรอบ ๆ ยังราวกับค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีดำ ดูแล้วแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง
เฮยหลวนและเจี่ยอันตะลึงขึ้นมา
ลู่เฉินรู้ว่าเคล็ดวิชานี้ของอีกฝ่ายน่ากลัวเล็กน้อย ดังนั้นจึงนำทั้งสองเข้าไปภายใน ‘ประตูไร้สรรพสิ่ง’ จากนั้นจึงจ้องมองผู้เฒ่าเตา “มาเถิด”
“เจ้าหนุ่ม เจ้าไม่ยอมจริงหรือ?” ผู้เฒ่าเตาคิดว่าลู่เฉินจะหวาดกลัว แต่ชายหนุ่มกลับไม่รู้สึกกลัว และยังพูดจายั่วยุทำให้เขามีสีหน้าจริงจังขึ้นมา
ลู่เฉินไม่สนใจ “มาเถิด อย่าพูดให้มากความเลย”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะให้เจ้าได้เห็นเคล็ดวิชาต้องห้ามของข้า เคล็ดวิชากระบี่วิญญาณทอง!”
หลังจากลู่เฉินได้ยินคำว่าเคล็ดวิชากระบี่วิญญาณทอง พื้นที่รอบ ๆ พลันสั่นสะเทือนขึ้นมา ราวกับเคล็ดวิชานี้ของอีกฝ่าย ทำให้สิ่งของที่เป็นวิญญาณรอบ ๆ รู้สึกหวาดกลัว
แต่ลู่เฉินไม่สนใจ เขายังคงมองไปยังเคล็ดวิชากระบี่วิญญาณทองพลางแสยะยิ้ม “ข้าจะรอดูอย่างตั้งใจ”
ขณะนั้นเอง เงากระบี่ทองได้ตกลงมาจากท้องฟ้า และโจมตีไปยังลู่เฉิน
ตู้ม!
พื้นดินบริเวณรอบ ๆ เกิดรอยร้าวขึ้นจนกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่ ลู่เฉินจนถูกแรงกระแทกจน ‘แตกกระจายเป็นเสี่ยง’
ทว่าเขตแดนแสงทองรอบกายลู่เฉินนั้นยังคงอยู่ ดังนั้นผู้เฒ่าเตาจึงจ้องมองไปยังภายในเขตแดน หลังจากพบว่าไม่เหลือร่องรอยใด ๆ จึงมีสีหน้าจริงจังขึ้นมา “หนีอีกแล้วหรือ?”
“พลังที่มีอยู่ทำอะไรข้าไม่ได้ แล้วจะมีประโยชน์อย่างไรกัน?” ลู่เฉินปรากฏตัวขึ้นอีกมุมหนึ่ง และแสยะยิ้มพลางมองผู้เฒ่าเตา
ผู้เฒ่าเตาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เช่นนั้นต่อไปข้าจะทำให้ได้รู้ถึงความน่ากลัวของข้า!”
ผู้เฒ่าเตาลอยขึ้นจากพื้นด้วยความเร็วสูง และพุ่งเข้าไปยังเขตแดนอย่างรวดเร็ว เขาตรงไปอยู่ตรงหน้าลู่เฉิน หลังจากนั้นเงากระบี่ทองก็หมายจะแทงไปยังอีกฝ่าย ทว่าชายหนุ่มกลับหายตัวไป
แต่ผู้เฒ่าเตารวดเร็วเป็นอย่างมาก ราวกับเขาสัมผัสได้ว่าลู่เฉินจะปรากฏตัวขึ้นที่ใด จึงปล่อยการโจมตีออกไป
แต่ลู่เฉินได้หายตัวไปอีกครั้ง
เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้เฒ่าเตาจึงทำได้เพียงเคลื่อนที่ไปมารอบ ๆ
หลังดำเนินเช่นนี้ต่อไปอีกครู่หนึ่ง ผู้เฒ่าเตาจึงหยุดลง เพราะใช้พลังปราณไปไม่น้อย มันทำให้เขารู้สึกเหนื่อยหอบและมีใบหน้าขาวซีด พลางเบิกตากว้าง “เจ้ามันคนเจ้าเล่ห์!”
“เจ้าเก่งมากมิใช่หรือ?” ลู่เฉินเผยรอยยิ้มประหลาด
ขณะนั้นเองที่มีเงาสีน้ำเงินสว่างขึ้นมาทางด้านหลังของผู้เฒ่าเตา ดวงตาสองข้างของผู้เฒ่าเตาจึงมีแสงสีน้ำเงินสว่างวาบขึ้นมา อีกทั้งบนร่างยังมีพลังธาตุน้ำปรากฏขึ้น และยังมีเสียงสตรีผู้หนึ่งดังให้ได้ยิน
“เจ้าคือลู่เฉิน?”
