ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 708 หินก้อนเล็ก ๆ ก็สามารถปราบนางจนตายได้!
บทที่ 708 หินก้อนเล็ก ๆ ก็สามารถปราบนางจนตายได้!
เจี่ยอันไม่รู้ว่าเหตุใดลู่เฉินจึงถามเช่นนี้ แต่เขาก็พูดขึ้นมา “ตามบันทึกบางส่วนของสำนักเรา จอมมารผู้นี้เก่งกาจยิ่งนัก แม้เมื่อหนึ่งแสนปีก่อนสำนักเหมันต์สงัดจะร่วมมือกับสำนักผู้ฝึกเซียนใหญ่ ๆ ก็ไม่สามารถเอาชนะเขาได้ และยังถูกเขาและศิษย์ของเขารวมตัวกันกวาดล้างจนหมดสิ้นอีก”
“หลังจากนั้นล่ะ?”
“ต่อมาเขาก็ได้กลายเป็นเซียน และยังเป็นเซียนอันดับหนึ่งของมหาทวีปจิ่วโหยวของเรา นับว่าเป็นอัจฉริยะเลยทีเดียว” เจี่ยอันประเมินขึ้นมา
เฮยหลวนที่อยู่อีกด้านหนึ่งพูดด้วยความประหลาดใจ “กลายเป็นเซียน?”
“ใช่ เซียนอันดับหนึ่งแห่งมหาทวีปจิ่วโหยว” เจี่ยอันพูดในสิ่งที่ตนรู้ออกมา
เฮยหลวนได้ฟังแล้วจึงเอ่ยชื่นชมขึ้นมา “จอมมารผู้นี้ช่างเก่งกาจเสียจริง”
เจี่ยอันเองก็ชื่นชมเช่นกัน “ใช่ เขาเป็นยอดฝีมือแห่งมหาทวีปจิ่วโหยวของเรา”
ทว่าลู่เฉินกลับยิ้มออกมา เฮยหลวนจึงรู้สึกสงสัย “อาจารย์ ท่านยิ้มทำไมกัน?”
“ไม่ได้ยิ้มอะไร” ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไรมาก จากนั้นจึงเดินไปตามทางของตนต่อไป
เฮยหลวนมักจะรู้สึกว่าอาจารย์ผู้นี้ของตนดูลึกลับมากเกินไป แต่ลู่เฉินก็ไม่อยากพูดอะไรมากนัก เขาทำเพียงเรียกเจี่ยอันมาคุยเรื่องของจอมมารผู้นั้นต่อไป
ลู่เฉินเดินนำพวกเขา ไม่นานจึงหาสถานที่ไร้หิมะภายในพื้นหิมะแห่งนี้ได้
“อาจารย์ ที่นี่ไม่มีหิมะ?” เฮยหลวนที่เห็นดังนั้นรู้สึกตกตะลึงขึ้นมา
ชายหนุ่มเห็นว่าด้านหน้าไร้ซึ่งหิมะ แต่กลับมีก้อนหินบางส่วนอยู่ และก้อนหินพวกนี้ก็ยังปล่อยหมอกสีขาวออกมา
เจี่ยอันขมวดคิ้วขึ้นมา “ข้าไม่สามารถมองเห็นเหตุการณ์ภายในนั้นได้”
ลู่เฉินเพียงพูดขึ้นมาสั้น ๆ “ไม่เป็นไร ตามข้ามา”
เมื่อพูดจบ ชายหนุ่มจึงนำพวกเขาเข้าไปด้านใน กระทั่งเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงของเสวียหลิงเยว่จึงดังขึ้นมาอีกครั้ง “เจ้าหนุ่มช่างกล้าหาญนัก กล้าเข้ามาจริงหรือ?”
“อาจารย์ เสียงนี้?” เฮยหลวนสงสัย
“คนของสำนักเหมันต์สงัด” เขาตอบกลับ
“ว่าอย่างไรนะ? สำนักเหมันต์สงัด?” เมื่อครู่เฮยหลวนพึ่งจะได้ฟังเจี่ยอันพูดถึงเรื่องการต่อสู้ระหว่างสำนักเหมันต์สงัดและจอมมาร ดังนั้นจึงรู้สึกว่าสำนักเหมันต์สงัดนี้น่าจะแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก และคนภายในนั้นก็อาจจะไม่ธรรมดา
ลู่เฉินไม่รู้ว่าเฮยหลวนกำลังคิดสิ่งใด แต่กลับพยักหน้าแทน
เฮยหลวนรู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อเกินไป ส่วนเสวียหลิงเยว่หัวเราะขึ้นมาจากมุมมุมหนึ่ง “เจ้าหนุ่ม เจ้ายังรับศิษย์อยู่หรือ?”