ชายชรากลับพูดบางอย่างออกมา ทว่ามันกลับทำให้ลู่เฉินรู้สึกขนลุก “เจ้าคือผู้ใด?”
“เจ้ากำลังตามหาพวกเรามิใช่หรือ?” หญิงสาวหัวเราะ
ลู่เฉินขมวดคิ้วมุ่น “สำนักเหมันต์สงัด?”
“ดูเหมือนเจ้าจะไม่โง่” หญิงสาวยิ้มประหลาด
“เจ้าถึงกับกล้าเป็นฝ่ายเข้ามาหาก่อน?” ลู่เฉินย้อนถาม
หญิงสาวแสยะยิ้ม “เหตุใดต้องไม่กล้ากัน?”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้เจ้าลองพูดมาเถิด เจ้ามีนามว่าอย่างไร และสตรีศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้นส่งเจ้ามาทำสิ่งใด?” ลู่เฉินจ้องมองผู้เฒ่าเตาที่ถูกครอบครองร่างกายพลางเอ่ยถาม
หญิงสาวภายในร่างของผู้เฒ่าเตาพูด “ข้ามีนามว่าเสวียหลิงเยว่ ส่วนเจ้า สามารถเรียกว่าว่าหลิงเยว่ได้”
“จำเป็นต้องสนิทกันถึงเพียงนั้นเชียว?”
“สตรีศักดิ์สิทธิ์ของเราบอกแล้ว ว่าต้องต้อนรับเจ้าเป็นอย่างดี” เสวียหลิงเยว่ยิ้มหยัน
ลู่เฉินไม่ได้พูดให้มากความ เพียงนำธนูเงามารออกมา ทันใดนั้นเสวียหลิงเยว่ก็ตะโกนขึ้น! “น่ากลัวมาก”
เมื่อพูดจบ เสวียหลิงเยว่จึงใช้ร่างกายของผู้เฒ่าเตาหลอมรวมแสงทองออกมา ลู่เฉินขมวดคิ้วมุ่น “เจ้ายังสามารถควบคุมเขาได้หรือ?”
“เพียงชายชราคนหนึ่งเท่านั้น มีสิ่งใดให้ควบคุมได้ยากกัน?”
ลู่เฉินอดไม่ได้ที่จะชื่นชมพลังของอีกฝ่าย เพราะชายชราผู้นี้นับว่าไม่ธรรมดา แต่อีกฝ่ายกลับสามารถควบคุมได้อย่างง่ายดาย มันทำให้เขาต้องเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ดูเหมือนความแข็งแกร่งของเจ้าจะไม่ธรรมดา!”
“แน่นอน ข้าคือศิษย์ของอู๋เสี่ย ผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักเหมันต์สงัด!”
“อู๋เสี่ย…” ลู่เฉินชะงักเมื่อได้ยินชื่อของหญิงชรา
“อย่างไรกัน? เจ้ารู้จักอาจารย์ของข้าหรือ?”
“อู๋เสี่ย เมื่อหนึ่งแสนปีก่อนถูกจอมมารทำลายไปแล้ว เหตุใดจึงยังมีเจ้าอยู่?”
เสวียหลิงเยว่หวนคิดพลางพูดขึ้นมา “เมื่อหนึ่งแสนปีก่อนข้าอายุเพียงสิบกว่าปีเท่านั้น”
“เจ้าเป็นคนเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน?”
“ใช่ เพียงแต่หลังจากมาที่นี่ได้กินผลไม้บางอย่าง จากนั้นจึงอ่อนเยาว์ลงและยังคงมีรูปโฉมงามเช่นนี้” เสวียหลิงเยว่พูด
“อยู่ภายในร่างของชายชราแต่พูดว่ารูปงามมาก? เจ้ากำลังทำให้ข้ากลัวหรือ?” ลู่เฉินยิ้มเจื่อน
เสวียหลิงเยว่ยิ้มพลางตอบกลับ “ไม่เป็นไร เจ้าเพียงต้องรู้ว่าข้าทั้งเก่งและรูปงามเท่านั้นก็พอ”
“อาจารย์ของเจ้ายังไม่ตายอีกหรือ?” ลู่เฉินค่อนข้างสนใจเรื่องนี้
“นางถูกจอมมารทำลาย แต่ยังคงมีชีวิตอยู่”
“มีชีวิต? เมื่อไหร่กัน?” ลู่เฉินคิดไม่ถึงว่าแม้แต่หญิงชรายังฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้ จึงมีสีหน้าประหลาดใจออกมา
เสวียหลิงเยว่จ้องมองลู่เฉินพลางพูด “เจ้าหนุ่ม ดูเหมือนข้าควรจะเป็นคนที่เจ้าสนใจ ไม่ใช่อาจารย์ของข้า!”