“มีปัญหาหรือ?” ลู่เฉินย้อนถาม
เสวียหลิงเยว่เผยรอยยิ้มประหลาด “เช่นนั้นเจ้าจงดูแลนางให้ดี มิเช่นนั้นหากสูญเสียความเป็นตัวตนหรือถูกข้าควบคุม เช่นนั้นคงจะไม่ดี”
ลู่เฉินเตรียมตัวเอาไว้ก่อนแล้ว
ชายหนุ่มนำศิลาวิญญาณที่ตนได้วาดไว้บางส่วนออกมา และมอบให้แก่เฮยหลวน “นำสิ่งนี้ติดตัวไป ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใดขึ้นก็จงอย่าทิ้งมันให้ห่างตัว”
“อาจารย์ นี่คือ?”
“มันสามารถป้องกันสิ่งต่าง ๆ ที่หมายจะครอบครองเจ้าได้ ในขณะเดียวก็กันยังต้านทานเคล็ดวิชาที่น่าสงสัยทั้งหมด” ลู่เฉินอธิบาย
เฮยหลวนเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “แข็งแกร่งนั้นเชียวหรือ?”
ลู่เฉินพยักหน้ารับ และอธิบายบางอย่างแก่เจี่ยอัน
แต่เสวียหลิงเยว่ที่อยู่ในมุมมืดแสยะยิ้มออกมา “เจ้าหนุ่ม คิดว่าของเหล่านี้จะมีประโยชน์หรือ?”
“เจ้าลองดูก็รู้แล้วมิใช่หรือ” เขาพูดด้วยท่าทางนิ่งเฉย
“ได้ ข้าจะทำให้เจ้าได้เห็น” เมื่อเสวียหลิงเยว่พูดจบก็กลายเป็นแสงสีน้ำเงิน นางคิดจะพุ่งเข้าสู่ร่างกายของเฮยหลวน แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเฮยหลวน แสงสีเขียวทรงพลังก็สว่างขึ้นมาจากศิลาวิญญาณ และกลายเป็นเขตแดนสีเขียวอ่อน
ราวกับว่าเสวียหลิงเยว่กระแทกเข้ากับกำแพงบางอย่าง และหายไปจากตำแหน่งเดิมทันที
หลังจากเฮยหลวนเห็นภาพดังกล่าวจึงรู้สึกดีใจขึ้นมา “อาจารย์ สิ่งนี้”
ลู่เฉินแสยะยิ้มแต่ไม่ได้พูดใด ๆ แต่เสวียหลิงเยว่ที่อยู่ในมุมมืดกลับยิ้มออกมา “เจ้าหนุ่ม ทักษะของเจ้ามีไม่น้อยเลยทีเดียว ถึงกับสามารถอาศัยศิลาวิญญาณชิ้นเล็ก ๆ สำแดงพลังที่ทรงพลังเช่นนี้ออกมาได้”
“เจ้าคิดว่ามันเป็นเพียงศิลาวิญญาณธรรมดาหรือ?”
“หรือไม่ใช่?”
“ศิลาวิญญาณเป็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอก แท้จริงแล้วนั้นคืออักขระยันต์มายา แต่พูดไปเจ้าก็คงไม่เข้าใจ” ลู่เฉินคร้านจะอธิบายให้มากความ
เสวียหลิงเยว่ยิ้มออกมา “ข้ามีชีวิตมานานถึงหนึ่งแสนปี นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นอักขระยันต์มายาเช่นนี้”
“นั่นเป็นเพราะอู๋เสี่ยอาจารย์ของเจ้าเชี่ยวชาญในเรื่องการควบคุมวิญญาณที่สุด อักขระยันต์พวกนี้ของข้ามีไว้เฉพาะพวกเจ้า!” ชายหนุ่มแสยะยิ้มพลางพูด
“เหตุใดเจ้าจึงรู้ว่า ข้าและอาจารย์ของข้าใช้วิธีใดในการควบคุมผู้อื่น?” เสวียหลิงเยว่หัวเราะขึ้นมาจากมุมมืด
“เพียงแค่ตามหาตำราโบราณบางส่วนเมื่อหนึ่งแสนปีก่อนเจอ ก็พอจะหาอะไรบางอย่างเจอได้บ้าง” ลู่เฉินสร้างเหตุผลขึ้นมา
เหตุผลนี้ทำให้เฮยหลวนและเจี่ยอันเชื่อสนิทใจ
เสวียหลิงเยว่เองก็คิดว่าเป็นไปได้เช่นกัน แต่นางพูดอย่างไม่สนใจ “ไม่ว่ามันจะมีไว้เพื่อปราบปรามพวกเราหรือไม่ แต่เมื่อเปิดมันออก ข้าก็จะใช้วิธีที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านั้นจัดการเจ้า”
พูดจบ หมอกสีขาวรอบ ๆ พลันมีเงาร่างนับไม่ถ้วนสว่างขึ้นมา เมื่อเจี่ยอันและเฮยหลวนเห็นเหงาเหล่านี้ก็รู้สึกราวกับเห็นคนสนิทของตน
ดังนั้นทั้งสองจึงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
เมื่อเห็นทั้งสองได้รับผลกระทบ ศิลาวิญญาณบนมือของพวกเขาจึงเปล่งแสงสีเขียวขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ทั้งสองได้สติขึ้นมาทันที
แต่ทั้งสองพลันรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา โดยเฉพาะพลังเมื่อครู่ มันนับว่าน่ากลัวมากเกินไป
เฮยหลวนยังคงตื่นตระหนกอยู่เล็กน้อย ราวกับว่าจะถูกพรากชีวิตไปได้ตลอดเวลา
เสวียหลิงเยว่ที่อยู่ในมุมมืดหัวเราะขึ้นมา “เจ้าหนุ่ม เจ้าช่างมีความสามารถเสียจริง สามารถอาศัยศิลาวิญญาณทำลายชิ้นหนึ่งทำให้พวกเขาได้สติกลับมา”
“ทักษะของข้านั้นมีอยู่อีกมาก ดังนั้นอย่าคิดจะทดสอบความสามารถของข้า” ลู่เฉินพูดด้วยท่าทางนิ่งเฉย
“เจ้าหนุ่ม เจ้าคงไม่คิดว่าข้าจะไม่มีวิธีจัดการพวกเจ้าหรอกนะ?” เสวียหลิงเยว่เผยรอยยิ้มประหลาด
ชายหนุ่มหัวเราะขึ้นมา “เจ้าลองคิดดู สถานที่ของเจ้าจะถูกเปิดเผยหรือไม่”
“สถานที่ของข้า?”
และในขณะนั้นเอง เงาสายฟ้าปรากฏขึ้น และกลายเป็นพายุฟ้าคะนองพุ่งไปยังทิศทางหนึ่ง
ตู้ม!
บริเวณหมอกสีขาวนั่น เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นมาทันที และหมอกสีขาวรอบ ๆ จึงหายไป จึงเห็นสตรีนางหนึ่งยืนอยู่บนก้อนหิน แต่ดูเก้อเขินเล็กน้อย
หญิงผู้นี้สวมชุดกระโปรงสีขาวสะอาดตา แต่บนชุดกระโปรงนั้นมีรูไหม้ขนาดเล็กอยู่มากมาย ส่วนมือขวายังถือไม้เท้ากระดูกอสูรสีน้ำเงิน ดูแล้วช่างแปลกประหลาดนัก
คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเสวียหลิงเยว่
ส่วนเสวียหลิงเยว่คิดไม่ถึงว่าตนจะถูกเปิดเผย จึงเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา “คิดไม่ถึงเสียจริง!”
“เมื่อเห็นเจ้าเป็นเช่นนี้ก็นับว่ายังดูอ่อนวัยนัก” ลู่เฉินมองอีกฝ่ายที่ดูราวกับหญิงสาวอายุราว ๆ ยี่สิบถึงสามสิบปีได้ แต่ชายหนุ่มรู้ดีว่าอีกฝ่ายน่าจะใช้ผลไม้ชนิดหนึ่งจึงกลายเป็นเช่นนี้
ทว่าเสวียหลิงเยว่กลับรู้สึกดีใจขึ้นมา “บอกว่าข้าอ่อนวัยหรือ ช่างน่าดีใจนัก”
“เจ้าช่างหลงตัวเองเสียจริง”
“แน่นอน สตรีผู้ใดจะไม่ชอบความอ่อนเยาว์และความสวยงามกัน จริงหรือไม่?” เสวียหลิงเยว่หัวเราะขึ้นมา
ลู่เฉินกลับยิ้มออกมา “สวยงามก็มีพลังแล้วหรือ?”
“ข้ากล้าล่อเจ้าเข้ามาถึงที่นี่ ย่อมต้องมีวิธีจัดการเจ้าแน่” เสวียหลิงเยว่จ้องมองลู่เฉินพลางเอ่ย
แต่ชายหนุ่มกลับยิ้มชั่วร้ายออกมา “ข้าจำอู๋เสี่ยได้ นางนับว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังยิ่งนัก แต่เหตุใดจึงฝึกฝนศิษย์ที่อ่อนแอเช่นเจ้าออกมาได้?”
เมื่อเสวียหลิงเยว่ได้ยินคำพูดของลู่เฉินจึงหัวเราะขึ้นมา “เจ้าพูดยั่วยุข้าให้น้อยลงเถิด ข้าไม่โกรธเพียงเพราะคำพูดประโยคเดียวของเจ้าหรอก”
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?” เมื่อลู่เฉินพูดจบ กุ่ยเจี่ยจึงออกมามุมมุมหนึ่ง และพุ่งตัวไปยังเสวียหลิงเยว่ทันที