ชายหนุ่มยิ้มพลางมองเสวียหลิงเยว่ “เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้ามีนามว่าอย่างไร?”
“เจ้า? สตรีศักดิ์สิทธิ์บอกแล้ว เจ้ามีนามว่าลู่เฉิน แม้ชื่อของเจ้าจะเหมือนกับจอมมารเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน แต่เมื่อเทียบเจ้ากับเขาแล้ว คนหนึ่งเหมือนสวรรค์ คนหนึ่งเหมือนธรณี ดังนั้นจึงไม่สามารถเทียบกันได้” เสวียหลิงเยว่ส่ายหน้าพลางพูดดูถูกลู่เฉิน
ลู่เฉินได้ฟังแล้วจึงแสยะยิ้มออกมา “ไม่แน่ว่าข้าอาจจะเก่งกาจกว่าเขาก็เป็นได้”
“นี่เจ้าคิดจะพูดตลกกับข้าหรือ?” เสวียหลิงเยว่อดหัวเราะขึ้นมาไม่ได้
“เจ้าออกมาจากร่างของเขาดีกว่า มิเช่นนั้นหากเจ้ายังเป็นเช่นนี้ ข้าอาจจะรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาได้” ลู่เฉินสบถออกมา
“ตอนนี้ยังไม่ได้ เพราะข้ายังต้องใช้ประโยชน์จากเขา” เมื่อเสวียหลิงเยว่พูดจบ นางจึงรีบควบคุมผู้เฒ่าเตาและออกไปทันที ในขณะเดียวกันก็โยนศิลาวิญญาณออกมาชิ้นหนึ่ง และหัวเราะขึ้นมา “ทำตามสิ่งที่อยู่บนนั้น หลังจากนั้นเจ้าจะสามารถหาข้าพบ”
ลู่เฉินนำศิลาวิญญาณขึ้นมา และมองแผนที่เส้นทางที่ถูกบันทึกอยู่ด้านบนอย่างละเอียด
แต่ชายหนุ่มยังไม่ค่อยเข้าใจนัก เหตุใดอีกฝ่ายจึงใจกว้างและหลอกล่อเขาไปเช่นนี้ อีกทั้งผู้เฒ่าเตายังมีประโยชน์ใดต่อพวกเขากัน
ทว่าอีกฝ่ายไม่ได้อธิบายใด ๆ ดังนั้นจึงทำได้เพียงนำเฮยหลวนและเจี่ยอันออกมา
“อาจารย์ ชายชราผู้นั้น?” เฮยหลวนแปลกใจ
เจี่ยอันถูกสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ทำให้หวาดกลัวขึ้นมา เพราะว่ารอบ ๆ เต็มไปด้วยรอยร้าว
ลู่เฉินเดินพลางพูด เมื่อเฮยหลวนได้ฟังจึงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “สำนักเหมันต์สงัดเป็นสถานที่เช่นไรกัน?”
เขามองไปยังเจี่ยอัน “เจ้าอธิบายให้นางฟังที”
เจี่ยอันจึงเล่าเรื่องของสำนักเหมันต์สงัดออกมา และยังพูดถึงสงครามเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน เฮยหลวนจึงพูดขึ้นมาด้วยความแปลกใจ “อาจารย์ ท่านคงจะไม่ใช่คนผู้นั้นเมื่อหนึ่งแสนปีก่อนหรอกนะ?”
ลู่เฉินยังไม่ทันพูดใด ๆ เจี่ยอันกลับพูดขึ้นมาก่อน “เป็นไปไม่ได้ เขาอ่อนวัยถึงเพียงนี้ อีกทั้งจอมมารเมื่อหนึ่งแสนปีก่อนก็แค่ทรงพลังเท่านั้น และดูมีอายุมากกว่า”
เฮยหลวนขานรับ “ก็จริง ผ่านมาตั้งหนึ่งแสนปีแล้ว”
เจี่ยอันมองลู่เฉินพลางพูดอย่างลำบากใจ “ข้าไม่ได้คิดจะดูถูกเจ้า ข้าเพียงคิดว่าจอมมารผู้นั้นน่ากลัวคนนั้นจะเป็นเจ้าได้อย่างไรกัน จริงหรือไม่?”
“เจ้าเข้าใจจอมมารผู้นั้นมากน้อยเพียงใดกัน?” ลู่เฉินเดินพลางเอ่ยถาม